03) Two Dimensions and Five Components of Learning Environment

สารบัญ

03

Two Dimensions and Five Components of Learning Environment

นพ.ปุญญภัทร มาประโพธิ์
ผู้ช่วยอาจารย์
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE) 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Image


     ในการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มีสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ หรือบรรยากาศการเรียน (Learning Environment) หลากหลายที่ปรับเปลี่ยนไปในแต่ละชั้นปี ตั้งแต่ชั้นปรีคลินิก ซึ่งจะเน้นการเรียนในห้องเรียน เรียนเป็นกลุ่มทีม และการเรียนในห้องปฏิบัติการ พอเริ่มขึ้นชั้นคลินิก การเรียนก็จะเริ่มมีผู้ป่วยเข้ามาเป็นองค์ประกอบ มีการทำงานร่วมกับนักศึกษาและบุคลากรในหลากหลายระดับและหลากหลายวิชาชีพ ด้วยความหลากหลายและพลวัติการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร ทำให้มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเสนอกรอบโครงสร้าง (framework) ในการจัดสภาพการเรียนรู้ให้เหมาะสมค่อนข้างหลากหลาย แต่ก็ยังไม่มีทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งที่เป็นมาตรฐานกลาง (canonical theory) ทำให้เห็นว่าแต่ละสถาบันหรือว่าแต่ละหลักสูตรวิทยาศาสตร์สุขภาพ ก็อาจจะมีแนวทางในการบริหารสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่แตกต่างไป

     ในบทความนี้ ผู้เขียนอยากขอนำเสนอกรอบแนวคิดที่ประยุกต์ใช้ได้สะดวก มีประสิทธิภาพดี และเหมาะกับบริบทส่วนใหญ่ของโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพของประเทศไทย ที่นำเสนอโดย Gruppen และคณะในปี 2562 ซึ่งใช้ชื่อกรอบแนวคิดว่า Living Systems perspective สาเหตุที่แนวคิดนี้น่าจะเหมาะ เพราะมีการเน้นมิติที่ต้องประเมินสำคัญ ๆ หลัก 2 ส่วนคือ มิติด้านจิตสังคม (psychosocial dimension) และมิติด้านวัตถุ (material dimension) ซึ่งสอดคล้องกับสมรรถนะและวัฒนธรรมการบริบาลผู้ป่วยในบริบทสังคมไทย

     ทั้งนี้กรอบแนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 มิติ และแบ่งมิติด้านจิตสังคมนี้ย่อยออกอีก 3 องค์ประกอบ ซึ่งประกอบไปด้วย องค์ประกอบด้านบุคคล (personal component) องค์ประกอบด้านสังคม (social component) และองค์ประกอบด้านองค์กร (organizational component) ส่วนมิติด้านวัตถุ ได้มีการแบ่งองค์ประกอบย่อยอีก 2 ส่วน คือ พื้นที่กายภาพ (physical spaces) และพื้นที่เสมือน (virtual spaces)

 

Image

ภาพที่ 1 conceptual model of learning environment (ที่มา: Gruppen, 2019) [1]

 

     คำถามถัดไปคือ เมื่อแบ่งตามองค์ประกอบเหล่านี้แล้วเราจะสามารถพัฒนาหรือประเมินสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไรบ้าง ผู้เขียนขอยกตัวอย่างตามลำดับในแต่ละองค์ประกอบ โดยขอเริ่มจากองค์ประกอบด้านจิตสังคม 3 องค์ประกอบ จากบุคคลไปถึงองค์กร


1. องค์ประกอบด้านบุคคล (personal component):
องค์ประกอบด้านบุคคล คือมิติทางจิตสังคมภายในของตัวผู้เรียน ที่มีต่อสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ เช่น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ การรับรู้และตีความสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของผู้เรียน การเติบโตส่วนบุคคลของผู้เรียนในแต่ละสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (personal growth) และการพัฒนาตัวตนทางวิชาชีพ (professional identity formation) 

     ผู้สอนสามารถพัฒนาองค์ประกอบนี้ได้ 2 แนวทาง แนวทางแรกคือการส่งเสริมองค์ประกอบดังกล่าวให้มากขึ้น บริหารความเหมาะสมและจำกัดปัจจัยเชิงลบที่กระทบองค์ประกอบดังกล่าว ขอยกตัวอย่างแนวทาง เช่น การจัดสรรประสบการณ์และเวลาดูแลผู้ป่วยจริงให้มากเพียงพอ เป็นหนึ่งในวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาองค์ประกอบด้านบุคคล ผู้เรียนมีเวลาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้มากพอ มีผู้ป่วยจริงมากพอ มองเห็นแนวทางในการพัฒนาตันตนทางวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการวางแผนจำกัดชั่วโมงการเรียนรู้ ผู้เรียนใช้เวลากับผู้ป่วยมากจนเกินไป ในขณะที่ทักษะยังน้อย โดยไม่สัมพันธ์กับเวลาในการพักผ่อน ส่งผลให้ขาดการตกผลึกความคิด ก็จะทำให้เหนื่อยล้า เครียดกังวล และมองว่าสภาพแวดล้อมการเรียนรู้นั้นหนักเกินไป

Image

ส่งเสริมปัจจัยเชิงบวก

จำกัดปัจจัยเชิงลบ

● ประสบการณ์และเวลาดูแลผู้ป่วยจริงที่มากเพียงพอ

● การมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความยืดหยุ่นทางใจ (resilience)

● การมีชุมชนเพื่อน (peer community) ที่ดี

● ใช้การสอนที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (meaningful learning)

● การจัดฝึกอบรบและพัฒนาด้าน well-being ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง

● ปรับชั่วโมงการทำงาน ภาระหน้าที่ที่ผู้เรียนต้องรับผิดชอบให้พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป

● เปิดโอกาสและช่องทางให้ผู้เรียนสามารถขอคำปรึกษาได้อย่างสะดวกและเป็นอิสระ

● จัดให้มีระบบที่คอยสอดส่องประสบการณ์และการรับรู้ของผู้เรียนอยู่เป็นระยะ ๆ เช่น การประเมินเป็นรอบ ๆ การพบอาจารย์ที่ปรึกษา

ตารางที่ 1 แนวทางการส่งเสริมปัจจัยเชิงบวก และการจำกัดปัจจัยเชิงลบสำหรับ องค์ประกอบด้านบุคคล (personal component) (ที่มา : การสังเคราะห์ของผู้เขียน)

 

2. องค์ประกอบด้านสังคม (social component): สำหรับองค์ประกอบด้านสังคม คือปัจจัยเกี่ยวกับบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ต่อผู้เรียนโดยตรง เช่น ผู้สอน ผู้เรียนด้วยกัน บุคลากรที่เกี่ยวข้องใกล้ชิด รวมถึงผู้ป่วยอีกด้วย
Image
Image

     ผู้สอนควรมีการพัฒนาคุณภาพคณาจารย์อยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความเข้าใจในการสร้างสภาพแวดล้อมด้านสังคมที่ดี ผู้สอนต้องเข้าใจผู้เรียน ต้องเข้าใจวิธีการและแนวทางว่าทำอย่างไร ผู้สอนมีหน้าที่ในการสอนและการเป็นพี่เลี้ยง (mentoring) แก่ผู้เรียน จึงทำให้การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นบทบาทที่มีความสำคัญ เช่น การสร้างความชัดเจนของความคาดหวังที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียน การบวนการ feedback ที่สร้างสรรค์ เป็นต้น อีกสิ่งสำคัญ คือ ผู้สอนควรทำให้ผู้เรียนมีความไว้ใจ กล้าที่จะสื่อสารกลับ เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ในหมู่ผู้เรียนด้วยกันนั้น จะมีการสร้างค่านิยมร่วมกับวัฒนธรรมของผู้เรียนอยู่ตามธรรมชาติ บทบาทของผู้สอนที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกันนั้น คือ ผู้สอนควรมีการจัดกิจกรรม อบรม ฝึกให้ผู้เรียนรู้จักสอนซึ่งกันและกัน (peer coaching) รู้จักและมี teamwork ที่ดี สามารถทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือกัน และเรียนรู้ไปด้วยกันได้อย่างราบรื่น สิ่งที่ผู้สอนไม่ควรมองข้ามคือปัญหาและอุปสรรคที่อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น มุมมองของผู้เรียนที่มีต่อกัน ผู้สอนควรจะรับรู้และพิจารณาแทรกแซงเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น ในด้านเกี่ยวกับผู้ป่วย ผู้สอนควรวางบทบาทของผู้เรียนที่มีผู้ป่วยให้ชัดเจนและตามสมควรขอบเขตความรับผิดชอบ ความไว้วางใจที่ผู้สอนมีให้แก่ผู้เรียน เช่น นักศึกษาแพทย์และแพทย์ประจำบ้าน ควรมีบทบาทหน้าที่ของต่อผู้ป่วยตามระดับความเชี่ยวชาญที่พึงมี ไม่มากเกินไป หรือน้อยเกินไปจนไม่เกิดการเรียนรู้ นอกจากนั้น การสร้างบรรยากาศทางสังคมที่ดี เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อการเรียนรู้และสุขภาพจิตของผู้เรียน เช่น การสร้างความเท่าเทียม (equity) การสร้างส่วนร่วม (inclusion) การไม่สนับสนุนและป้องกันคุกคามและล่วงละเมิดในทุกรูปแบบ โดยผู้สอนสามารถสนับสนุนสร้างให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม สร้างความตระหนักผ่าน role model หรือ workshop อบรมโดยตรง เป็นต้น

3. องค์ประกอบด้านองค์กร (organizational component):
มุมมองขององค์ประกอบด้านองค์กรนี้มีความคล้ายคลึงกับด้านสังคม แต่จะมีความแตกต่างคือ องค์ประกอบด้านองค์กรจะมุ่งเน้นที่โครงสร้าง นโยบาย วัฒนธรรมองค์กร การปฏิบัติงานที่เป็นระบบ กลุ่มบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่วงสังคมใกล้ชิดของผู้เรียน และรวมทั้งปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียนที่มีต่อสิ่งที่ข้างต้น ถึงแม้จะเป็นองค์ประกอบทีแลดูมีความห่างไกลจากตัวผู้เรียนโดยตรง แต่เป็นองค์ประกอบที่กำหนดแนวทางด้านอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อผู้เรียนโดยตรงได้
     ผู้สอนควรประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการปรับโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับองค์กร จัดการนโยบาย ระบบงานขององค์กร ให้มีการจัดการบริหารทรัพยากรหลักสูตรที่ส่งผลต่อการเรียนรู้และการทำงานของผู้เรียนให้มึความเหมาะสมและส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น นโยบายในการจัดสรรพื้นที่การเรียนรู้ ระบบส่งต่อที่ชัดเจน ชั่วโมงงานของนักศึกษาแพทย์และแพทย์ประจำบ้านที่พอเหมาะ การบริหารทรัพยากรที่มีจำกัดให้เหมาะสมแก่ผู้เรียน รวมทั้งควรมีการจัดอบรม เสริมสร้างความรู้ด้านองค์กร ให้แก่ทั้งผู้สอนและผู้เรียน เช่น สัมมนาหรือ workshop หัวข้อความปลอดภัยผู้ป่วย การพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วย การเสริมสร้างความเป็นมืออาชีพ เป็นต้น

     สำหรับมิติด้านวัตถุ หรือ material dimension เป็นมิติที่มีมุมมองว่า วัตถุกับบุคคลไม่สามารถถูกแบ่งแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน กล่าวคือทั้งมิติด้านจิตสังคมและมิติด้านวัตถุต่างมีอิทธิพลซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง มิติด้านจิตสังคมกำหนดมิติด้านวัตถุ และมิติด้านวัตถุก็กำหนดมิติด้านจิตสังคมเฉกเช่นเดียวกัน ตามแนวคิด sociomateriality จึงขออธิบายมิติด้านวัตถุโดยแยกเป็น 2 องค์ประกอบ

1. พื้นที่กายภาพ (physical spaces):
ครอบคลุมถึงทุกพื้นที่หรือวัตถุทางกายที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ เช่น อาคารสถานที่ อุปกรณ์ เป็นต้น การที่มีพื้นที่กายภาพที่เหมาะสมหรือเพียงพอ จะส่งเสริมทำให้การเรียนรู้ของผู้เรียนมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการเข้าถึงผู้ป่วยและโอกาสการเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกในการทำงานของทีมงาน

     ผู้สอนควรประสานงานและจัดเตรียมพื้นที่กายภาพ รวมถึงการเข้าถึงต่าง ๆ ของพื้นที่และวัตถุที่ใช้ โดยพื้นที่ เช่น อาคารเรียน ห้องตรวจ OPD IPD ห้องเรียน ห้องสอบ พื้นที่ simulation และ workshop ต่าง ๆ เป็นต้น ควรจัดให้สถานที่มีความกว้างขวางมากพอ เหมาะสมต่อจำนวนผู้เรียน เข้าถึงได้ง่าย ทั้งในเชิงกายภาพ เช่น ระยะทางในการเดินทาง และระบบ เช่น ขั้นตอนในการขอสิทธิ์เข้าถึงสถานที่นั้น ๆ มีเครื่องเรือน เช่น เก้าอี้และโต๊ะที่เพียงพอ ความสว่างและอุณหภูมิของสถานที่ที่เหมาะสม อีกทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น stethoscope ไฟฉาย percussion hammer เป็นต้น ควรมีการเตรียมให้พร้อมใช้งาน ไม่ชำรุด มีการติดตามจัดซื้ออุปกรณ์ใหม่ที่เหมาะสม และจัดให้มีเพียงพอต่อจำนวนการใช้งานของผู้เรียน

Image
Image


2. พื้นที่เสมือน (virtual spaces):
ในปัจจุบันพื้นที่เสมือนเป็นสิ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาการใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต เป็นทั้งเครื่องมือในการทำงานและพื้นที่การเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน พื้นที่เสมือนครอบคลุมแทบทุกอย่างที่เป็น electronic เช่น electronic health record systems แพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ e-learning มือถือ application เป็นต้น เช่นเดียวกับพื้นที่กายภาพ พื้นที่เสมือนที่เหมาะสมหรือเพียงพอ จะส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน

     ผู้สอนควรพัฒนาพื้นที่เสมือนให้มีความทันสมัย เหมาะสมกับวัยและเทคโนโลยีที่ผู้เรียนใช้งาน มีการปรับปรุงเนื้อหาและคุณภาพให้ทันสมัยอยู่ตลอด เช่น เอกสาร วิดีโอ ในระบบ e-learning เป็นต้น ตรวจสอบและเสริมความเสถียรทั้งในด้านอุปกรณ์ โปรแกรม อินทราเน็ตและอินเตอร์เน็ต จัดให้เข้าถึงได้โดยง่าย เช่น การลดทอนขั้นตอนในการเข้าถึงเนื้อหาให้มากที่สุด ไม่ซับซ้อน อำนวยความสะดวกให้สถานที่การเข้าถึงที่มีความยืดหยุ่น เช่น ที่บ้าน ที่หอพัก โดยที่ยังคงความปลอดภัยไว้ได้อย่างเหมาะสม

 

     จากที่บทความได้กล่าวไป สภาพแวดล้อมการเรียนรู้มีหลายปัจจัยหลายแง่มุมที่มีผลต่อผู้เรียน ทั้งในทางตรงและทางอ้อม การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ผู้สอนจะต้องเข้าใจ และหาแนวทางพัฒนาส่งเสริมและจำกัดทั้ง 2 มิติให้รอบด้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งตัวผู้เรียนและผู้สอนในการพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ


Reference 

1. Gruppen LD, Irby DM, Durning SJ, Maggio LA. Conceptualizing learning environments in the health professions. Acad Med. 2019 Jul;94(7):969-974. doi: 10.1097/ACM.0000000000002702

2. Liu J, Buckley H, Ho K, Hubinette M, Abdalkhani A, Holmes C, Nathoo N. A proposed learning environment framework for virtual care. Can Med Educ J. 2021 Dec 29;12(6):28-34. doi: 10.36834/cmej.71373

3. O'Sullivan B, Hickson H, Kippen R, Cohen D, Cohen P, Wallace G. A framework to guide the implementation of best practice clinical learning environments in community general practice: Australia. Int J Environ Res Public Health. 2021 Feb 4;18(4):1482. doi: 10.3390/ijerph18041482

4. Nordquist J, Hall J, Caverzagie K, Snell L, Chan MK, Thoma B, Razack S, Philibert I. The clinical learning environment. Med Teach. 2019 Apr;41(4):366-372. doi: 10.1080/0142159X.2019.1566601

นพ.ปุญญภัทร  มาประโพธิ์
ผู้ช่วยอาจารย์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE) 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : punyapat.map@mahidol.ac.th

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

ปุญญภัทร มาประโพธิ์. Two Dimensions and Five Components of Learning Environment. SHEE J. 2025;6(4): e250403
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/journals-th/issue4-2025/03-4-2025




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates