13) SHEE Research: Considering the Belmont Report in Medical Education Research (3) Beneficence

สารบัญ

13

SHEE Research: Considering the Belmont Report in Medical Education Research (3) Beneficence

ดร.พีรดา งามเสน่ห์
ผู้ช่วยอาจารย์
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE) 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Image

     สวัสดีผู้อ่านทุกท่านค่ะ ผู้เขียนรู้สึกคล้ายวันที่เพิ่งเขียนบทความประจำคอลัมน์ SHEE Research ครั้งก่อนยังผ่านไปได้ไม่นาน ก็เป็นอันต้องกลับมาทักทายผู้อ่านอีกครั้งแล้วใน SHEE Journal ฉบับสุดท้ายของปี 2568 หากติดตามกันมาก็คงจะทราบว่า ผู้เขียนได้เชิญชวนทุกท่านมาให้ความสนใจแก่ รายงานเบลมองต์ (Belmont Report) อันเป็นบทบัญญัติเพื่อเสริมสร้างจริยธรรมในงานวิจัยที่สำคัญที่สุดบทหนึ่งบนโลก ผ่านบทความต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้ที่ผ่านมา และยกแง่มุมทางการวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์เพิ่มเติมด้วยว่าในบริบทของการวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพแล้ว แนวปฏิบัติใดนับว่าถูกต้องหรือผิดไปจากหลักทางจริยธรรมตามรายงานเบลมองต์บ้าง SHEE Journal สองฉบับที่ผ่านมากล่าวถึง หลักความเคารพในบุคคล (Respect for Persons) และ หลักความยุติธรรม (Justice) ตามลำดับ บทที่จะกล่าวถึงหลักการข้อสุดท้ายที่เหลือจึงประจวบเหมาะกับบรรยากาศแห่งการให้ แบ่งปันความสุข และบอกลาปีเก่าเพื่อต้อนรับปีใหม่อยู่พอดี ซึ่งก็คือ หลักผลประโยชน์ (Beneficence) นั่นเองค่ะ

     ผู้เขียนเชื่อเป็นอย่างยิ่ง ว่าบุคลากรทางวิทยาศาสตร์สุขภาพแทบทุกคนจะต้องรู้จักและเคยได้ยินแนวคิด “Do no harm” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ คำปฏิญาณฮิปโปเครติส (Hippocratic Oath) หมายความว่า ผู้บำบัดโรคพึงไม่ทำอันตรายแก่คนไข้ และคำนึงประโยชน์สุขของคนไข้ หลักผลประโยชน์มีที่มาจากคำสาบานของบิดาแห่งการแพทย์นี้เอง และสะท้อนให้เห็นว่าบุคลากรทางวิทยาศาสตร์สุขภาพจะต้องยึดถือหลักการนี้มิใช่เฉพาะในเวลาที่ให้บริการทางสุขภาพ แต่รวมไปถึงขณะที่ตนกำลังทำหน้าที่ในฐานะผู้วิจัยด้วย SHEE Research ฉบับนี้จึงอยากนำผู้อ่านทุกท่านไปสำรวจความหมายของคำว่าผลประโยชน์ในบริบทของรายงานเบลมองต์ หลักการให้ประโยชน์ที่โดยแท้แล้วก็แทรกซึมอยู่ตามหลักการอีกสองข้อก่อนที่ผู้เขียนเคยกล่าวถึง และข้อควรคำนึงเพิ่มเติมในตัวหลักการเอง 


     รายงานเบลมองต์นิยามการให้ประโยชน์ในบริบทการวิจัยเพิ่มเติม ว่ามีใจความสำคัญ 2 ประการ ได้แก่


1. Do not harm แปลว่า ห้ามผู้วิจัยกระทำการอันตราย

2. Maximize possible benefits and minimize possible harms แปลว่า ผู้วิจัยพึงทำให้ผู้เข้าร่วมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิจัยได้รับผลประโยชน์สูงสุดเท่าที่จะทำได้ และลดความเสี่ยงใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นให้น้อยลงที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปพร้อม ๆ กัน

     เช่นนี้แล้ว การคำนึงว่าผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นบุคคลผู้มีอิสระหรือไม่ การให้ข้อมูลที่อาสาสมัครจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการวิจัยอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจให้ความยินยอม เข้าร่วมการวิจัย หรือกระทั่งการให้สิทธิพักหรือถอนตัวจากการวิจัยตามหลักความเคารพในบุคคลก็เป็นการกระทำตามหลักผลประโยชน์ในแง่ของการแจ้งให้อาสาสมัครรับทราบ และลดความเสี่ยงให้เกิดน้อยที่สุดก่อนการวิจัย นอกจากนี้ ใจความประการที่สองของหลักผลประโยชน์อาจทำให้ผู้อ่านนึกถึงความหมายของ สิ่งที่เป็นประโยชน์ (benefit) และสิ่งที่เป็นโทษ หรือเป็นภาระ (burden) ที่ผู้เขียนเคยกล่าวถึงในบทความตอนที่ผ่านมา บริบทของหลักความยุติธรรมเรียกร้องให้นักวิจัยคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายและออกแบบการวิจัยให้มีรูปแบบที่ทำให้อาสาสมัครเข้าร่วมวิจัยได้รับส่วนแบ่งของสิ่งที่เป็นประโยชน์และโทษในปริมาณที่เท่าเทียมเหมาะสม

     เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านเข้าใจหลักผลประโยชน์ในทางปฏิบัติมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทการวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างสถานการณ์การวิจัย ดังนี้

     อาจารย์แพทย์เจ้าของรายวิชากายวิภาคศาสตร์ท่านหนึ่งค้นพบ application ที่สามารถใช้ศึกษาตำแหน่งและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายมนุษย์ และสงสัยว่า application นี้จะช่วยให้นักศึกษาแพทย์มีผลการเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์ดีขึ้นหรือไม่ จึงออกแบบการวิจัยที่แบ่งนักศึกษาแพทย์ผู้ยินยอมเข้าร่วมวิจัยออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มควบคุม (control group)
ที่นักศึกษาในกลุ่มจะต้องศึกษาด้วยการนั่งฟังบรรยาย และเข้าห้องปฏิบัติการผ่าร่างอาจารย์ใหญ่เท่านั้น

2. กลุ่มทดลอง (intervention group) ที่นักศึกษาจะต้องศึกษาด้วยการนั่งฟังบรรยาย เข้าห้องปฏิบัติการผ่าร่างอาจารย์ใหญ่ และทบทวนบทเรียนด้วยการใช้ application ที่อาจารย์แพทย์ผู้วิจัยกำหนด

Image


     สถานการณ์ข้างต้นเป็นกรณีเดียวกันกับที่ผู้อ่านเคยยกเป็นตัวอย่างมาแล้วในเรื่องของหลักความยุติธรรมนั่นเอง ซึ่งหากยังจำกันได้ ผู้เขียนก็ได้เสนอแนวปฏิบัติหลายประการที่จะทำให้มั่นใจได้ว่างานวิจัยนี้จะมีความถูกต้องทางจริยธรรมตามรายงานเบลมองต์ เช่น เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว ผู้วิจัยควรให้สิทธินักศึกษาแพทย์ในกลุ่มทดลองได้เข้าถึง application ที่นักศึกษาในกลุ่มทดลองได้ใช้แล้วด้วย ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความยุติธรรมระหว่างนักศึกษาแพทย์ทั้งสองกลุ่มแล้ว ก็ยังสอดคล้องกับหลักผลประโยชน์ว่าด้วยการ maximize benefits กระจายประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้เข้าร่วมวิจัยให้ได้มากที่สุด และเพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้วิจัยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนี้ ผู้วิจัยควรเพิ่มแนวปฏิบัติอื่นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการข้อเดียวกันนี้ในส่วนของ minimize harms หรือการลดความเสี่ยงเสียประโยชน์ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น จัดการเรียนการสอนทั้งหมดที่ใช้ในการวิจัยนี้ให้เป็นการศึกษาเสรี มิใช่ภาคบังคับ ในกรณีนี้ อาจารย์แพทย์ผู้ทำการวิจัยอาจออกแบบการทดลองให้นักศึกษาแพทย์ทั้งในกลุ่มทดลองและควบคุมเรียนเนื้อหาทางกายวิภาคศาสตร์อื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในรายวิชากายวิภาคศาสตร์ภาคบังคับ เช่น หากนักศึกษาแพทย์ที่เข้าร่วมวิจัยยังอยู่ในระดับชั้นปรีคลินิก ความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ที่ผู้วิจัยนำมาใช้เป็นเนื้อหาทดลองรูปแบบการเรียนการสอนไม่ควรตรงกับกายวิภาคศาสตร์ภาคบังคับที่นักศึกษาแพทย์จำเป็นต้องรู้เพื่อสอบ National License ครั้งที่ 1 ให้ผ่าน แต่อาจเป็นเนื้อหากายวิภาคศาสตร์สำหรับศัลยกรรมเฉพาะทาง อาทิ ศัลยกรรมพลาสติก หรือศัลยกรรมทรวงอกในระดับพื้นฐาน ฯลฯ และเมื่อสิ้นสุดการเรียนที่เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยแล้ว การสอบวัดความรู้ของนักศึกษาทั้งสองกลุ่มจะต้องไม่มีความเกี่ยวข้อง และไม่นำไปรวมกับคะแนนในรายวิชาของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต เพื่อไม่ให้นักศึกษาแพทย์ในกลุ่มที่รูปแบบการเรียนมีประสิทธิภาพน้อยกว่าอีกกลุ่มได้รับผลเสียเป็นคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ไม่ดีเท่าที่ควรจากการเข้าร่วมวิจัย จนเสียโอกาสทางการศึกษาอื่น ๆ ในอนาคต

     การลดความเสี่ยงตามหลักผลประโยชน์ของรายงานเบลมองต์ยังทำได้ด้วยการรักษาความลับของผู้เข้าร่วมวิจัย (confidentiality) เพื่อปกปิดตัวตน คุ้มครองมิให้ผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับความเสี่ยงด้านการเสื่อมเสียชื่อเสียง ได้รับความกระทบกระเทือนทางใจ เสียทรัพย์สิน หรือกระทั่งได้รับอันตรายทางกาย ซึ่งผู้เขียนขอยกกรณีตัวอย่างอีกหนึ่งสถานการณ์เพื่อให้ผู้อ่านพิจารณาประกอบ ดังนี้

     คณะวิจัยหนึ่งมีความสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการนินทาหรือกล่าวถึงอาจารย์และเพื่อนบุคลากรร่วมโรงพยาบาลคนอื่นในกลุ่มแพทย์ประจำบ้าน โดยต้องการทราบว่า แพทย์ประจำบ้านมักจะพูดถึงผู้อื่นที่ไม่อยู่ในวงสนทนาเดียวกันในประเด็นใดบ้าง และการรวมกลุ่มเพื่อพูดคุยในลักษณะดังกล่าวส่งผลต่อการทำงานในโรงพยาบาลของพวกเขาอย่างไร จึงทำการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) กับแพทย์ประจำบ้านในหลากหลายแผนกความเชี่ยวชาญ จากโรงพยาบาลหลายแห่ง

     สถานการณ์ข้างต้น แท้จริงแล้ว ผู้เขียนยกมาจากงานวิจัยจริงที่ได้รับการตีพิมพ์แล้วในวารสารวิชาการทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพฉบับหนึ่ง (ผู้สนใจสามารถอ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่แหล่งอ้างอิงลำดับที่ 4 ในบรรณานุกรมท้ายบทความนี้) ผู้เขียนอยากจะชวนผู้อ่านทุกท่านให้คิดตามว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยมีโอกาสเสี่ยงได้รับโทษอย่างไรบ้างจากการวิจัยตามสถานการณ์นี้ และหากเป็นเช่นนั้นแล้ว ผู้วิจัยควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านั้น

     แม้ผู้เข้าร่วมวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพแทบจะไม่ต้องกังวลกับการได้รับความเสี่ยงทางกาย เช่น การต้องยอมเจ็บตัวเพื่อให้ผู้วิจัยเก็บตัวอย่างเลือด เนื้อเยื่อ สารคัดหลังอื่น ๆ หรือการต้องยอมเสี่ยงรับผลการเปลี่ยนแปลงทางกายจากการรับยาหรือการรักษาใหม่ ๆ อย่างที่ผู้เข้าร่วมวิจัยเชิงชีวเวชศาสตร์จะต้องรับทราบและให้ความยินยอมประสบก็ตาม ความเสี่ยงด้านอื่นก็ยังพร้อมจะบังเกิดแก่ผู้เข้าร่วมงานวิจัยเชิงพฤติกรรมศาสตร์ หากชื่อ อายุ อาชีพ และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ ของพวกเขาถูกเปิดเผย ผู้วิจัยจึงจำเป็นต้องให้ความคุ้มครองด้วยการรักษาความลับของผู้เข้าร่วมวิจัยเหล่านี้ ซึ่งทำได้ในทุกระยะของการวิจัย ตั้งแต่แรกเริ่มลงมือเก็บข้อมูล ไปจนถึงการจัดการข้อมูลหลังเสร็จสิ้นวิจัย ดังนี้


ใช้การเข้ารหัส (encoding) ข้อมูลวิจัยให้เกิดภาวะความเป็นนิรนาม (anonymity)
ผู้วิจัยควรบันทึกข้อมูลที่ได้จากผู้เข้าร่วมวิจัยแต่ละคนโดยไม่ระบุชื่อ อาจมีการให้รหัสกำกับชุดข้อมูลแทน เช่น บันทึกการให้สัมภาษณ์ของผู้เข้าร่วมวิจัยรหัส P001, P002, P003 และคนต่อ ๆ ไป ทั้งนี้ นอกจากจะทำให้ผู้อ่านไม่สามารถระบุตัวบุคคลผู้ให้ข้อมูลได้เมื่อมีการอ้างถึงข้อมูลจากผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นรหัสแทนชื่อในบทความวิจัยแล้ว หากมีการใช้รหัสดังกล่าวตั้งแต่ในระยะการเก็บบันทึกข้อมูล ผู้วิจัยก็จะสามารถนำข้อมูลไปใช้ในขั้นตอนตีความและวิเคราะห์เพื่อสรุปผลวิจัยต่อได้โดยปราศจากอคติ ในกรณีที่ข้อมูลวิจัยหลุดรั่วไปถึงผู้ไม่ประสงค์ดี ผู้เข้าร่วมวิจัยก็จะยังได้รับความคุ้มครองรักษาความลับ เนื่องจากผู้อ่านข้อมูลไม่สามารถระบุตัวตนผู้เข้าร่วมวิจัยจากรหัสได้อีกด้วย
Image


เก็บรักษาข้อมูลในแหล่งที่มีความปลอดภัย ป้องกันข้อมูลรั่วไหลได้ดี บันทึกข้อมูลวิจัยทั้งในรูปแบบบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นข้อมูลประเภทเอกสาร ข้อมูลเสียงหรือวิดีโอจากการบันทึกการสัมภาษณ์หรือสังเกตพฤติกรรม จะต้องถูกเก็บในสถานที่ที่มีเพียงคณะวิจัยที่เข้าถึงได้ และไม่เสี่ยงต่อการรั่วไหลไปสู่มือบุคคลภายนอก หากข้อมูลเป็นบันทึกในสมุด กระดาษ หรือสิ่งของทางกายภาพอื่น ๆ ผู้วิจัยต้องนำวัตถุเหล่านี้ไปเก็บในตู้เข้ารหัสหรือต้องใช้กุญแจในการเปิดปิด หากเป็นข้อมูล electronic ผู้วิจัยก็ต้องเก็บข้อมูลเหล่านั้นในคอมพิวเตอร์ส่วนตัว มีการตั้งรหัสให้ผู้ต้องการเข้าถึงข้อมูลกรอกทุกครั้งที่เปิดทั้งในระดับตัวข้อมูลเอง และในระดับคอมพิวเตอร์ที่ผู้วิจัยใช้ ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนกลางของสถานที่สาธารณะ เช่น ห้องสมุด

เรียบเรียงและตัดทอนข้อมูลอื่น ๆ ที่อาจใช้ระบุตัวตนผู้เข้าร่วมวิจัยได้ นอกจากการปกปิดและใช้รหัสแทนชื่อจริงของผู้เข้าร่วมวิจัยแล้ว ผู้วิจัยจำเป็นต้องพิจารณาถึงตัวข้อมูลเองที่อาจมีส่วนทำให้ผู้อ่านข้อมูลระบุตัวตนผู้ให้ข้อมูลได้ เช่น ในตัวอย่างข้างต้นที่ผู้วิจัยสัมภาษณ์แพทย์ประจำบ้านเพื่อศึกษาพฤติกรรมและผลที่เกิดจากการนินทาเพื่อนร่วมโรงพยาบาล แม้ผู้วิจัยเข้ารหัสข้อมูลและใช้รหัสแทนชื่อจริงของแพทย์ประจำบ้านผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งในระหว่างการบันทึกข้อมูลและแสดงผลในบทความวิจัยแล้ว หากผู้วิจัยอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของแพทย์ประจำบ้าน โดยที่ไม่ได้ปกปิดชื่อของบุคลากรในโรงพยาบาลที่แพทย์ประจำบ้านพูดถึง หรือมีใจความที่ทำให้บุคลากรในโรงพยาบาลผู้ถูกกล่าวถึงในทางลบมาอ่านแล้วทราบในทันทีว่าผู้ถูกกล่าวถึงคือตนเอง และผู้ให้สัมภาษณ์คือใคร ภัยที่จะเกิดขึ้นกับแพทย์ประจำบ้านผู้ถูกทราบตัวตนคนนั้นอาจเป็นความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจจากบุคลากรผู้ถูกกล่าวถึงเป็นอย่างน้อย หรืออาจมีเหตุทะเลาะเบาะแว้งกันจนเสียทรัพย์สินหรือบาดเจ็บทางกายเป็นอย่างมาก ผู้วิจัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ทำวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพเชิงคุณภาพจึงต้องตรวจทานข้อมูลวิจัยอย่างละเอียด และเลือกนำเสนอข้อมูลอย่างเหมาะสม ทั้งในแง่ของความสอดคล้องกับการวิเคราะห์ผลการวิจัย และการปกปิดข้อมูลเพื่อคุ้มครองผู้เข้าร่วมวิจัย

กำหนดแนวทางการถือครอง ดูแล และทำลายข้อมูลหลังสิ้นสุดการวิจัย เมื่อตีพิมพ์บทความวิจัยฉบับสมบูรณ์แล้ว คณะวิจัยควรระบุเงื่อนไขในการเข้าถึงข้อมูลวิจัยในกรณีที่ข้อมูลวิจัยมีผู้สนใจขอข้อมูลเพื่อนำไปศึกษาหรือทำวิจัยต่อยอด โดยที่จะต้องมีหนึ่งในคณะวิจัย (มักจะเป็นนักวิจัยผู้มีชื่อลำดับแรก (first author) หรือผู้นิพนธ์หลัก (corresponding author)) เป็นผู้ถือครองข้อมูลวิจัยให้ผู้สนใจติดต่อเพื่อขอสิทธิเข้าถึงข้อมูล และกำหนดแนวทางการให้ข้อมูลโดยละเอียด อาทิ ผู้ใดมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลวิจัยได้ สามารถเข้าถึงได้ในระดับใด ต้องอ้างอิงถึงผู้ถือครองข้อมูลตั้งต้นอย่างไร รวมถึงแนวทางอื่น ๆ ที่ผู้ต้องการเข้าถึงข้อมูลจำเป็นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ผู้วิจัยควรทำลายบันทึกข้อมูลวิจัยอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเก็บรักษาต่อ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ข้อมูลดังกล่าวจะหลุดรั่วไปสู่มือผู้ไม่ประสงค์ดีในอนาคต หากบันทึกข้อมูลวิจัยเป็นสมุดบันทึกหรือกระดาษ อาจทำลายด้วยเครื่องทำลายเอกสารให้กระดาษข้อมูลเปลี่ยนไปสู่สภาพที่ไม่สามารถนำกลับมาปะติดปะต่อเพื่อให้อ่านได้อีกครั้ง หากเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้วิจัยก็ควรทำลายด้วยการลบไฟล์ถาวร มิให้หลงเหลือแม้แต่ใน recycle bin

     ผู้อ่านท่านใดที่ตามไปอ่านบทความวิจัยฉบับจริง ว่าด้วยการศึกษาพฤติกรรมการนินทาบุคลากรร่วมโรงพยาบาลของแพทย์ประจำบ้าน ที่ผู้เขียนนำมายกเป็นกรณีศึกษาข้างต้นอาจทราบแล้วว่า คณะวิจัยเจ้าของบทความวิจัยได้ปฏิบัติตามหลักการของรายงานเบลมองต์ครบถ้วนเหมาะสมทุกด้าน รวมถึงหลักผลประโยชน์ในแง่ของการรักษาความลับของผู้เข้าร่วมวิจัย อย่างไรก็ดี ผู้เขียนก็หวังว่าการเปิดคำถามหลังนำเสนอสถานการณ์ให้ได้พิจารณาความเป็นไปได้กันก่อน จะทำให้ผู้อ่านได้มองเห็นหลักการตามรายงานเบลมองต์ในบริบทของการวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพมากขึ้น ว่าความเสี่ยงที่จะเกิดกับผู้เข้าร่วมวิจัยมิได้มีแต่เพียงอันตรายทางกาย แต่อาจรวมไปถึงการเสื่อมเสียชื่อเสียง ทรัพย์สิน หรือกระทั่งมิตรไมตรี ที่แม้จะไม่ทำให้เจ็บกาย แต่ก็มีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้เข้าร่วมวิจัย จึงไม่ควรมองข้าม เป็นข้อควรคำนึงประการสุดท้ายที่เมื่อทราบแล้ว ก็จะทำให้การเดินทางสำรวจรายงานเบลมองต์ เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านเข้าใจความสำคัญของการยึดถือจริยธรรมทางการวิจัยในบริบทการวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพสมบูรณ์และจบลง ณ คอลัมน์ SHEE Research ของ SHEE Journal ฉบับนี้ในที่สุด

     ก่อนจะจากกันไป ผู้เขียนก็อยากจะฝากข้อคิดเล็ก ๆ อีกประการสุดท้ายแก่ผู้อ่านทุกท่าน ว่าขอให้ระลึกเสมอ ว่างานวิจัยทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเชิงปริมาณ คุณภาพ ผสมวิธี เป็นไปในเชิงชีวเวชศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ หรือแขนงความรู้ใด ๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นด้วยเป้าประสงค์ที่สำคัญที่สุด คือ เพื่อทำให้ชีวิตของมนุษย์ดีขึ้น เช่นนี้แล้ว การยึดมั่นในจริยธรรมเพื่อยืนยันให้ได้ว่าผู้เข้าร่วมวิจัยและผู้เกี่ยวข้องจะได้รับการคุ้มครองไม่ว่าเขาจะมีอิสระหรือไม่ จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด ต้องเผชิญกับความเสี่ยงน้อยที่สุด อย่างเท่าเทียมและเหมาะสม จึงเป็นสิ่งที่ควรอยู่ในใจนักวิจัยทุกคนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของนักวิจัยทางการศึกษา ที่มักจะสวมหมวกครูอาจารย์ไปพร้อมกับหมวกนักวิจัย และมีผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นนักเรียนอยู่บ่อยครั้ง ขอให้บทความทั้งสามตอนช่วยส่งเสริมแนวคิดที่ว่าผู้เข้าร่วมวิจัยของทุกท่านมิได้เป็นแต่เพียงตัวเลข หรือค่า n ที่จะนำทุกท่านไปสู่การตีพิมพ์เพื่อให้ได้รับลาภยศสรรเสริญ แต่เป็นเพื่อนมนุษย์ที่ควรค่าแก่อิสระ การได้รับผลประโยชน์ และความยุติธรรมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าท่านและผู้ใด ทั้งในและนอกบริบทของการวิจัย

     ผู้เขียนขอจบบทความว่าด้วยรายงานเบลมองต์ทั้งสามประการแต่เพียงเท่านี้ และขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุขสนุกสนาน สุขภาพแข็งแรง จนกว่าจะพบกันอีก ผ่านเรื่องใหม่ ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพในคอลัมน์ SHEE Research ของ SHEE Journal ฉบับหน้าค่ะ


References

1. U.S. Department of Health and Human Services. The Belmont Report [Internet]. Washington (DC): HHS; [cited 2025 Aug 29]. Available from: https://www.hhs.gov/ohrp/regulations-and-policy/belmont-report/read-the-belmont-report/index.html

2. CITI Program. Collaborative Institutional Training Initiative (CITI Program) [Internet]. Miami (FL): CITI Program; [cited 2025 Aug 29]. Available from: https://about.citiprogram.org/


3. ทิพิชา โปษยานนท์, วิชัย โชควิวัฒน. The Belmont Report (รายงานเบลมองต์) [Internet]. Bangkok: War Veterans Organization of Thailand under Royal Patronage; 2008. Available from: https://ihrp.hsri.or.th/blog/the-belmont-report


4. Chiel L, Fishman M, Lingard L, Driessen E, Brouwer E. In gossip, we trust: residents’ understanding of gossip as a social resource. Med Teach. 2025;1–8. doi:10.1080/0142159X.2025.2533403

ดร.พีรดา งามเสน่ห์
ผู้ช่วยอาจารย์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE) 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 
email : peerada.nga@mahidol.ac.th

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

พีรดา งามเสน่ห์. SHEE Research: Considering the Belmont Report in Medical Education Research (3) Beneficence. SHEE J. 2025;6(4): e250413
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/journals-th/issue4-2025/13-4-2025




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates