- 01) Executive Talk: Strengthening Educational Environment in Health Science Schools (30 views)
- 02) Learning Environment and Student Outcomes (23 views)
- 03) Two Dimensions and Five Components of Learning Environment (31 views)
- 04) Creating Effective Virtual Learning Environments in Health Sciences Education (25 views)
- 05) Adaptation to Changed Learning Environment (18 views)
- 06) How Effective Is Your Educational Environment, and How to Measure It (27 views)
- 07) Message from Deputy Dean (23 views)
- 08) Students' voice: Students' Perspectives on Educational environment (24 views)
- 09) เชิด-ชู: บทสัมภาษณ์ผู้ได้รับรางวัล “ครูต้นแบบ” ประจำปี 2568 จากสถาบันพระบรมราชชนก (31 views)
- 10) สับ สรรพ ศัพท์: Intentional adaptability, Sociomateriality, Psychological safety, Cognitive load theory (15 views)
- 11) Educational movement: Improving learning environment in thai health science schools (23 views)
- 12) SHEE Sharing: Developing a Conceptual Model of Self-Directed Learning in Virtual Environments for Medical Sciences Students (18 views)
- 13) SHEE Research: Considering the Belmont Report in Medical Education Research (3) Beneficence (21 views)
- 14) Click&Go with Technology: Technologically Enhanced Learning Environment (19 views)
10
สับ สรรพ ศัพท์: Intentional adaptability, Sociomateriality, Psychological safety, Cognitive load theory
แพทย์ใช้ทุน
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

สับ สรรพ ศัพท์ ในฉบับนี้ เราจะมาทำความเข้าใจคำศัพท์ที่น่าสนใจทางแพทยศาสตรศึกษา ซึ่งคำศัพท์ที่ยกมาในครั้งนี้ เป็นคำศัพท์ที่มีความสำคัญในการเรียนการสอน และความเข้าใจเกี่ยวกับ Learning Environment ประกอบไปด้วย Intentional Adaptability, Sociomateriality, Psychological Safety และ Cognitive Load Theory หลาย ๆ ท่านอาจจะเคยรู้จักหรือได้ยินคำเหล่านี้มาอยู่บ้าง แต่การใช้งาน ความสำคัญอย่างไรในทางการศึกษา อาจจะยังนึกออกได้ยากอยู่ ดังนั้นผู้เขียนจึงเชิญชวนเรามาดูความหมาย ตัวอย่าง และปัญหาที่เกิดจากการเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำเหล่านี้ที่พบได้บ่อย และสุดท้ายเราจะนำไปจัดวางแผนการศึกษาอย่างไร ให้คำเหล่านี้เป็นคำที่คุ้นเคยในบริบทการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพให้มากขึ้นต่อไป
1. Intentional Adaptability คือ ความทุ่มเทอย่างเป็นมืออาชีพ ในการที่จะปรับเปลี่ยนและพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทางคลินิกอย่างต่อเนื่อง อย่างชัดเจน และอย่างรอบคอบ เพื่อเป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่ระบุได้ จากทั้งจากภายในและภายนอกระบบสุขภาพ เช่น ค่านิยมสังคม ความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ หรือนโยบายกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น ซึ่งต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างจงใจ (intentional) มีการวิเคราะห์ออกแบบเชิงรุก พิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดขึ้นตามธรรมชาติกำหนด หรือเกิดขึ้นโดยที่ผู้สอนและผู้วางระบบไม่ไ่ด้ตั้งใจวางแผนให้เกิด ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินการรับนักศึกษาเข้าใหม่เพราะถูกสังคมตำหนิจนทนแรงกดดันไม่ได้ จึงไม่นับว่าเป็น intentional adaptability แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงจากความจงใจวิเคราะห์ศึกษา ทำให้เห็นว่าเกณฑ์ใหม่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกว่าแบบเก่า และนำมาปรับใช้โดยที่ไม่ได้ถูกบีบบังคับให้กระทำทันที เช่นนี้คือ intentional adaptability
สถานการณ์ตัวอย่าง: นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 มีการให้ความเห็นว่า ในการปฏิบัติงานอยู่เวรข้ามคืนที่ถี่เกินไป ทำให้ work-life balance ของตนเองเสีย ไม่มีเวลา เหนื่อยล้าเกินไป และไม่มีสมาธิเพียงพอในการตั้งใจเรียน ผู้สอนจึงมีการจัดประชุมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และได้ข้อตกลงออกนโยบายที่ปรับลดชั่วโมงและความถี่ของการปฏิบัติงานอยู่เวรข้ามคืน ให้แก่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 เท่าที่ปรับได้ โดยก่อให้เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติงานให้น้อยที่สุด
สอนอย่างไรในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ: การนำหลักการ intentional adaptability ไปประยุกต์ใช้นั้น ควรพิจารณาโดยยึดผู้คนเป็นแก่นสำคัญในการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ มุมมอง ค่านิยม ความรู้สึกต่าง ๆ คือหัวใจสำคัญ ผู้สอนจึงต้องมีทักษะการสังเกตและตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคม วัฒนธรรม การเมือง และความคาดหวังของผู้เรียน เพื่อนำไปออกแบบหรือปรับปรุงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ การรับฟังข้อเสนอหรือแรงผลักดันในการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไปสามารถทำได้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น ผ่านแบบสอบถาม การ feedback การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ เป็นต้น โดยต้องนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และพิจารณาอย่างละเอียดก่อนที่จะนำไปใช้สร้างความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย การสร้างความเปลี่ยนแปลงตาม intentional adaptability อาจเริ่มจากนำไปผสานกับ hidden curriculum ต่าง ๆ ปรับพฤติกรรมของตน แสดงให้ผู้เรียนเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น วิธีการพูดคุยกับผู้ป่วยต่อหน้านักศึกษา ส่งเสริมให้มีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนปรับเปลี่ยนร่างหลักสูตรให้ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่ผู้เรียนและผู้ที่เกี่ยวข้องถือว่าเป็นสิ่งสำคัญนั้น ผู้สอนควรยึดและนำมาเป็นหลักในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ต้องอาศัยการพิจารณา วิเคราะห์ วางแผนอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือ การพยายามเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่สำเร็จเสมอไป เนื่องด้วยปัจจัยและข้อจำกัดหลาย ๆ ด้าน แต่ผู้สอนควรเล็งเห็น เข้าใจ และรับรู้ถึงผลกระทบที่มีต่อสภาพแวดล้อมการเรียนรู้
ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ Intentional Adaptability: กาลเวลาที่เปลี่ยนไปจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากว่าผู้สอนมองข้าม หรือไม่สามารถปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ หรือทำได้แต่ใช้เวลานานเกินสมควรนั้น จะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ถดถอยเกินกว่าที่จำเป็น อาจจะขัดกับค่านิยมหรือเหตุการณ์ในปัจจุบันได้ และอาจส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย เครียด ไม่สนใจ หรือใช้พลังงานในการเรียนมากเกินไปได้ ดังนั้นผู้สอนจึงควรตื่นตัวต่อความเปลี่ยนแปลงที่สามารถส่งผลต่อสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในปัจจุบันขณะและอนาคต
2. Sociomateriality คือ กรอบแนวคิดที่อธิบายว่า มิติทางจิตสังคม (psychosocial dimension) เช่น บุคคล ความสัมพันธ์ บทบาท วัฒนธรรมการทำงาน กับมิติทางวัตถุ (material dimension) เช่น technology อุปกรณ์ เครื่องมือ สถานที่จริง สถานที่เสมือน นั้นมีความเชื่อมโยงอย่างแยกออกจากกันไม่ได้ และทำหน้าที่ร่วมกันกำหนดการกระทำ การเรียนรู้ การตัดสินใจ และผลลัพธ์ต่าง ๆ ในการทำงานและการเรียนรู้ sociomateriality จึงมองว่า technology ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเฉย ๆ แต่มีบทบาทในการกำหนดวิธีปฏิบัติของบุคคล และวิธีปฏิบัติของบุคคลก็มีบทบาทในการกำหนดใช้ technology ด้วยเช่นกัน ดังนั้นการเรียนรู้ การตัดสินใจ และการดูแลผู้ป่วย จึงเป็นผลของระบบสังคมและวัตถุที่ทำงานร่วมกัน ทั้งในการทำงานของแพทย์และการสอนแพทยศาสตรศึกษา จึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าวัตถุหรือ technology มีผลต่อการปฏิบัติและการสอน เช่น เวชระเบียนที่ปรับเป็นระบบคอมพิวเตอร์ เนื่องจากประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน ทำให้การสอนนักศึกษาจำเป็นต้องสอนการทำงานของระบบโปรแกรมที่ใช้ และต้องมีการเตรียมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เพียงพอ เป็นต้น

สถานการณ์ตัวอย่าง: ระหว่างที่ทำกิจกรรม case-based discussion ของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 ผู้สอนได้จัดเป็น online session เนื่องจากนักศึกษาถูกแบ่งกลุ่มปฏิบัติงานที่ต่างโรงพยาบาลกัน โดยมีการจัดห้องประชุม online มีการใช้ระบบเขียนแผนภาพ หรือสไลด์นำเสนอที่แชร์ให้เห็นร่วมกันได้ตลอด มีอุปกรณ์เพียงพอสามารถหาข้อมูลทั้งของผู้ป่วยและความรู้อื่นได้ในทันที อีกทั้งผู้สอนได้ทำการอัดวิดีโอในระหว่างทำ case-based discussion และจัดเตรียมเอกสารประกอบการสอนให้นักเรียนสามารถเข้าถึงได้ภายหลังการเรียนเสร็จสิ้น ทำให้นักศึกษามีความพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา โดยการนำ technology มาใช้เสริมโอกาสการเรียนรู้ในครั้งนี้
ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ Sociomateriality: ผู้สอนที่ไม่เข้าใจ sociomateriality อาจจะมีมุมมองว่ามิติทางวัตถุ โดยเฉพาะ technology ไม่ได้ส่งผลต่อการเรียนรู้ หรืออาจมองว่า technology ส่งผลในแง่ลบได้ จึงอาจทำให้เกิดการจำกัดการใช้ technology ขึ้นโดยไม่มีความจำเป็น เช่น การห้ามไม่ให้ผู้เรียนใช้โทรศัพท์ tablet หรือ computer ในการหาข้อมูลเพิ่มเติมระหว่างตรวจผู้ป่วยใน ไม่สนับสนุนการจัดเตรียมหรือฝึกใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยอย่างเหมาะสม เป็นต้น ดังนั้นการที่เข้าใจถึง sociomateriality และนำไปประยุกต์ใช้ ให้ผู้เรียนเข้าถึง technology ที่ช่วยส่งเสริมการเรียน จะทำให้ผู้เรียนสามารถเลือกวิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพต่อตนเองได้ เป็นการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้สูงสุด แต่ในขณะเดียวกันผู้สอนก็ควรจะมีความรู้เกี่ยวกับ technology ที่มากพอในการรับรู้ข้อจำกัดด้วย เช่น ประสิทธิภาพของ AI ในการหาข้อมูล เป็นต้น
3. ความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) คือ การรับรู้ของผู้เรียนว่าบริบทการเรียนรู้หรือการทำงานนั้น มีความปลอดภัยต่อความเสี่ยงทางปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (interpersonal risk-taking) เช่น การถามคำถาม การแสดงความไม่รู้ การเสนอความคิดเห็น การโต้แย้งความผิดพลาด หรือ การขอ feedback ในรูปแบบต่าง ๆ โดยไม่ต้องมีความกลัวว่าจะถูกตำหนิ ถูกมองไม่ดี สร้างภาพลักษณ์ในแง่ลบ หรือเป็นการตัดโอกาสของตนเองในอนาคต ซึ่งทำให้ผู้เรียนมีสมาธิกับการเรียนรู้ กล้าถามคำถามโดยไม่กลัว และไม่ต้องพยายามรักษาภาพลักษณ์ตลอดเวลาที่เรียนรู้ ความปลอดภัยทางจิตใจสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับได้ดังนี้
1. ความปลอดภัยที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง (inclusion safety) รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของทีม ไม่ถูกกีดกัน ไม่ถูกทอดทิ้ง รู้สึกว่าเป็นที่ต้องการ
2. ความปลอดภัยที่จะเรียนรู้ (learner safety) รู้สึกว่าสามารถเรียนรู้ได้โดยการตั้งคำถาม การทดลองทำ ลองผิดลองถูก ขอความช่วยเหลือได้ โดยไม่ต้องกลัวการลงโทษ หรือผลกระทบเชิงลบที่อาจตามมา
3. ความปลอดภัยที่จะลงมือทำ (contributor safety) รู้สึกว่าสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเอง แบ่งปันความรู้ และทำงานร่วมกันได้ โดยไม่ต้องกลัวความอับอาย
4. ความปลอดภัยที่จะท้าทาย (challenger safety) รู้สึกว่าสามารถตั้งคำถามและวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ต่อประเด็นของผู้อื่น เช่น ความคิด การวางแผนงาน วิธีการทำงานของผู้อื่น รวมถึงผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าได้โดยไม่ต้องกลัวผลกระทบที่ตามมา
สถานการณ์ตัวอย่าง: นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 ได้พบเคสปวดท้องบริเวณขวาบนที่ห้องฉุกเฉิน มีไข้ อาเจียน นักศึกษานำเครื่อง ultrasound มาตรวจดูบริเวณตำแหน่งที่พบ biliary system หลังจากพยายามอยู่ระยะเวลาหนึ่ง ยังไม่สามารถทำให้เห็นภาพ ultrasound ได้ชัดเจน นำไปประกอบการวินิจฉัยไม่ได้ จึงได้สอบถามและขอความช่วยเหลือจากแพทย์ประจำบ้านอย่างไม่ลังเล ให้ช่วยตรวจและสอนวิธีการทำให้ตนสามารถตรวจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการซักถามประเด็นที่ไม่เข้าใจอยู่ตลอด ซึ่งภายหลังนักศึกษาก็ได้เรียนรู้อย่างเต็มที่และนำไปปรับใช้กับผู้ป่วยรายอื่นต่อไป
สอนอย่างไรในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ: ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่มี psychological safety นั้น สามารถยึดหลัก 3 ประการ ดังต่อไปนี้
2. เชิญชวนให้มีส่วนร่วม (invite participation) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนซักถาม แสดงความคิดเห็น มีสิทธิ์มีเสียง ทำให้ผู้เรียนรู้สึกมีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของทีม เช่น ใน small group discussion ผู้สอนควรกระตุ้นให้ผู้เรียนทุกคนแสดงความคิดเห็นด้วยวิธีต่าง ๆ ให้ครบและเท่าเทียมกัน โดนเน้นย้ำว่าทุกความเห็นของผู้เรียนไม่ว่าจะถูกหรือผิดนั้น มีความสำคัญเสมอ และจะไม่มีการลงโทษใด ๆ ถ้าไม่ได้ก่อให้เกิดความผิดพลาดร้ายแรงอย่างเป็นรูปธรรม
3. ตอบกลับอย่างสร้างสรรค์ (respond productively) ตอบคำถามหรือความผิดพลาดด้วยท่าทีที่สนับสนุนผู้เรียน ไม่ใช่ตำหนิ เน้นการเรียนรู้ ไม่เน้นการลงโทษ เช่น เมื่อพบผู้ป่วยตับอ่อนอักเสบในระหว่างราวน์ผู้ป่วยใน แล้วผู้เรียนไม่สามารถวินิจฉัยได้ ยังมีคำถามเกี่ยวกับความรู้พื้นฐาน เกณฑ์การวินิจฉัยที่ตนยังไม่เข้าใจหรือจำไม่ได้ อย่าใช้ความรู้สึกที่ตัดสินว่าผู้เรียนไม่มีความสามารถ และตอบกลับอธิบายอย่างสร้างสรรค์โดยไม่ใช้คำตำหนิ หรือท่าทางที่มีลักษณะตัดสินผู้เรียนในทางลบ
ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ Psychological Safety: ความปลอดภัยทางจิตใจในแต่ละบุคคลอาจมีระดับที่ไม่เท่ากันตายตัว แต่เมื่อผู้เรียนรู้สึกว่าตนไม่มีความปลอดภัยทางจิตใจแล้ว ผู้เรียนจะยึดการเอาตัวรอด (survival) เป็นหลัก คือจะใช้วิธีการหลีกเลี่ยงการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อจิตใจของตน ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยตรง ทำให้เลือกที่จะไม่เรียนรู้อย่างเต็มที่ หรือในกรณีที่รุนแรงคือปฏิเสธไม่เรียนรู้เลย ตัดโอกาสเพื่อแลกกับความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ ดังนั้นผู้สอนจึงต้องเข้าใจหลักของ psychological safety และความสำคัญให้มาก สร้างสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยทางจิตใจสูง และนำไปสู่การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

4. ทฤษฎีภาระการทํางานทางปัญญา (Cognitive Load Theory) คือ ทฤษฎีที่สันนิษฐานว่า ความจำใช้งานของมนุษย์มีความจุจำกัด เมื่อมีการรับข้อมูลใหม่เข้ามา ระบบความจําระยะสั้น (working memory) จะมีความสามารถในการเก็บความจํา แต่มีในปริมาณที่จํากัด ในขณะที่ระบบความจําระยะยาว (long-term memory) มีความสามารถในการเก็บความจําที่ไม่จํากัด ซึ่งระบบความจําระยะยาวจะเปลี่ยนความจำระยะสั้น ให้เป็นโครงสร้างความจำที่กักเก็บได้เป็นเวลานานเรียกว่า schemata อย่างอัตโนมัติ กระบวนการในการจัดการความจำนี้ จะก่อให้เกิดภาระการทํางาน (load) แก่สมอง สามารถจำแนกออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
1. ภาระการทํางานด้านปัญญาภายใน (intrinsic load) เกิดจากตัวงานเอง ยิ่งงานซับซ้อน มีข้อมูลหลายส่วนที่สัมพันธ์กัน ยิ่งมีภาระสูง
2. ภาระการทํางานด้านปัญญาภายนอก (extraneous load) เกิดจากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่ตัวงานเอง
3. ภาระการทํางานด้านปัญญาภายในกับภายนอก (germane load) เกิดจากการประมวลผลสร้าง schemata ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อ intrinsic load และ extraneous load ไม่สูงเกินไป
สถานการณ์ตัวอย่าง: นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 ที่เพิ่งขึ้นชั้นปีใหม่ ทำกิจกรรมให้นักศึกษาวางแนวทางวินิจฉัยและการรักษาอย่างละเอียดของ case advanced stage anaplastic large cell lymphoma in children โดยศึกษาผ่าน video-lecture เก่าด้วยตนเอง และให้ส่งเป็นรายงานผ่านระบบออนไลน์ภายใน 7 วัน ภายหลังพบว่านักศึกษาเรียนไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจเนื้อหา และไม่สามารถนำไปใช้กับเคสอื่นได้จริง
สอนอย่างไรในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ: หลักการสอนตาม Cognitive Load Theory จะเน้นไปที่การจัดการบริหารภาระการทํางาน (load) ทางปัญญา โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้
1. จัดการภาระการทํางานด้านปัญญาภายใน (intrinsic load) แบ่งขั้นตอน เริ่มจากง่ายไปยาก ช่วยจัดระเบียบงานไม่ให้เกิดความสับสน เช่น ใช้ตัวอย่างทำเสร็จ (worked examples) ของปัญหาที่ไม่ซับซ้อน ใน case-based discussion ให้ผู้เรียนที่ไม่มีประสบการณ์ดูก่อน แทนที่จะให้ลองแก้ปัญหาตั้งแต่เริ่มแรก แล้วให้แก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนเองภายหลัง ทำการวางแผนการสอนให้ชัดเจนและแจ้งต่อผู้เรียนก่อนเริ่มเรียน
2. ลดภาระการทํางานด้านปัญญาภายนอก (extraneous load) สร้างสื่อให้ชัดเจน เช่น เลี่ยงการใช้ slide ที่มีตัวอักษรเยอะ ระวังเสียงพูดไม่ตรงกับภาพเมื่อใช้สื่อการสอนที่เป็น video-lecture เลี่ยงข้อมูลกระจัดกระจาย (split-attention) ควบคุมให้เกิดการขัดจังหวะน้อย เปิดจังหวะให้ผู้เรียนสอบถามได้เรื่อยๆ
3. ส่งเสริมการสรุปภาระการทํางานด้านปัญญาภายในกับภายนอก (germane load) กระตุ้นให้ผู้เรียนอธิบายด้วยตนเอง ใช้คำถามกระตุ้นคิด ทำให้ความเข้าใจลึกขึ้น เช่น การกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความคิดใน case-based learning หรือ small group discussion สร้าง mnemonic ในการช่วยจำ ใช้การ feedback หลังจากเสร็จกิจกรรม
ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ Cognitive Load Theory: ผู้เชี่ยวชาญจะมี schemata สำหรับความรู้ในเนื้อหาที่จัดระบบเป็นที่เรียบร้อย ทำให้สามารถดึงมาใช้ได้ง่าย ใช้ working memory น้อย และมีประสิทธิภาพสูง แต่สำหรับผู้เรียนที่ไม่เคยมีพื้นฐานหรือไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ จะต้องสร้าง schemata ขึ้นมาใหม่หรือต่อยอดจากเดิม ซึ่งใช้ปริมาณ working memory มาก กระจัดกระจาย และต้องใช้เวลาในการจัดระบบ ดังนั้นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าง่ายและเรียนรู้ได้เร็ว อาจจะไม่สามารถนำไปใช้กับผู้เรียนใหม่ได้ดี ซึ่งการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อลดภาระที่ไม่จำเป็น รวมทั้งจัดการความยากของงานให้เหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนใช้ working memory ที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ความคิดในการสร้างองค์ความรู้ใหม่เข้าสู่ความจำ long-term memory
References
2. Gruppen LD, Irby DM, Durning SJ, Maggio LA. Conceptualizing learning environments in the health professions. Academic Medicine. 2019 Jul 94(7):969-974.
3. McClintock AH, Fainstad TL, Jauregui J. Creating psychological safety in the learning environment: straightforward answers to a longstanding challenge. Academic Medicine. 2021 Nov 96(11S):S208-S209.
4. Young JQ, Van MJ, Durning S, Ten CO. Cognitive load theory: implications for medical education: AMEE guide no. 86. Medical Teacher. 2014 Mar 36(5):371-384.
นพ.ธฤต ปัญจวัฒนคุณ
แพทย์ใช้ทุน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
email :







