- 01) Executive Talk: Strengthening Educational Environment in Health Science Schools (30 views)
- 02) Learning Environment and Student Outcomes (23 views)
- 03) Two Dimensions and Five Components of Learning Environment (31 views)
- 04) Creating Effective Virtual Learning Environments in Health Sciences Education (25 views)
- 05) Adaptation to Changed Learning Environment (17 views)
- 06) How Effective Is Your Educational Environment, and How to Measure It (26 views)
- 07) Message from Deputy Dean (22 views)
- 08) Students' voice: Students' Perspectives on Educational environment (24 views)
- 09) เชิด-ชู: บทสัมภาษณ์ผู้ได้รับรางวัล “ครูต้นแบบ” ประจำปี 2568 จากสถาบันพระบรมราชชนก (30 views)
- 10) สับ สรรพ ศัพท์: Intentional adaptability, Sociomateriality, Psychological safety, Cognitive load theory (14 views)
- 11) Educational movement: Improving learning environment in thai health science schools (23 views)
- 12) SHEE Sharing: Developing a Conceptual Model of Self-Directed Learning in Virtual Environments for Medical Sciences Students (17 views)
- 13) SHEE Research: Considering the Belmont Report in Medical Education Research (3) Beneficence (20 views)
- 14) Click&Go with Technology: Technologically Enhanced Learning Environment (18 views)
02
Learning Environment and Student Outcomes
ผู้ช่วยอาจารย์
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

Learning Environment ตัวแปรการศึกษาสำคัญที่ถูกมองข้าม
ในการถกเถียงการจัดการศึกษาหรือคุณภาพการศึกษา เรามักพูดถึง หลักสูตร การเรียนการสอน การประเมิน หรือการประกันคุณภาพ เสมือนว่านี่คือสี่ขาหลักที่กำหนดทุกอย่าง แต่มีอีกหนึ่งปัจจัยที่แทรกซึมอยู่ในทุกช่วงของกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเป็นทั้งตัวสร้างแรงจูงใจและตัวบั่นทอนความหมายของการเรียน เป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคในเวลาเดียวกัน ปัจจัยนั้นคือ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (Learning Environment)
ปัญหาไม่ใช่เราไม่สนใจ แต่เป็นการที่เรานิยามแคบเกินไป หลายครั้งเรานึกถึงเพียงห้องเรียน อาคาร อุปกรณ์ หรือโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเปลือกนอกของสภาพแวดล้อมเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกที่บางสถาบันลงทุนกับสถานที่อย่างเต็มที่ แต่ผู้เรียนกลับหมดพลัง ไม่กล้าตั้งคำถาม หรือรู้สึกแปลกแยกจากระบบที่ควรส่งเสริมการเติบโตของเขา
ในยุคที่การศึกษาให้ความสำคัญกับประสบการณ์การเรียนรู้ ความเป็นตัวของตัวเองทางวิชาชีพ และศักยภาพในการเติบโต การตั้งคำถามกับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้จึงไม่ใช่เรื่องทางเลือก แต่เป็นสิ่งสำคัญของการพัฒนาการศึกษา ในบทความนี้ ผู้เขียนจะชวนมองสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในมุมใหม่ โดยเริ่มจากการ นิยามความหมายของ Learning Environment ในแบบที่กว้างและลึกกว่ากายภาพ ก่อนจะวิเคราะห์ อิทธิพลของสภาพแวดล้อมต่อผู้เรียน ทั้งในด้านการเรียนรู้ พฤติกรรม รวมถึงประสบการณ์และความรู้สึกที่ต่อยอดไปสู่ทั้งผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจ
Reframing the Learning Environment
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้มักถูกตีความอย่างง่ายว่าเป็น สถานที่ ที่การเรียนเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริง มันคือระบบนิเวศทางการศึกษา ที่ประกอบด้วยปัจจัยหลายชั้นซ้อนกัน และปัจจัยเหล่านี้มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นพลวัต (dynamic) นิยามร่วมสมัยของ Learning Environment บอกว่าสภาพแวดล้อมการเรียนรู้คือ หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นตามแนวทางที่วางแผนไว้ ซึ่งไม่ได้มีเพียงกายภาพแต่ยังรวมถึง ภาวะทางจิตวิทยา คุณภาพความสัมพันธ์ การออกแบบการสอน โครงสร้างสังคมในสถาบัน ไปจนถึง วัฒนธรรมที่มองไม่เห็น หรือ hidden curriculum ที่บอกผู้เรียนกลาย ๆ ว่าอะไรสำคัญ อะไรปลอดภัยที่จะพูด อะไรควรเงียบ และอะไรคือหนทางที่ถูกต้องในระบบนั้น1

โรงเรียนแพทย์สองแห่ง แห่งแรกจัดการเรียนแบบลำดับชั้นชัดเจน อาจารย์ถามคำถามเพื่อหาคำตอบที่ถูกมากกว่าดูกระบวนการคิด นักศึกษาที่ตอบพลาดถูกตำหนิต่อหน้าทีม ทำให้การตั้งคำถามกลายเป็นความเสี่ยง ห้องเรียนมีอุปกรณ์และ facility ที่เพียบพร้อมแต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน นักศึกษาจึงเลือกเงียบ ท่องจำเพื่อเอาตัวรอด และวัดคุณค่าตนเองจากการไม่ทำผิด มากกว่าการเรียนรู้ที่แท้จริง ด้วย Learning Environment เช่นนี้ การเรียนจึงกลายเป็นการป้องกันความล้มเหลวมากกว่าการพัฒนาตนเอง ในทางตรงกันข้าม โรงเรียนแพทย์แห่งที่สองมีกฎเหล็กในการเรียนทุก ๆ ครั้งว่า ตอบผิดได้ อธิบายความคิดได้ และไม่มีการทำให้อับอาย อาจารย์ตั้งคำถามเพื่อดูกระบวนการ reasoning มากกว่าประเมินความจำ ใช้วิธี feedback ที่ต่อยอดความเข้าใจนักศึกษา ไม่ใช่เพื่อทำโทษ รุ่นพี่และแพทย์ประจำบ้านปฏิบัติต่อนักศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของทีม ช่วยชี้แนะแบบไม่ตัดสิน facility อาจไม่ได้หรูเลิศ ห้องประชุมที่เล็กแต่ถูกออกแบบให้นั่งเป็นวง มองหน้ากันได้ แชร์หน้าจอเวชระเบียนและภาพวินิจฉัยร่วมกันได้ง่าย บรรยากาศจึงเอื้อให้กล้าคิด กล้าถาม และกล้าลองผิดลองถูก โรงเรียนแพทย์สองแห่งนี้อาจมีหลักสูตรและทรัพยากรใกล้เคียงกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะสิ่งที่กำหนดว่าผู้เรียนจะเติบโตอย่างไรไม่ใช่แค่สิ่งที่สอน แต่คือสภาพแวดล้อมที่ยอมให้เขาเรียนรู้ในแบบที่เป็นมนุษย์
Designing the Learning Environment
จากตัวอย่างข้างต้นจะสังเกตได้ว่าสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ทางกายภาพ คำถามสำคัญถัดมาคือ เราควรออกแบบหรือพิจารณาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้จากองค์ประกอบใดบ้าง งานวิจัยด้านการศึกษาเสนอกรอบคิดที่หลากหลาย แต่โดยภาพรวมสามารถสังเคราะห์ออกมาเป็น องค์ประกอบเชิงโครงสร้าง (structural elements) ห้ามิติที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบนิเวศเดียวกัน ไม่ใช่แยกส่วนกันอย่างโดดเดี่ยว
ประการแรกคือ มิติทางกายภาพและดิจิทัล (physical and digital space) ซึ่งไม่ได้หมายถึงความหรูหราหรือเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือการออกแบบพื้นที่และนำมาใช้ของเทคโนโลยีที่เอื้อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ การมองเห็น การมีส่วนร่วม และการเข้าถึงทรัพยากร พื้นที่ที่จัดให้ผู้เรียนมองหน้ากันได้ เคลื่อนไหวได้ หรือเชื่อมต่อข้อมูลร่วมกันได้ง่าย ย่อมส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้แตกต่างจากพื้นที่ที่เน้นการนั่งฟังแบบทางเดียว
ประการที่สองคือ มิติทางจิตวิทยา (psychological dimension) โดยเฉพาะความปลอดภัยทางจิตวิทยา (psychological safety) ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการตั้งคำถาม การลองผิด และการเรียนรู้เชิงลึก หากสภาพแวดล้อมส่งสัญญาณว่าความผิดพลาดคือความล้มเหลว ผู้เรียนจะเลือกป้องกันตนเองมากกว่าพัฒนาตนเอง ในทางตรงกันข้าม สภาพแวดล้อมที่ยอมรับความไม่รู้ในฐานะจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ จะเปิดพื้นที่ให้การคิดระดับสูงเกิดขึ้นได้จริง
ประการที่สามคือ มิติของความสัมพันธ์และโครงสร้างทางสังคม (social and relational structure) ซึ่งครอบคลุมบทบาทของผู้สอน เพื่อนร่วมเรียน รุ่นพี่ และวัฒนธรรมลำดับชั้นในสถาบัน ความสัมพันธ์ที่เน้นการเป็นทีมการเรียนรู้มากกว่าการประเมินกันตลอดเวลา จะสร้างบรรยากาศที่ผู้เรียนกล้าแสดงกระบวนการคิด มากกว่าซ่อนความไม่มั่นใจ


ประการที่สี่คือ มิติของการออกแบบการเรียนการสอนและการประเมิน (pedagogical and assessment design) ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณว่าระบบนี้ให้คุณค่าอะไร หากการประเมินให้รางวัลกับการท่องจำ สภาพแวดล้อมจะผลักผู้เรียนไปสู่การท่องจำ หากการสอนและ feedback ให้คุณค่ากับ reasoning และการสะท้อนคิด ผู้เรียนก็จะปรับตัวไปในทิศทางนั้นโดยอัตโนมัติ
สุดท้ายคือ มิติของวัฒนธรรมและหลักสูตรแฝง (cultural and hidden curriculum) ซึ่งอาจไม่ปรากฏในเอกสารใด แต่ทรงอิทธิพลต่อการหล่อหลอมผู้เรียนมากที่สุด นี่คือชุดของบรรทัดฐาน คำพูดเล็ก ๆ ปฏิกิริยาของอาจารย์ต่อความผิดพลาด หรือสิ่งที่ “ถูกยกย่อง” และ “ถูกเพิกเฉย” ในชีวิตประจำวันของการเรียนรู้ วัฒนธรรมเหล่านี้คือกลไกที่ทำให้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทำงานตลอดเวลา แม้ไม่มีใครตั้งใจสอน
Impact of Learning Environment on Students
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ไม่ได้ส่งผลเพียงทำให้เรียนได้ดีหรือแย่ แต่ยังกำหนดวิธีที่ผู้เรียนเรียน กล้าคิดแค่ไหน เชื่อว่าตนเองทำได้หรือไม่ และรู้สึกอย่างไรกับการเป็นผู้เรียน ซึ่งอิทธิพลนี้แทรกซึมทั้งในระดับพฤติกรรม ความคิด และตัวตน
ในระดับพฤติกรรม ผู้เรียนจะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่สภาพแวดล้อมที่ถูกชื่นชมเมื่อท่องจำได้เร็ว เขาจะท่องจำ หากถูกยอมรับเมื่อคิดเป็นระบบ เขาจะคิดอย่างเป็นระบบ หากความผิดพลาดถูกลงโทษหรือทำให้อับอาย เขาจะเลือกเงียบ แต่หากความผิดพลาดถูกใช้เป็นบทเรียน เขาจะกล้าลอง กล้าคิด และพัฒนาทักษะการ reasoning ได้ไวกว่า
ในระดับความคิด สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตวิทยาทำให้ผู้เรียนเชื่อว่าฉันสามารถยังไม่รู้ได้ และคำว่า “ยัง” สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันแยก growth mindset ออกจาก fixed mindset ได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อสภาพแวดล้อมกดดันและมุ่งเปรียบเทียบ ผู้เรียนจะเริ่มตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเองมากกว่าตั้งคำถามกับโจทย์ตรงหน้า และทรัพยากรทางสมองจะถูกใช้ไปกับการเอาตัวรอดแทนการเติบโต
นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมก็ยังส่งผลต่อระดับตัวตน (identity formation) โดยเฉพาะในการศึกษาในโรงเรียนแพทย์ที่ผู้เรียนไม่ได้เรียนแค่ความรู้ แต่กำลังมีวิชาชีพเป็นแพทย์ สภาพแวดล้อมที่สนับสนุนจะทำให้เขา internalize ความเป็นแพทย์ที่อยู่บนคุณค่าของความเมตตา การทำงานเป็นทีม และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในทางกลับกัน สภาพแวดล้อมที่ต้องแข่งขันหรือกดทับ จะหล่อหลอมให้เขาเชื่อว่าแพทย์ที่เก่งสำคัญกว่าแพทย์ที่มีความเป็นมนุษย์ และการไม่ผิดพลาดสำคัญกว่าการเรียนจากความผิดพลาด

สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทำงานตลอดเวลาแม้ในช่วงที่ไม่มีการเรียนการสอน มันกำกับวิธีคิดของผู้เรียน กำหนดพฤติกรรมที่ควรทำ และหล่อหลอมตัวตนของคนที่กำลังก้าวสู่ความเป็นบุคลากรทางสุขภาพ หลังจากอ่านบทความนี้ ผู้เขียนจึงอยากชวนผู้อ่านทุกท่านตั้งคำถามกับการจัดการการศึกษาของท่านใหม่เพื่อให้ครอบคลุม Learning Environment ที่พึงประสงค์ จากที่เคยถามว่าเราออกแบบการเรียนการสอนหรือการประเมินที่ดีแล้วหรือยัง ลองถามกับตัวเองว่าเราสร้างสภาพแวดล้อมที่จะทำงานโดยเราไม่รู้ตัว แต่สนับสนุนการศึกษาและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่เราต้องการไว้อย่างรอบด้านแล้วหรือยัง
References
1. Fraser BJ. Classroom learning environments: retrospect, context and prospect. In: Fraser BJ, Tobin KG, McRobbie CJ, editors. Second International Handbook of Science Education. Dordrecht: Springer;2012. p. 1191-239.
ดร.ศุภกิจ บุญเอนกพัฒน์
ผู้ช่วยอาจารย์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email :







