10) สับ สรรพ ศัพท์: High Fidelity Simulation, Role-Portrayal, Pre-Brief, Debriefing

สารบัญ
Go Back

10

สับ สรรพ ศัพท์: High Fidelity Simulation, Role-Portrayal, Pre-Brief, Debriefing

นพ.ธฤต ปัญจวัฒนคุณ 
แพทย์ใช้ทุน
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Image

          สับ สรรพ ศัพท์ ในฉบับนี้ เราจะมาทำความเข้าใจคำศัพท์ที่น่าสนใจทางแพทยศาสตรศึกษา​ ซึ่งคำศัพท์ที่ยกมาในครั้งนี้ เป็นคำศัพท์ที่น่ารู้ ที่ความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับ Standardized Patients (SPs)​ และมีความสำคัญในการเรียนการสอนที่สัมพันธ์กับ SP ซึ่งประกอบไปด้วยคำว่า​ high fidelity simulation, role-portrayal, pre-brief และ​ debriefing ท่านผู้อ่านอาจจะเคยรู้จักหรือได้ยินคำเหล่านี้มาอยู่บ้าง​ แต่อาจจะยังนึกถึงความสำคัญของคำเหล่านี้ในทางการศึกษาได้ไม่ชัดเจน หรือการนำไปใช้งานจริงอาจมีการสะดุดอยู่บ้าง​ ​ดังนั้นผู้เขียนจึงเชิญชวนทุกท่านมาดูความหมาย​ ตัวอย่าง และปัญหาที่เกิดจากการเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำเหล่านี้ที่พบได้บ่อย เพื่อสุดท้ายเราจะนำไปพิจารณาจัดวางแผนการศึกษาอย่างไรให้ดีขึ้น และให้คำเหล่านี้เป็นคำที่คุ้นเคยในบริบทการศึกษาวิทยา​ศาสตร์สุขภาพให้มากขึ้นต่อไป


1. High Fidelity Simulation
คือ การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง โดยมีการผสมผสานองค์ประกอบที่คล้ายสถานการณ์จริงให้มากที่สุด เช่น อุปกรณ์ที่สามารถตอบสนองต่อการตรวจรักษา อารมณ์ความรู้สึกของผู้ป่วย การประสานงานกับสหวิชาชีพอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งสัมพันธ์กับทฤษฎีการเรียนรู้ Kolb’s experiential learning theory คือให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้ลงมือทำจริง ส่งผลให้ผู้เรียนมีความมั่นใจ มีความเป็นผู้นำ สามารถทำงานเป็นทีม สามารถปรับตัวได้รวดเร็วในสถานการณ์จริง

สถานการณ์ตัวอย่าง: อาจารย์แพทย์ได้จัดให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 ได้ฝึก กับสถานการณ์จำลองในผู้ป่วยที่มาด้วยอาการ acute chest pain ใน setting โรงพยาบาลทั่วไป ตั้งแต่ซักประวัติ ตรวจร่างกาย ไปจนถึงการทำ CPR ในฐานะผู้นำทีมและลูกทีมเมื่อผู้ป่วยอาการทรุดลงเฉียบพลัน อีกทั้งให้วางแผนการรักษาต่อไปหลังกู้ชีพเสร็จ พิจารณาการส่งต่อ และฝึกแจ้งข้อมูลกับญาติผู้ป่วย


สอนอย่างไรในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ:
การนำ high fidelity simulation จะต้องพิจารณาถึงระดับของผู้เรียน ความพร้อมของผู้เรียน จุดประสงค์ของการเรียนรู้ และผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์ให้ชัดเจนเสียก่อน นอกจากนัั้นต้องตั้งระดับ fidelity หรือความสมจริง ให้สัมพันธ์กับจุดประสงค์และผลลัพธ์ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 5 ด้าน คือ

          1. ความสมจริงด้านกายภาพ (Physical Fidelity) คือ สิ่งที่ผู้เรียนสัมผัสได้โดยตรง เช่น อุปกรณ์ แสง เสียง อุณหภูมิ ร่างกายผู้ป่วย ห้องตรวจ เป็นต้น

          2. ความสมจริงด้านแนวคิด (Conceptual Fidelity) คือ ระดับความใกล้เคียงกับเหตุการณ์ในชีวิตจริงที่ผู้เรียนต้องพบเจอในอนาคต เช่น การวินิจฉัยที่พบได้บ่อย เรียนรู้การใช้อุปกรณ์ทดแทน การกู้ชีพใน setting ที่อุปกรณ์และบุคลากรจำกัดอย่างโรงพยาบาลชุมชน เป็นต้น

          3. ความสมจริงด้านจิตใจ (Psychological Fidelity) คือ สิ่งที่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียน เช่น ความเร่งรีบในสถานการณ์ฉุกเฉิน การแสดงอารมณ์เศร้าของผู้ป่วย เป็นต้น

          4. ความสมจริงด้านการปฏิบัติ (Functional Fidelity) คือ ระดับปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับสิ่งที่ต้องลงมือทำ ซึ่งมักจะสัมพันธ์กับการฝึกทักษะทางหัตถการ ยิ่งเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยทักษะสูงก็ยิ่งเพิ่มระดับความสมจริงมากขึ้น เช่น การเย็บแผล การใส่เฝือก การผ่าตัดเปิดช่องท้อง เป็นต้น

          5.ความสมจริงด้านสังคม (Sociological Fidelity) คือ ระดับปฏิสัมพันธ์ระหว่างสหวิชาชีพ เช่น นักศึกษาแพทย์มีการฝึกประสานงานกับพยาบาล ติดต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์พิษ เป็นต้น

          โดยทั้ง 5 ด้าน อาจจะมีความสัมพันธ์กันโดยตรง หรือแยกส่วนกันชัดเจนก็ได้  การที่ปรับ fidelity ให้เหมาะสมจะทำให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงสถานการณ์จำลองเข้ากับสถานการณ์จริงที่ต้องพบเจอได้อย่างมีประสิทธิภาพ SP มีบทบาทใน high fidelity simulation โดยจำลองการแสดงออกทั้งด้านการเจ็บป่วย ภาษา และอารมณ์ ได้ใกล้เคียงผู้ป่วยจริง ทำให้สามารถช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีที่มักจะมีจำกัดและมูลค่าสูง นอกจากนี้ เทคนิค Moulage เช่น การแต่งแผลบน SP ก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยเสริม fidelity ให้แก่ผู้เรียนได้เช่นกัน ซึ่ง SP อาจจะมีข้อจำกัดใน fidelity บางประการ เช่น ความสมจริงในด้านการตอบสนองทางกายภาพที่ไม่สามารถบังคับได้ หรือ invasive procedure เป็นต้น การผสมผสานระหว่างอุปกรณ์การฝึกที่จำเพาะ เข้ากับการใช้ SP ในการแสดง เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยก้าวข้ามข้อจำกัดในส่วนนี้ได้


ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ High Fidelity Simulation:
บ่อยครั้งที่ high fidelity simulation จะถูกตีความว่าเป็นเป็นการจำลองการตรวจผู้ป่วยอย่างละเอียด หัวจรดเท้า มีความซับซ้อนสูง หรือเป็นการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ใช้หุ่นจำลองที่กลไกคล้ายผู้ป่วยจริงมาก แต่ high fidelity simulation นั้น จะต้องเป็นการจัดองค์ประกอบโดยรวมให้ใกล้เคียงความเป็นจริงให้มากที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่แง่มุมของอุปกรณ์ที่ล้ำสมัย แต่ปัจจัยอื่น ๆ แวดล้อม เช่น ข้อจำกัดต่าง ๆ ที่มักพบได้ในสถานการณ์จริงด้วย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การเรียนรู้ได้ตรงกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตั้งเป้าไว้ให้มากที่สุด นอกจากนี้ การมี fidelity ที่สูงใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป ในบางครั้งการมี fidelity ที่สูงมากเกินไป หรือใช้บ่อยมากเกินไป จะทำให้ผู้เรียนมี cognitive load หรือภาระทางความคิดที่สูงเกินจนบั่นทอนการเรียนรู้ได้ และอาจก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยเกินจำเป็น ฉะนั้นการเลือกระดับ fidelity ให้เหมาะสมกับการสอนในแต่ละครั้ง จึงเป็นอีกแง่มุมสำคัญในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ


2. Role-Portrayal
คือ การแสดงออกของ SP ในบทบาทที่ได้รับ เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ SP จะต้องกระทำในระหว่างการเรียนรู้สถานการณ์จำลอง ซึ่งจุดประสงค์หลักของขั้นตอนนี้ คือการแสดงบทบาทที่มีความแม่นยำ มีมาตรฐาน และมีความสม่ำเสมอ โดยรายละเอียดของการแสดงจะขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการเรียนรู้ และระดับของผู้เรียน ทำให้ role-portrayal มีความซับซ้อน ต้องอาศัยทักษะการแสดง กับการฝึกซ้อมที่ถูกต้องและเพียงพอ ที่จะทำให้ role-portrayal มีประสิทธิภาพในสถานการณ์จำลอง
Image


สถานการณ์ตัวอย่าง:
อาจารย์ต้องการทดสอบประเมินทักษะการซักประวัติ ตรวจร่างกาย การส่งตรวจเพิ่มเติม และการวางแผนรักษา ผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดท้องในการประเมินแพทย์ประจำบ้านชั้นปีที่ 1 สาขาศัลยศาสตร์ จึงได้จัดทำกิจกรรม formative assessment โดยใช้รูปแบบ simulation ที่มีผู้ป่วยจำลองให้แพทย์ประจำบ้านได้ทดสอบ อาจารย์จึงได้มีการนัดแนะชี้แจงกับผู้ป่วยจำลองถึงบทบาทก่อนวันที่ทดสอบ ตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐาน ประวัติการเจ็บป่วย การแสดงอาการ การตอบสนองต่อการตรวจร่างกาย โดยเฉพาะในการตรวจที่จำเพาะบางอย่าง รวมทั้งประวัติของผู้ป่วยที่ทำให้เกิดข้อจำกัดในการรักษา เช่น ความกังวล ฐานะต่าง ๆ อีกทั้งให้ผู้ป่วยจำลองได้ฝึกซ้อมกับอาจารย์โดยตรง ให้ feedback และให้ผู้ป่วยจำลองได้นำกลับไปปรับ ฝึกซ้อมเพิ่มเติม เพื่อให้เมื่อถึงเวลาทดสอบแพทย์ประจำบ้าน จะสามารถวัดได้อย่างละเอียดและแม่นยำให้มากที่สุด


สอนอย่างไรในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ:
นอกจากการนำ SP ไปประยุกต์ใช้ในการสอนแล้ว บทบาทของผู้สอนใน role-portrayal ของ SP คือในฐานะผู้ฝึกสอน SP ให้สามารถแสดงบทบาทออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความแม่นยำ และแสดงซ้ำได้อย่างมีความสม่ำเสมอ โดยมีขั้นตอนในการฝึก 5 ขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้

           1. ทบทวนจุดประสงค์การเรียนรู้ ขอบเขตความรับผิดชอบ รูปแบบในการเรียนรู้ และโครงสร้างที่วางไว้ ต่างๆ : เช่น เป็นการจัดเพื่อใช้วัดทักษะการตรวจร่างกายของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 ในผู้ป่วยที่มาด้วยอาการไอเรื้อรัง เป็นการสอบ summative OSCE เน้นเป็นการตรวจร่างกายเป็นหลักใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที เป็นต้น

           2. ฝึกการแสดงบทบาท : เช่น ให้ข้อมูลและฝึกทบทวนประวัติ อาการของโรค เป็นมานานเท่าไหร่ ต้องแสดงอาการไออยู่เรื่อย ๆ หรือไม่ เวลานักศึกษาฟังเสียงหายใจของปอดต้องหายใจลักษณะใด เป็นต้น

           3. ฝึกให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันได้ : เช่น ในกรณีไอเรื้อรัง ถ้านักศึกษาถามอาการระบบอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ต้องตอบอย่างไร ถ้าตรวจร่างกายช่องท้องที่ไม่สัมพันธ์กับบท ต้องแสดงออกอย่างไร เป็นต้น

           4. ทำให้บทบาทที่แสดงมีความแม่นยำและมีความสม่ำเสมอ : เช่น ให้ SP ที่ได้รับบทเดียวกัน มาซ้อมบทและสอบถามร่วมกัน เป็นต้น

           5. ทำให้ SP มีความพร้อมในการแสดงจริง : เช่น ให้ SP ได้แสดงบทบาทให้ผู้ฝึกสอนเห็นและให้ feedback ก่อนที่จะไปแสดงจริง จัดให้ SP มีเวลาเพียงพอในการฝึกซ้อมบทก่อนถึงวันเวลาแสดงจริง เป็นต้น

          อีกสิ่งที่ผู้สอนควรคำนึงถึงในการฝึกสอน role-portrayal ของ SP คือ การสร้างสภาพแวดล้อมการฝึกซ้อมที่ปลอดภัย บทบาทที่ต้องแสดงของ SP ส่วนใหญ่มักจะต้องมีการสัมผัสร่างกาย หรือการนำอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงทำให้ SP จัดเป็นผู้มีความเสี่ยงด้านเหล่านี้ในระหว่างการฝึก ผู้สอนจึงต้องมีความระมัดระวังมากพอ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดหรือความเสียหายที่ไม่ควรเกิด อีกทั้งการฝึกสอนต้องอาศัยการเรียนรู้บทบาทจากฝั่ง SP ด้วย ทำให้ถ้าสภาพแวดล้อมการฝึกซ้อมมีลักษณะที่ตรงตามสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เช่น สอบถามได้อย่างอิสระ ทดลองได้อย่างอิสระ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เป็นต้น จะทำให้การฝึกซ้อม role-portrayal ของ SP มีประสิทธิ และสุดท้ายส่งผลให้ สถานการณ์จำลองที่นำไปประยุกต์ใช้มีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกัน


ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ Role-Portrayal:
ด้วยธรรมชาติของความซับซ้อนและรายละเอียดของแต่ละโรค แต่ละอาการนั้น ทำให้ role-portrayal ต้องอาศัยทักษะที่มากพอและความเข้าใจที่ชัดเจน ดังนั้น ผู้สอนที่ไม่เข้าใจถึง role-portrayal อาจไม่ได้มีการใส่ใจในการนัดแนะ ฝึกสอน SP มากพอ หรืออาจจะมองข้ามความสำคัญของ SP ไป เลือกใช้ผู้แสดงที่ทักษะไม่สูงพอในเคสที่มีความยาก ทำให้บทบาทที่แสดงออกมาอาจขาดความสมบูรณ์ หรืออาจเกิดความผิดพลาด แสดงบทบาทออกมาผิดได้ โดยเฉพาะองค์ประกอบย่อยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อการแสดงบทบาทที่สำคัญ ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้หรือการทดสอบหยุดชะงัก หรือผิดจุดประสงค์ได้


3. Pre-Brief
คือ กระบวนการเตรียมความพร้อมและกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนก่อนเริ่มปฏิบัติงานในสถานการณ์จำลองในทันที โดยมีผู้สอนคอยชี้นำ แจ้งจุดประสงค์ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวกิจกรรม ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้สึกมั่นใจ รู้สึกปลอดภัย กล้าที่จะลงมือทำมาขึ้น กระตุ้นความร่วมมือและพยายามทำให้บรรลุจุดประสงค์ ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มลงมือทำกิจกรรมจริง


สถานการณ์ตัวอย่าง:
นักศึกษาแพทย์ปี 3 ได้เข้าร่วมกิจกรรม workshop ฝึกซักประวัติตรวจร่างกายกับผู้ป่วยจำลอง โดยก่อนเริ่มกิจกรรมประมาณ 15 นาที อาจารย์ได้มีการแจ้งจุดประสงค์ในการเรียนรู้ มีการคุยแลกเปลี่ยนความรู้พื้นฐานการซักประวัติตรวจร่างกาย แจ้งอาการที่นำผู้ป่วยมาโรงพยาบาล ให้นักศึกษาได้ลองคิดวางแผน โดยที่จะให้ซักประวัติให้เรียบร้อยก่อนจึงให้ตรวจร่างกาย หลังจากนั้นแนะนำนักศึกษาแพทย์ให้รู้จักผู้ป่วยจำลอง แนะนำอุปกรณ์ที่ต้องใช้ เช่น หูฟัง ไม้เคาะ และแจ้งให้นักศึกษาสามารถลองผิดลองถูกได้อย่างอิสระโดยที่อาจารย์จะคอยดูแลอยู่ข้าง ๆ ตลอด แล้วจึงเริ่มกิจกรรม


สอนอย่างไรในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ:
กระบวนการ pre-brief ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ สามารถนำมาใช้สร้างความเข้าใจแก่ผู้เรียนก่อนเริ่มกิจกรรมหรือสถานการณ์จำลอง เริ่มจากการแจ้งวัตถุประสงค์การเรียนรู้ในครั้งนั้น ๆ ก่อน หลังจากแจ้งวัตถุประสงค์การเรียนรู้แล้ว ขั้นต่อไปคือผู้สอนให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์จำลองนั้นแก่ผู้เรียน โดยข้อมูลที่ให้ควรมีอย่างน้อย 5 องค์ประกอบ คือ

          1. แนะนำอุปกรณ์และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในสถานการณ์จำลอง : เช่น อุปกรณ์มีอะไรบ้าง ใช้อย่างไร บริเวณใดอยู่ในขอบเขตของสถานการณ์จำลอง เป็นต้น

          2. อธิบายโครงสร้างและขั้นตอนของสถานการณ์จำลอง : เช่น แผนการที่จะทำในครั้งนี้ บอกลำดับจะทำสิ่งใดก่อนหลัง ซักประวัติคนไข้ก่อน แล้วค่อยตรวจร่างกาย เป็นต้น

          3. กระตุ้นพฤติกรรมที่คาดหวังให้ผู้เรียนแสดงออกมา : โดยมีองค์ประกอบย่อย อีก 4 องค์ประกอบ ได้แก่

              3.1. การกำหนดบทบาทของผู้เรียนและผู้สอน
              3.2. ทักษะที่ผู้เรียนควรมีและฝึกนำมาใช้ในสถานการณ์จำลอง
              3.3. วิธีการประเมินผู้เรียน
              3.4. กฎเกณฑ์ และ guidelines ในการทำกิจกรรมในสถานการณ์จำลอง

          4. แจ้งระดับความสมจริง หรือ fidelity : เช่น สถานการณ์จำลองนี้มีความสมจริงปานกลาง มีผู้ป่วยจำลองให้ แต่อาจจะทำ invasive procedure ไม่ได้ เป็นต้น


          5. กำหนดสิ่งที่พึงระวังเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการเรียนรู้ : เช่น ข้อควรระวังในการใช้อุปกรณ์ อนุญาตให้ลองผิดลองถูกได้ในขอบเขตที่กำหนด ย้ำเตือนว่าให้เกียรติซึ่งกันและกันอยู่เสมอ เป็นต้น


          นอกจากนี้ โดยธรรมชาติของสถานการณ์จำลองนั้น อาจจะมีข้อจำกัดในแง่ต่าง ๆ ที่ทำให้กิจกรรมในครั้งนั้นมีความแตกต่างจากสถานการณ์จริงไปได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้สอนต้องเข้าใจในข้อจำกัดของสถานการณ์จำลอง และเน้นย้ำผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงให้มากที่สุด


ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ Pre-Brief:
Pre-Brief มักจะถูกมองว่าเป็นการแนะนำหรือปฐมนิเทศก่อนเริ่มกิจกรรมเท่านั้น ทำให้สิ่งที่กระทำในการปฐมนิเทศจะจำกัดอยู่ประมาณ การแจ้งจุดประสงค์ แนะนำอุปกรณ์ต่าง ๆ และลำดับขั้นตอนในสถานการณ์จำลอง ซึ่งการเตรียมความพร้อมด้านดังกล่าวนั้นมีความสำคัญ แต่จะยังไม่ครบองค์ประกอบของ pre-brief โดยเฉพาะองค์ประกอบที่กระตุ้นผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น และสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย มักจะเป็นส่วนที่ขาดหายไปในการทำ pre-brief ของผู้สอนที่ยังมีความเข้าใจไม่ละเอียดดีพอ ทำให้เสียโอกาสกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้เรียนอาจไม่กล้าลองผิดลองถูกอย่างเต็มที่ และอาจทำให้สถานการณ์จำลองมีประสิทธิภาพไม่สูงเท่าที่ควรเป็น


4. Debriefing
คือ วิธีการในการสะท้อนคิดรูปแบบหนึ่ง ที่คล้ายกับการผนวกการ feedback กับ reflection เข้าด้วยกัน debriefing มีความต่างจากการ feedback กับ reflection ในลักษณะที่ feedback กับ reflection มักจะเป็นกระบวนการทางเดียว ส่วน debriefing นั้นเป็นกระบวนการ 2 ทาง กล่าวคือ debriefing ต้องมีองค์ประกอบของทั้งทางฝั่งผู้เรียนและผู้สอนในการทำ debriefing ในแต่ละครั้งด้วยสัดส่วนใกล้เคียงกัน ซึ่งแตกต่างจาก feedback หรือ reflection ที่จะเน้นฝั่งผู้สอนหรือฝั่งผู้เรียนฝั่งใดฝั่งหนึ่งเป็นหลัก ทำให้การทำ debriefing เป็นกระบวนการสะท้อนคิดที่ไม่เพียงแต่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิด แต่ยังมีความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในการชี้แนะพัฒนาต่อไปอย่างเป็นระบบอีกด้วย สำหรับในเชิงนิยามคำศัพท์นั้น อาจจะต้องระวังสับสนกับคำศัพท์ที่มีความคล้ายคลึงและมีความเชื่อมโยงกัน คือคำว่า "Debriefing Process" ซึ่งเป็นกระบวนการสรุปการเรียนรู้โดยรวม แต่มีความหมายไม่ตรงกับคำว่า debriefing ในบริบทนี้
Image


สถานการณ์ตัวอย่าง:
ขณะที่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 ได้ปฏิบัติงานอยู่ในแผนกฉุกเฉิน ได้มีการจัด simulation เคสผู้ป่วย blunt abdominal trauma ที่สัญญาณชีพที่อยู่เกณฑ์ปกติ อาจารย์ผู้สอนได้นัดแนะและให้นักศึกษาทดลองประเมินผู้ป่วยและทำ FAST ultrasound กับผู้ป่วยจำลอง หลังจากที่ได้ทดลองทำโดยที่มีอาจารย์ช่วยดูแลกำกับเสร็จแล้ว อาจารย์ได้ให้นักศึกษาได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ตนเองได้ทำไปให้ฟัง กระตุ้นให้นักศึกษาคิดถึงวิธีการพัฒนาทักษะตน และได้ให้ feedback กับนักศึกษาอย่างสร้างสรรค์เพื่อนำไปพัฒนาตนเองต่อไป


สอนอย่างไรในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ:
การนำวิธีการ debriefing ไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องอาศัยการวางแผนการเรียนรู้ในแต่ละครั้งอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและกระตุ้นการเรียนรู้ให้มากที่สุด โดยสามารถแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ๆ ได้ดังนี้

          1. ขั้นตอนบรรยาย (Description Phase) คือ ขั้นตอนที่ผู้สอนกล่าวย้ำให้ผู้เรียนระลึกถึงจุดประสงค์ของการทำกิจกรรมในครั้งนั้นซ้ำอีกครั้ง และชี้แจงจุดประสงค์ของการทำ debriefing ให้ผู้เรียนได้รับทราบ เช่น ลองสอบถามนักศึกษาว่าเข้าใจและจำจุดประสงค์ของกิจกรรมได้หรือไม่ และคิดว่าได้ทำตามหรือตอบจุดประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ อีกทั้งแจ้งว่าผู้สอนจะทำการ debriefing กับนักศึกษาซึ่งจะเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองจากทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อให้นักศึกษาได้ทบทวน ปรับความเข้าใจและนำไปใช้ต่อได้ในอนาคต เป็นต้น

          2. ขั้นตอนตอบสนอง (Reaction Phase) คือ ขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้สำรวจความรู้สึก ปฏิกิริยาตอบสนองของตนเอง ที่มีต่อกิจกรรมหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น กระตุ้นให้นักศึกษาเล่าว่าตอนนั้นรู้สึกอย่างไรบ้าง ตื่นเต้น กังวล ไม่มั่นใจ สนุก มั่นใจในส่วนใด มีผลอย่างไรต่อการตัดสินใจต่าง ๆ ของนักศึกษา เป็นต้น

          3. ขั้นตอนวิเคราะห์ (Analysis Phase) คือ ขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนสะท้อนคิดถึงรายละเอียดของกิจกรรมหรือเหตุการณ์ โดยผู้สอนทำหน้าที่กระตุ้นและสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้เรียน พร้อมทั้งช่วยชี้ให้ผู้เรียนเห็นถึงจุดที่ตนเองยังมีความรู้หรือทักษะที่สามารถเรียนรู้ได้เพิ่มเติม เช่น กระตุ้นให้นักศึกษาได้คิดวิเคราะห์สิ่งที่ได้กระทำไป เพราะเหตุผลใด มีกระบวนการคิดอะไรอยู่ ใช้หลักการอะไร แล้วผู้สอนให้คำแนะนำนักศึกษา ในความรู้ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน แนะนำ guideline ที่ควรทราบ เทคนิคหัตถการที่ควรมีควรเสริมเพิ่ม แนะนำแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่นักศึกษาสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มด้วยตนเองได้ เป็นต้น

          4. ขั้นตอนสรุป (Summary Phase) คือ ขั้นตอนที่สรุปการเรียนรู้ที่ได้รับผ่านกิจกรรมหรือเหตุการณ์ทั้งหมดอีกครั้ง ผู้โดยมีผู้สอนคอยชื้แนะแนวทางในการนำไปประยุกต์เพิ่มเติมกับผู้ป่วยจริงต่อไป เช่น ให้นักศึกษาเล่าว่าหลังจากจบกิจกรรมนี้แล้ว นักศึกษาจะนำไปประยุกต์ใช้อย่างไรบ้าง มีข้อจำกัดใดบ้างหรือไม่ในการนำไปใช้ และผู้สอนแนะนำนักศึกษาเพิ่มเติมว่าควรเพิ่มส่วนใด หรือปรับส่วนใดเพื่อให้การประยุกต์มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น

          นอกจากการเรียนแบบ simulation-based แล้ว debriefing ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับการเรียนแบบสถานการณ์จริงอีกด้วย โดยใช้เป็น post-scenario activity คือกิจกรรมหลังจากดูแลผู้ป่วยจริงเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว เป็นต้น


ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ Debriefing:
เมื่อผู้สอนที่ไม่เข้าใจหลักการ debriefing ดีพอนั้น พยายามนำวิธีการนี้ไปใช้ อาจจะทำให้สมดุลของทั้ง 2 ฝั่งเสียไปได้ เช่น ให้ผู้เรียนเป็นผู้ให้ข้อมูลอยู่ฝ่ายเดียว หรือผู้สอนเองเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำโดยที่ไม่ได้เปิดโอกาสหรือกระตุ้นให้ผู้เรียนได้สื่อสารกลับมากพอ ซึ่งขัดกับหลักการของ debriefing ทำให้ประสิทธิภาพด้อยลงและอาจผิดจุดประสงค์ได้ เพราะฉะนั้นผู้สอนจึงควรมีความเข้าใจใน debriefing ก่อนที่จะนำไปใช้ปฏิบัติจริง เพื่อไม่ให้เกิดการเสียโอกาสและเวลาขึ้นโดยไม่จำเป็น อีกส่วนหนึ่งคือการ debriefing นั้น ไม่จำเป็นต้องทำหลังกิจกรรมเสร็จสมบูรณ์แล้วเสมอไป สามารถมีการหยุดกิจกรรมกลางคันเมื่อมีเหตุสมควรและทำการ debriefing ก่อน เพื่อกระตุ้นการสะท้อนคิดและให้ผู้เรียนได้ปรับการปฏิบัติหรือการเรียนรู้ ก่อนที่จะดำเนินกิจกรรมต่อไปได้ ผู้สอนที่ยังไม่เข้าใจ debriefing อาจจะพลาดโอกาสส่งเสริมการเรียนรู้ในสถานการณ์เช่นตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นได้

References

1. Carey JM, Rossler K. The how when why of high fidelity simulation. [Updated 2023 May 1]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; [cited 2025 Feb 20]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK559313/

2. Lewis KL, Bohnert CA, Gammon WL, Hölzer H, Lyman L, Smith C, et al. The association of standardized patient educators (ASPE) standards of best practice (SOBP). Advances in Simulation 2017;2:10.


3. Brennan BA. Prebriefing in healthcare simulation: a concept analysis. Clinical Simulation in Nursing 2021;56:155-62.


4. INACSL Standards Committee. The debriefing process. In: International Nursing Association for Clinical Simulation and Learning. Healthcare Simulation Standards of Best Practice. Illinois ; 2025 p. 25-8

นพ.ธฤต ปัญจวัฒนคุณ
แพทย์ใช้ทุน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE) 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

ธฤต ปัญจวัฒนคุณ. สับ สรรพ ศัพท์: High Fidelity Simulation, Role-Portrayal, Pre-Brief, Debriefing. SHEE J. 2026;7(1): e260110
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/journals-th/issue1-2026/10-1-2026




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates