09) เชิด-ชู: บทสัมภาษณ์ผู้ได้รับรางวัล “ครูต้นแบบ” ประจำปี 2568 จากสถาบันพระบรมราชชนก

สารบัญ

09

เชิด-ชู: บทสัมภาษณ์ผู้ได้รับรางวัล “ครูต้นแบบ” ประจำปี 2568 จากสถาบันพระบรมราชชนก

แพทย์หญิงสุนีย์ ณีศะนันท์ 
รองผู้อำนวยการศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก
โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์
Image

     ทางทีมงานยังคงนำทุกท่านมาพบกับอาจารย์แพทย์ต้นแบบในบทความเชิด-ชูเช่นเคย โดยในฉบับนี้ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ
อ. พญ.สุนีย์ ณีศะนันท์ ผู้ซึ่งได้รับ รางวัลครูต้นแบบ ประจำปี 2568 จากสถาบันพระบรมราชชนก ท่านจบการศึกษา
แพทยศาสตรบัณฑิตจากโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ สถาบันพระบรมราชชนก ก่อนจะสำเร็จการอบรมแพทย์ประจำบ้านอายุรศาสตร์และอนุสาขาอายุรศาสตร์โรคมะเร็งจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านได้เลือกกลับมาทำงานที่
โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ซึ่งเป็นบ้านเกิด โดยนอกจากการทำงานในฐานะแพทย์ในโรงพยาบาลศูนย์ซึ่งต้องดูแลผู้ป่วยจากหลากหลายจังหวัดแล้ว ท่านยังมีประสบการณ์ด้านการสอนนักศึกษาและแพทย์ประจำบ้านอายุรศาสตร์เช่นกัน

     ทางทีมงานรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งและภูมิใจที่จะได้ถ่ายทอดมุมมองประสบการณ์ครูแพทย์ของอาจารย์ให้แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่านในบทความนี้


บทบาทและภาระงานในปัจจุบัน

     ปัจจุบันอาจารย์เป็นอายุรแพทย์โรคมะเร็งและรองผู้อำนวยการศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ ซึ่งอยู่ในโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบทหรือ CPIRD ในส่วนของงานบริการทางการแพทย์ อาจารย์มีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยอายุรกรรมทั่วไป รวมถึงผู้ป่วยโรคมะเร็งซึ่งจะครอบคลุมเขตสุขภาพที่ 3 รวม 5 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร ชัยนาท และอุทัยธานี ดูแลผู้ป่วยประคับประคอง (palliative care) และยังได้ทำหน้าที่ เป็นประธานระบบบริการสุขภาพหรือเรียกสั้น ๆ ว่า Service Plan สาขาโรคมะเร็งของเขตสุขภาพที่ 3

Image

     ในส่วนของการเรียนการสอน อาจารย์รับหน้าที่ในการสอนและดูแลนักศึกษาแพทย์ของศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก และยังดูแลนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลที่มาฝึกปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ด้วย นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลยังร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นสถาบันร่วมสอนแพทย์ประจำบ้านภาควิชาอายุรศาสตร์ โดยอาจารย์เป็นหนึ่งในคณะกรรมการรายวิชาอายุรศาสตร์ของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ศูนย์แพทยศาสตรศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยมหิดลเช่นกัน

ความรู้สึกที่ได้รับรางวัลครูต้นแบบ ประจำปี 2568 จากสถาบันพระบรมราชชนก

     รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติค่ะ ที่ได้รับรางวัลที่มีคุณค่านี้ อันที่จริงทุก ๆ รางวัลหรือความสำเร็จนั้นไม่สามารถเกิดจากคนคนเดียวแต่เกิดจากการร่วมมือกันทำงานเป็นทีม ทั้งอาจารย์ในศูนย์แพทย์ฯ รวมถึงนักวิชาการฝ่ายสนับสนุนการศึกษาด้วย ที่เอาใจใส่ช่วยเหลือกันในการพัฒนาศูนย์แพทย์ฯ แห่งนี้ ที่สำคัญเลย ต้องขอขอบคุณอาจารย์แพทย์ทุก ๆ ท่านที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์แพทย์ของศูนย์แพทย์ฯ สวรรค์ประชารักษ์เอง หรืออาจารย์แพทย์ที่จุฬาฯ เอง อาจารย์ที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นต้นแบบทั้งความเป็นครู ความเป็นแพทย์ หล่อหลอมให้เราเป็นแพทย์มาถึง ณ ปัจจุบัน แล้วก็เป็นแรงบันดาลใจในการที่เราจะดูแลคนไข้ร่วมกับดูแลนักศึกษาแพทย์ด้วย อาจารย์ที่ผ่านมาเป็น role model บางท่านก็เป็น role model ของการดูแลคนไข้ที่ดีมาก บางท่านก็เป็นต้นแบบของการเป็นครูที่ดี สอนนักเรียนได้อย่างดี ดูแลนักศึกษาดี จึงเป็นต้นแบบในการใช้ชีวิต โชคดีว่าทุกที่ที่เรามีโอกาสได้ไปศึกษาเราได้เจอต้นแบบที่ดีมาทั้งหมด

Image


เคล็ดลับของการเป็น “ครูต้นแบบ”

     ประสบการณ์ที่เราเคยได้รับ สิ่งที่เราเคยเห็นจะหล่อหลอมให้เราเป็นเราในทุกวันนี้ค่ะ โดยอันที่จริงแล้วการเป็นครูนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเมตตา เราต้องมีความเมตตาในการดูแลคนไข้ในฐานะแพทย์ ในการดูแลลูกศิษย์ก็เช่นเดียวกัน หากจะมองเห็นศักยภาพของนักศึกษาแพทย์ และผลักดันศักยภาพของพวกเขาให้ก้าวกระโดดไปได้ อาจต้องลองคิดเหมือนว่า ถ้าเขาเป็นน้องเรา เราจะแนะนำเขาอย่างไรดี หรือถ้าเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหนึ่งก็มองเห็นว่าเขาเป็นลูกเรา เราจะดูแลเขาเหมือนลูก หรือเหมือนหลาน ก็เป็นลำดับไป โดยต้องอยู่บนพื้นฐานของความเมตตา

     นอกจากความเมตตาแล้ว ความอดทนก็เป็นสิ่งจำเป็น คืออดทน มีความเพียรในการทำงาน สุดท้ายสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนกลับออกมา เราสามารถเห็นเด็กคนหนึ่ง จากวันที่เป็นเด็กมัธยม เคยมาสอบสัมภาษณ์กับเรา จนวันที่เขาจบใส่ชุดครุยเป็นแพทย์ ออกไปทำงานบริการชุมชน ถ้าอาจารย์มีโอกาสไปเยี่ยมบัณฑิต เราก็จะเห็นความก้าวหน้าเป็นสิ่งที่เขาทำให้กับชุมชนอีก สิ่งเหล่านี้จะเป็นรางวัลให้กับเราค่ะ

Image
Image


ความท้าทายในการจัดการเรียนการสอนในโรงพยาบาลศูนย์

     การเรียนแพทย์ ไม่ว่าจะในโรงเรียนแพทย์ที่กรุงเทพมหานคร ในสถาบันใหญ่ ๆ หรือว่าการเรียนในศูนย์แพทยศาสตรศึกษาต่างจังหวัดต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือเราต้องการผลิตบัณฑิตแพทย์ที่พร้อม ทั้งในด้านความรู้ จริยธรรม และความเป็นมืออาชีพ แต่มีส่วนแตกต่างกันบ้าง ได้แก่ ภาระงานของอาจารย์ อย่างในโรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงพยาบาลต่างจังหวัดจะเป็นโรงพยาบาลที่เน้นเรื่องของการให้บริการผู้ป่วย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในบางสาขามีค่อนข้างน้อย เพราะฉะนั้นภาระงานบริการของอาจารย์จะเยอะ และเมื่อร่วมกับการสอนนักศึกษาด้วย ภาระงานอาจารย์ก็จะทวีคูณมากขึ้นไปอีก ฉะนั้นแล้ว อาจารย์ก็อาจมีเวลาจำกัดในการสอนนักศึกษา แม้จะมีเวลาจำกัดแต่เราก็ทำเต็มที่ โดยต้องจัดลำดับความสำคัญของการสอน อาจารย์ที่มาใหม่ อาจต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะค่ะ

     อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของสภาพแวดล้อมและประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เนื่องจากจำนวนแพทย์ของโรงพยาบาลต่างจังหวัดหรือโรงพยาบาลศูนย์จะน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วย เพราะโรงพยาบาลศูนย์นั้นไม่มีคำว่าเตียงเต็ม เพราะฉะนั้นนักศึกษาแพทย์ก็จะได้มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยค่อนข้างมาก แต่ก็ทำให้ภาระความรับผิดชอบของพวกเขาเยอะ บางทีตัวนักศึกษาเองเกิดความรู้สึกว่างานหนักเกินไป ประกอบกับความคาดหวังของผู้ป่วยต่อนักศึกษาด้วย สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อความเครียดของนักศึกษาได้ จึงต้องหาแนวทางการรับมือ โดยจัดการหลักสูตร วิธีการสอน วิธีการประเมินให้สอดคล้องไปกับมาตรฐานการศึกษา โครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบทของเรายังคงคำนึงถึงการจัดเนื้อหาให้ครอบคลุมโรคที่พบบ่อยในชุมชน และ health system science หรือระบบบริการสุขภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาไปเป็นแพทย์ที่อยู่ในชุมชน นับเป็นความโดดเด่นของการเรียนในต่างจังหวัดและก็ศูนย์แพทย์ค่ะ

     การเรียนในต่างจังหวัดนั้น แต่ละศูนย์แพทยศาสตรศึกษามีจำนวนนักศึกษาไม่เยอะ เมื่อถ้าเราแบ่งนักศึกษาไปตาม rotation ตามแผนกต่าง ๆ อาจจะมีนักศึกษาอยู่แค่ 5-6 คน เพราะฉะนั้นการเรียนการสอนจึงจัดขึ้นในกลุ่มเล็ก ๆ อาจารย์กับนักศึกษาก็จะใกล้ชิดกัน นักศึกษาจะมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยค่อนข้างเยอะ มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นร่วมเป็นทีมในการรักษาผู้ป่วยค่อนข้างมาก รวมไปถึงมีโอกาสได้ทำหัตถการพื้นฐานเยอะด้วยค่ะ นับเป็นข้อดีอีกประการของการเรียนในต่างจังหวัด


ความสำคัญของ learning environment ในการศึกษา

     สภาพแวดล้อมทางการเรียนเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะสนับสนุนให้นักศึกษาสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างมาก สภาพแวดล้อมที่ดีโดยเฉพาะ สภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยทางด้านจิตใจ จะทำให้นักศึกษาไม่รู้สึกกลัวที่จะแสดงความเห็น กล้าที่จะแสดงความไม่รู้และกล้าที่จะถาม สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการเรียนรู้ในระดับชั้นคลินิก และก็จะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการของนักศึกษาด้วย อีกอย่างคือ การแสดงออกของทีมสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นตัวอาจารย์ ทีมพยาบาล คุณเภสัชกร หรือว่านักเทคนิคการแพทย์ที่แสดงออกถึงการทำงานร่วมกันอย่างเป็นทีม แสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพ มีจริยธรรม แบ่งปันและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน นักศึกษาจะซึมซับคุณลักษณะเหล่านี้ค่ะ ติดตัวเขาไปจนจบเป็นแพทย์

     ประเด็นต่อมาก็คือ เรื่อง สภาพแวดล้อมพลังกายภาพ ซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน การที่เรามีโรงพยาบาลที่สะอาด ปลอดภัย มีหอพักให้นักศึกษาอย่างเพียงพอ มีห้อง simulation ให้นักศึกษาหรือแพทย์ประจำบ้านมาฝึกกับหุ่นได้ รวมถึงมีสถานที่ให้พวกเขาทำกิจกรรม เช่น มีสถานที่ในการออกกำลังกาย จะช่วยเสริมคุณภาพชีวิตของนักศึกษาให้ดียิ่งขึ้น หรือมีลานกิจกรรมให้นักศึกษาทำกิจกรรมร่วมกัน ก็จะเสริมสร้างความสามัคคีทั้งในเพื่อนร่วมชั้นเรียนเอง และในรุ่นพี่รุ่นน้อง หรือแม้กระทั่งระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ เราจัดตารางการทำงานของนักศึกษาเพื่อให้พวกเขามีเวลาในการใช้ชีวิต หรือมีเวลาว่างในการทำกิจกรรมที่เขาชอบ ซึ่งเกิดจากการรับฟัง สะท้อนปัญหา แล้ววางแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างเป็นระบบ

Image
Image


เรื่องสำคัญที่อยากฝากถึงครูแพทย์รุ่นต่อไปในอนาคต

     อาจารย์แพทย์รุ่นใหม่จะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตแพทย์ที่จะมีคุณภาพต่อไป อาจารย์มีหน้าที่ไม่เพียงถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องหล่อหลอม นักศึกษาเขาเรียนรู้จากสิ่งที่อาจารย์ทำ มากกว่าสิ่งที่อาจารย์พูด เพราะฉะนั้นการที่อาจารย์แสดงออกถึงความเป็นมนุษย์หรือว่าจริยธรรม มีความเป็นมืออาชีพนักศึกษาเขาเห็นสิ่งเหล่านี้ค่ะ แล้วจะซึมซับสิ่งเหล่านี้ไปเป็นบทเรียนที่มีค่า เป็น soft skills ซึ่งสอนด้วย lecture ไม่ได้ ต้องทำให้เห็น วิชาการทางการแพทย์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ร่วมกับในโรงพยาบาลศูนย์ซึ่งภาระงาน service อาจารย์เยอะมาก เป็นไปไม่ได้เลยค่ะ ที่อาจารย์จะสอนทุกอย่างให้เขา นอกจากทักษะสำคัญ หรือ core competency สิ่งที่เราต้องทำคือ การสอนให้เขารู้จักการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ให้เขาคิดวิเคราะห์แล้วก็แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ให้เขารู้จักเรียนรู้ไปตลอดชีวิตค่ะ

     อีกอย่างที่สำคัญคือการสอนทักษะชีวิต คุณค่าดั้งเดิมของความเป็นแพทย์ ความเมตตา ต้องสอนให้นักศึกษาของเราไม่ลืมความเป็นมนุษย์  และมีความแข็งแกร่งด้านจิตใจ อาจารย์จะมีโอกาสใกล้ชิดกับน้อง ๆ อาจารย์อาจสังเกตเห็นถึงความผิดปกติหรือความอ่อนล้าทางจิตใจของพวกเขา สามารถเข้าไปช่วยเหลือหรือว่าเป็นผู้รับฟัง เพื่อให้นักศึกษาจบไปเป็นแพทย์ที่พร้อม ทั้งมีความรู้และมีจิตใจที่เข้มแข็ง

     สุดท้ายนี้อาจารย์ต้องอย่าลืมดูแลตัวเองค่ะ ครูแพทย์ที่เหนื่อยเกินไปจะไม่สามารถสร้างพลังบวกให้กับนักศึกษา การที่อาจารย์แพทย์ดูแลร่างกายและจิตใจของตนเอง เป็นความรับผิดชอบทั้งต่อนักศึกษาและผู้ป่วย เพราะฉะนั้นอาจารย์ต้องจัดสรรเวลาให้กับตนเองและครอบครัว ให้มี work-life balance ด้วยค่ะ

แพทย์หญิงสุนีย์ ณีศะนันท์
รองผู้อำนวยการศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก
โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ 
Email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

สุนีย์ ณีศะนันท์. เชิด-ชู: บทสัมภาษณ์ผู้ได้รับรางวัล “ครูต้นแบบ” ประจำปี 2568 จากสถาบันพระบรมราชชนก. SHEE J. 2025;6(4): e250409
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/journals-th/issue4-2025/09-4-2025




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates