02) Learning Environment and Student Outcomes

สารบัญ

02

Learning Environment and Student Outcomes

ดร.ศุภกิจ บุญเอนกพัฒน์
ผู้ช่วยอาจารย์
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Image

Learning Environment ตัวแปรการศึกษาสำคัญที่ถูกมองข้าม

     ในการถกเถียงการจัดการศึกษาหรือคุณภาพการศึกษา เรามักพูดถึง หลักสูตร การเรียนการสอน การประเมิน หรือการประกันคุณภาพ เสมือนว่านี่คือสี่ขาหลักที่กำหนดทุกอย่าง แต่มีอีกหนึ่งปัจจัยที่แทรกซึมอยู่ในทุกช่วงของกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเป็นทั้งตัวสร้างแรงจูงใจและตัวบั่นทอนความหมายของการเรียน เป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคในเวลาเดียวกัน ปัจจัยนั้นคือ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (Learning Environment)

     ปัญหาไม่ใช่เราไม่สนใจ แต่เป็นการที่เรานิยามแคบเกินไป หลายครั้งเรานึกถึงเพียงห้องเรียน อาคาร อุปกรณ์ หรือโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเปลือกนอกของสภาพแวดล้อมเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกที่บางสถาบันลงทุนกับสถานที่อย่างเต็มที่ แต่ผู้เรียนกลับหมดพลัง ไม่กล้าตั้งคำถาม หรือรู้สึกแปลกแยกจากระบบที่ควรส่งเสริมการเติบโตของเขา

     ในยุคที่การศึกษาให้ความสำคัญกับประสบการณ์การเรียนรู้ ความเป็นตัวของตัวเองทางวิชาชีพ และศักยภาพในการเติบโต การตั้งคำถามกับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้จึงไม่ใช่เรื่องทางเลือก แต่เป็นสิ่งสำคัญของการพัฒนาการศึกษา ในบทความนี้ ผู้เขียนจะชวนมองสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในมุมใหม่ โดยเริ่มจากการ นิยามความหมายของ Learning Environment ในแบบที่กว้างและลึกกว่ากายภาพ ก่อนจะวิเคราะห์ อิทธิพลของสภาพแวดล้อมต่อผู้เรียน ทั้งในด้านการเรียนรู้ พฤติกรรม รวมถึงประสบการณ์และความรู้สึกที่ต่อยอดไปสู่ทั้งผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจ

Reframing the Learning Environment

     สภาพแวดล้อมการเรียนรู้มักถูกตีความอย่างง่ายว่าเป็น สถานที่ ที่การเรียนเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริง มันคือระบบนิเวศทางการศึกษา ที่ประกอบด้วยปัจจัยหลายชั้นซ้อนกัน และปัจจัยเหล่านี้มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นพลวัต (dynamic)  นิยามร่วมสมัยของ Learning Environment บอกว่าสภาพแวดล้อมการเรียนรู้คือ หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นตามแนวทางที่วางแผนไว้ ซึ่งไม่ได้มีเพียงกายภาพแต่ยังรวมถึง ภาวะทางจิตวิทยา คุณภาพความสัมพันธ์ การออกแบบการสอน โครงสร้างสังคมในสถาบัน ไปจนถึง วัฒนธรรมที่มองไม่เห็น หรือ hidden curriculum ที่บอกผู้เรียนกลาย ๆ ว่าอะไรสำคัญ อะไรปลอดภัยที่จะพูด อะไรควรเงียบ และอะไรคือหนทางที่ถูกต้องในระบบนั้น1

Image

     โรงเรียนแพทย์สองแห่ง แห่งแรกจัดการเรียนแบบลำดับชั้นชัดเจน อาจารย์ถามคำถามเพื่อหาคำตอบที่ถูกมากกว่าดูกระบวนการคิด นักศึกษาที่ตอบพลาดถูกตำหนิต่อหน้าทีม ทำให้การตั้งคำถามกลายเป็นความเสี่ยง ห้องเรียนมีอุปกรณ์และ facility ที่เพียบพร้อมแต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน นักศึกษาจึงเลือกเงียบ ท่องจำเพื่อเอาตัวรอด และวัดคุณค่าตนเองจากการไม่ทำผิด มากกว่าการเรียนรู้ที่แท้จริง ด้วย Learning Environment เช่นนี้ การเรียนจึงกลายเป็นการป้องกันความล้มเหลวมากกว่าการพัฒนาตนเอง  ในทางตรงกันข้าม โรงเรียนแพทย์แห่งที่สองมีกฎเหล็กในการเรียนทุก ๆ ครั้งว่า ตอบผิดได้ อธิบายความคิดได้ และไม่มีการทำให้อับอาย อาจารย์ตั้งคำถามเพื่อดูกระบวนการ reasoning มากกว่าประเมินความจำ ใช้วิธี feedback ที่ต่อยอดความเข้าใจนักศึกษา ไม่ใช่เพื่อทำโทษ รุ่นพี่และแพทย์ประจำบ้านปฏิบัติต่อนักศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของทีม ช่วยชี้แนะแบบไม่ตัดสิน facility อาจไม่ได้หรูเลิศ ห้องประชุมที่เล็กแต่ถูกออกแบบให้นั่งเป็นวง มองหน้ากันได้ แชร์หน้าจอเวชระเบียนและภาพวินิจฉัยร่วมกันได้ง่าย บรรยากาศจึงเอื้อให้กล้าคิด กล้าถาม และกล้าลองผิดลองถูก  โรงเรียนแพทย์สองแห่งนี้อาจมีหลักสูตรและทรัพยากรใกล้เคียงกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะสิ่งที่กำหนดว่าผู้เรียนจะเติบโตอย่างไรไม่ใช่แค่สิ่งที่สอน แต่คือสภาพแวดล้อมที่ยอมให้เขาเรียนรู้ในแบบที่เป็นมนุษย์

Designing the Learning Environment

     จากตัวอย่างข้างต้นจะสังเกตได้ว่าสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ทางกายภาพ คำถามสำคัญถัดมาคือ เราควรออกแบบหรือพิจารณาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้จากองค์ประกอบใดบ้าง งานวิจัยด้านการศึกษาเสนอกรอบคิดที่หลากหลาย แต่โดยภาพรวมสามารถสังเคราะห์ออกมาเป็น องค์ประกอบเชิงโครงสร้าง (structural elements) ห้ามิติที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบนิเวศเดียวกัน ไม่ใช่แยกส่วนกันอย่างโดดเดี่ยว

     ประการแรกคือ มิติทางกายภาพและดิจิทัล (physical and digital space) ซึ่งไม่ได้หมายถึงความหรูหราหรือเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือการออกแบบพื้นที่และนำมาใช้ของเทคโนโลยีที่เอื้อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ การมองเห็น การมีส่วนร่วม และการเข้าถึงทรัพยากร พื้นที่ที่จัดให้ผู้เรียนมองหน้ากันได้ เคลื่อนไหวได้ หรือเชื่อมต่อข้อมูลร่วมกันได้ง่าย ย่อมส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้แตกต่างจากพื้นที่ที่เน้นการนั่งฟังแบบทางเดียว

     ประการที่สองคือ มิติทางจิตวิทยา (psychological dimension) โดยเฉพาะความปลอดภัยทางจิตวิทยา (psychological safety) ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการตั้งคำถาม การลองผิด และการเรียนรู้เชิงลึก หากสภาพแวดล้อมส่งสัญญาณว่าความผิดพลาดคือความล้มเหลว ผู้เรียนจะเลือกป้องกันตนเองมากกว่าพัฒนาตนเอง ในทางตรงกันข้าม สภาพแวดล้อมที่ยอมรับความไม่รู้ในฐานะจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ จะเปิดพื้นที่ให้การคิดระดับสูงเกิดขึ้นได้จริง

     ประการที่สามคือ มิติของความสัมพันธ์และโครงสร้างทางสังคม (social and relational structure) ซึ่งครอบคลุมบทบาทของผู้สอน เพื่อนร่วมเรียน รุ่นพี่ และวัฒนธรรมลำดับชั้นในสถาบัน ความสัมพันธ์ที่เน้นการเป็นทีมการเรียนรู้มากกว่าการประเมินกันตลอดเวลา จะสร้างบรรยากาศที่ผู้เรียนกล้าแสดงกระบวนการคิด มากกว่าซ่อนความไม่มั่นใจ

Image
Image

     ประการที่สี่คือ มิติของการออกแบบการเรียนการสอนและการประเมิน (pedagogical and assessment design) ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณว่าระบบนี้ให้คุณค่าอะไร หากการประเมินให้รางวัลกับการท่องจำ สภาพแวดล้อมจะผลักผู้เรียนไปสู่การท่องจำ หากการสอนและ feedback ให้คุณค่ากับ reasoning และการสะท้อนคิด ผู้เรียนก็จะปรับตัวไปในทิศทางนั้นโดยอัตโนมัติ

     สุดท้ายคือ มิติของวัฒนธรรมและหลักสูตรแฝง (cultural and hidden curriculum) ซึ่งอาจไม่ปรากฏในเอกสารใด แต่ทรงอิทธิพลต่อการหล่อหลอมผู้เรียนมากที่สุด นี่คือชุดของบรรทัดฐาน คำพูดเล็ก ๆ ปฏิกิริยาของอาจารย์ต่อความผิดพลาด หรือสิ่งที่ “ถูกยกย่อง” และ “ถูกเพิกเฉย” ในชีวิตประจำวันของการเรียนรู้ วัฒนธรรมเหล่านี้คือกลไกที่ทำให้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทำงานตลอดเวลา แม้ไม่มีใครตั้งใจสอน

Impact of Learning Environment on Students
     
     สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ไม่ได้ส่งผลเพียงทำให้เรียนได้ดีหรือแย่ แต่ยังกำหนดวิธีที่ผู้เรียนเรียน กล้าคิดแค่ไหน เชื่อว่าตนเองทำได้หรือไม่ และรู้สึกอย่างไรกับการเป็นผู้เรียน ซึ่งอิทธิพลนี้แทรกซึมทั้งในระดับพฤติกรรม ความคิด และตัวตน

     ในระดับพฤติกรรม ผู้เรียนจะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่สภาพแวดล้อมที่ถูกชื่นชมเมื่อท่องจำได้เร็ว เขาจะท่องจำ หากถูกยอมรับเมื่อคิดเป็นระบบ เขาจะคิดอย่างเป็นระบบ หากความผิดพลาดถูกลงโทษหรือทำให้อับอาย เขาจะเลือกเงียบ แต่หากความผิดพลาดถูกใช้เป็นบทเรียน เขาจะกล้าลอง กล้าคิด และพัฒนาทักษะการ reasoning ได้ไวกว่า

     ในระดับความคิด สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตวิทยาทำให้ผู้เรียนเชื่อว่าฉันสามารถยังไม่รู้ได้ และคำว่า “ยัง” สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันแยก growth mindset ออกจาก fixed mindset ได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อสภาพแวดล้อมกดดันและมุ่งเปรียบเทียบ ผู้เรียนจะเริ่มตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเองมากกว่าตั้งคำถามกับโจทย์ตรงหน้า และทรัพยากรทางสมองจะถูกใช้ไปกับการเอาตัวรอดแทนการเติบโต

     นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมก็ยังส่งผลต่อระดับตัวตน (identity formation) โดยเฉพาะในการศึกษาในโรงเรียนแพทย์ที่ผู้เรียนไม่ได้เรียนแค่ความรู้ แต่กำลังมีวิชาชีพเป็นแพทย์ สภาพแวดล้อมที่สนับสนุนจะทำให้เขา internalize ความเป็นแพทย์ที่อยู่บนคุณค่าของความเมตตา การทำงานเป็นทีม และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในทางกลับกัน สภาพแวดล้อมที่ต้องแข่งขันหรือกดทับ จะหล่อหลอมให้เขาเชื่อว่าแพทย์ที่เก่งสำคัญกว่าแพทย์ที่มีความเป็นมนุษย์ และการไม่ผิดพลาดสำคัญกว่าการเรียนจากความผิดพลาด

Image

     สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทำงานตลอดเวลาแม้ในช่วงที่ไม่มีการเรียนการสอน มันกำกับวิธีคิดของผู้เรียน กำหนดพฤติกรรมที่ควรทำ และหล่อหลอมตัวตนของคนที่กำลังก้าวสู่ความเป็นบุคลากรทางสุขภาพ หลังจากอ่านบทความนี้ ผู้เขียนจึงอยากชวนผู้อ่านทุกท่านตั้งคำถามกับการจัดการการศึกษาของท่านใหม่เพื่อให้ครอบคลุม Learning Environment ที่พึงประสงค์ จากที่เคยถามว่าเราออกแบบการเรียนการสอนหรือการประเมินที่ดีแล้วหรือยัง  ลองถามกับตัวเองว่าเราสร้างสภาพแวดล้อมที่จะทำงานโดยเราไม่รู้ตัว แต่สนับสนุนการศึกษาและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่เราต้องการไว้อย่างรอบด้านแล้วหรือยัง


References

1. Fraser BJ. Classroom learning environments: retrospect, context and prospect. In: Fraser BJ, Tobin KG, McRobbie CJ, editors. Second International Handbook of Science Education. Dordrecht: Springer;2012. p. 1191-239.

ดร.ศุภกิจ บุญเอนกพัฒน์
ผู้ช่วยอาจารย์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

ศุภกิจ บุญเอนกพัฒน์. Learning Environment and Student Outcomes. SHEE J. 2025;6(4): e250402
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/journals-th/issue4-2025/02-4-2025




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates