- 01) Executive Talk: Enhancing health science education with Standardized Patients (SPs) (8 views)
- 02)ผู้ป่วยมาตรฐานกับการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Standardized Patients and health science education) (5 views)
- 03) Learning theories and the uses of Standardized Patients in Medical Schools (3 views)
- 04) การออกแบบสถานการณ์ผู้ป่วยมาตรฐานอย่างมีประสิทธิภาพ: แนวทางเชิงปฏิบัติผ่าน 7 องค์ประกอบ (3 views)
- 05) Assessment with Standardized Patients (4 views)
- 06) Standardized Patients Quality Improvement Project จากผู้ป่วยจำลองสู่ผู้ป่วยมาตรฐาน (2 views)
- 07) Message from Deputy Dean (3 views)
- 08) Students' voice: The Learners' Viewpoints on Standardized Patients (11 views)
- 09) เชิด-ชู: ผู้ได้รับรางวัลอายุรแพทย์ดีเด่น ด้านครูแพทย์ ประจำปี 2568 (3 views)
- 10) สับ สรรพ ศัพท์: High Fidelity Simulation, Role-Portrayal, Pre-Brief, Debriefing (5 views)
- 11) Educational Movement: Improving quality of Standardized patients in Thailand (4 views)
- 12) SHEE Sharing: Is the use of standardized patients more effective than role-playing in medical education? A meta-analysis (3 views)
- 13) SHEE Research: Action Research (3 views)
- 14) Click&Go with Technology: Virtual Standardized Patient: What They Can—and Cannot—Replace (3 views)
10
สับ สรรพ ศัพท์: High Fidelity Simulation, Role-Portrayal, Pre-Brief, Debriefing
แพทย์ใช้ทุน
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

สับ สรรพ ศัพท์ ในฉบับนี้ เราจะมาทำความเข้าใจคำศัพท์ที่น่าสนใจทางแพทยศาสตรศึกษา ซึ่งคำศัพท์ที่ยกมาในครั้งนี้ เป็นคำศัพท์ที่น่ารู้ ที่ความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับ Standardized Patients (SPs) และมีความสำคัญในการเรียนการสอนที่สัมพันธ์กับ SP ซึ่งประกอบไปด้วยคำว่า high fidelity simulation, role-portrayal, pre-brief และ debriefing ท่านผู้อ่านอาจจะเคยรู้จักหรือได้ยินคำเหล่านี้มาอยู่บ้าง แต่อาจจะยังนึกถึงความสำคัญของคำเหล่านี้ในทางการศึกษาได้ไม่ชัดเจน หรือการนำไปใช้งานจริงอาจมีการสะดุดอยู่บ้าง ดังนั้นผู้เขียนจึงเชิญชวนทุกท่านมาดูความหมาย ตัวอย่าง และปัญหาที่เกิดจากการเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำเหล่านี้ที่พบได้บ่อย เพื่อสุดท้ายเราจะนำไปพิจารณาจัดวางแผนการศึกษาอย่างไรให้ดีขึ้น และให้คำเหล่านี้เป็นคำที่คุ้นเคยในบริบทการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพให้มากขึ้นต่อไป
1. High Fidelity Simulation คือ การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง โดยมีการผสมผสานองค์ประกอบที่คล้ายสถานการณ์จริงให้มากที่สุด เช่น อุปกรณ์ที่สามารถตอบสนองต่อการตรวจรักษา อารมณ์ความรู้สึกของผู้ป่วย การประสานงานกับสหวิชาชีพอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งสัมพันธ์กับทฤษฎีการเรียนรู้ Kolb’s experiential learning theory คือให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้ลงมือทำจริง ส่งผลให้ผู้เรียนมีความมั่นใจ มีความเป็นผู้นำ สามารถทำงานเป็นทีม สามารถปรับตัวได้รวดเร็วในสถานการณ์จริง
สถานการณ์ตัวอย่าง: อาจารย์แพทย์ได้จัดให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 ได้ฝึก กับสถานการณ์จำลองในผู้ป่วยที่มาด้วยอาการ acute chest pain ใน setting โรงพยาบาลทั่วไป ตั้งแต่ซักประวัติ ตรวจร่างกาย ไปจนถึงการทำ CPR ในฐานะผู้นำทีมและลูกทีมเมื่อผู้ป่วยอาการทรุดลงเฉียบพลัน อีกทั้งให้วางแผนการรักษาต่อไปหลังกู้ชีพเสร็จ พิจารณาการส่งต่อ และฝึกแจ้งข้อมูลกับญาติผู้ป่วย
สอนอย่างไรในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ: การนำ high fidelity simulation จะต้องพิจารณาถึงระดับของผู้เรียน ความพร้อมของผู้เรียน จุดประสงค์ของการเรียนรู้ และผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์ให้ชัดเจนเสียก่อน นอกจากนัั้นต้องตั้งระดับ fidelity หรือความสมจริง ให้สัมพันธ์กับจุดประสงค์และผลลัพธ์ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 5 ด้าน คือ
1. ความสมจริงด้านกายภาพ (Physical Fidelity) คือ สิ่งที่ผู้เรียนสัมผัสได้โดยตรง เช่น อุปกรณ์ แสง เสียง อุณหภูมิ ร่างกายผู้ป่วย ห้องตรวจ เป็นต้น
2. ความสมจริงด้านแนวคิด (Conceptual Fidelity) คือ ระดับความใกล้เคียงกับเหตุการณ์ในชีวิตจริงที่ผู้เรียนต้องพบเจอในอนาคต เช่น การวินิจฉัยที่พบได้บ่อย เรียนรู้การใช้อุปกรณ์ทดแทน การกู้ชีพใน setting ที่อุปกรณ์และบุคลากรจำกัดอย่างโรงพยาบาลชุมชน เป็นต้น
3. ความสมจริงด้านจิตใจ (Psychological Fidelity) คือ สิ่งที่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียน เช่น ความเร่งรีบในสถานการณ์ฉุกเฉิน การแสดงอารมณ์เศร้าของผู้ป่วย เป็นต้น
4. ความสมจริงด้านการปฏิบัติ (Functional Fidelity) คือ ระดับปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับสิ่งที่ต้องลงมือทำ ซึ่งมักจะสัมพันธ์กับการฝึกทักษะทางหัตถการ ยิ่งเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยทักษะสูงก็ยิ่งเพิ่มระดับความสมจริงมากขึ้น เช่น การเย็บแผล การใส่เฝือก การผ่าตัดเปิดช่องท้อง เป็นต้น
5.ความสมจริงด้านสังคม (Sociological Fidelity) คือ ระดับปฏิสัมพันธ์ระหว่างสหวิชาชีพ เช่น นักศึกษาแพทย์มีการฝึกประสานงานกับพยาบาล ติดต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์พิษ เป็นต้น
โดยทั้ง 5 ด้าน อาจจะมีความสัมพันธ์กันโดยตรง หรือแยกส่วนกันชัดเจนก็ได้ การที่ปรับ fidelity ให้เหมาะสมจะทำให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงสถานการณ์จำลองเข้ากับสถานการณ์จริงที่ต้องพบเจอได้อย่างมีประสิทธิภาพ SP มีบทบาทใน high fidelity simulation โดยจำลองการแสดงออกทั้งด้านการเจ็บป่วย ภาษา และอารมณ์ ได้ใกล้เคียงผู้ป่วยจริง ทำให้สามารถช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีที่มักจะมีจำกัดและมูลค่าสูง นอกจากนี้ เทคนิค Moulage เช่น การแต่งแผลบน SP ก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยเสริม fidelity ให้แก่ผู้เรียนได้เช่นกัน ซึ่ง SP อาจจะมีข้อจำกัดใน fidelity บางประการ เช่น ความสมจริงในด้านการตอบสนองทางกายภาพที่ไม่สามารถบังคับได้ หรือ invasive procedure เป็นต้น การผสมผสานระหว่างอุปกรณ์การฝึกที่จำเพาะ เข้ากับการใช้ SP ในการแสดง เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยก้าวข้ามข้อจำกัดในส่วนนี้ได้
ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ High Fidelity Simulation: บ่อยครั้งที่ high fidelity simulation จะถูกตีความว่าเป็นเป็นการจำลองการตรวจผู้ป่วยอย่างละเอียด หัวจรดเท้า มีความซับซ้อนสูง หรือเป็นการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ใช้หุ่นจำลองที่กลไกคล้ายผู้ป่วยจริงมาก แต่ high fidelity simulation นั้น จะต้องเป็นการจัดองค์ประกอบโดยรวมให้ใกล้เคียงความเป็นจริงให้มากที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่แง่มุมของอุปกรณ์ที่ล้ำสมัย แต่ปัจจัยอื่น ๆ แวดล้อม เช่น ข้อจำกัดต่าง ๆ ที่มักพบได้ในสถานการณ์จริงด้วย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การเรียนรู้ได้ตรงกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตั้งเป้าไว้ให้มากที่สุด นอกจากนี้ การมี fidelity ที่สูงใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป ในบางครั้งการมี fidelity ที่สูงมากเกินไป หรือใช้บ่อยมากเกินไป จะทำให้ผู้เรียนมี cognitive load หรือภาระทางความคิดที่สูงเกินจนบั่นทอนการเรียนรู้ได้ และอาจก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยเกินจำเป็น ฉะนั้นการเลือกระดับ fidelity ให้เหมาะสมกับการสอนในแต่ละครั้ง จึงเป็นอีกแง่มุมสำคัญในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ
2. Role-Portrayal คือ การแสดงออกของ SP ในบทบาทที่ได้รับ เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ SP จะต้องกระทำในระหว่างการเรียนรู้สถานการณ์จำลอง ซึ่งจุดประสงค์หลักของขั้นตอนนี้ คือการแสดงบทบาทที่มีความแม่นยำ มีมาตรฐาน และมีความสม่ำเสมอ โดยรายละเอียดของการแสดงจะขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการเรียนรู้ และระดับของผู้เรียน ทำให้ role-portrayal มีความซับซ้อน ต้องอาศัยทักษะการแสดง กับการฝึกซ้อมที่ถูกต้องและเพียงพอ ที่จะทำให้ role-portrayal มีประสิทธิภาพในสถานการณ์จำลอง

สถานการณ์ตัวอย่าง: อาจารย์ต้องการทดสอบประเมินทักษะการซักประวัติ ตรวจร่างกาย การส่งตรวจเพิ่มเติม และการวางแผนรักษา ผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดท้องในการประเมินแพทย์ประจำบ้านชั้นปีที่ 1 สาขาศัลยศาสตร์ จึงได้จัดทำกิจกรรม formative assessment โดยใช้รูปแบบ simulation ที่มีผู้ป่วยจำลองให้แพทย์ประจำบ้านได้ทดสอบ อาจารย์จึงได้มีการนัดแนะชี้แจงกับผู้ป่วยจำลองถึงบทบาทก่อนวันที่ทดสอบ ตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐาน ประวัติการเจ็บป่วย การแสดงอาการ การตอบสนองต่อการตรวจร่างกาย โดยเฉพาะในการตรวจที่จำเพาะบางอย่าง รวมทั้งประวัติของผู้ป่วยที่ทำให้เกิดข้อจำกัดในการรักษา เช่น ความกังวล ฐานะต่าง ๆ อีกทั้งให้ผู้ป่วยจำลองได้ฝึกซ้อมกับอาจารย์โดยตรง ให้ feedback และให้ผู้ป่วยจำลองได้นำกลับไปปรับ ฝึกซ้อมเพิ่มเติม เพื่อให้เมื่อถึงเวลาทดสอบแพทย์ประจำบ้าน จะสามารถวัดได้อย่างละเอียดและแม่นยำให้มากที่สุด
สอนอย่างไรในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ: นอกจากการนำ SP ไปประยุกต์ใช้ในการสอนแล้ว บทบาทของผู้สอนใน role-portrayal ของ SP คือในฐานะผู้ฝึกสอน SP ให้สามารถแสดงบทบาทออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความแม่นยำ และแสดงซ้ำได้อย่างมีความสม่ำเสมอ โดยมีขั้นตอนในการฝึก 5 ขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้
1. ทบทวนจุดประสงค์การเรียนรู้ ขอบเขตความรับผิดชอบ รูปแบบในการเรียนรู้ และโครงสร้างที่วางไว้ ต่างๆ : เช่น เป็นการจัดเพื่อใช้วัดทักษะการตรวจร่างกายของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 ในผู้ป่วยที่มาด้วยอาการไอเรื้อรัง เป็นการสอบ summative OSCE เน้นเป็นการตรวจร่างกายเป็นหลักใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที เป็นต้น
2. ฝึกการแสดงบทบาท : เช่น ให้ข้อมูลและฝึกทบทวนประวัติ อาการของโรค เป็นมานานเท่าไหร่ ต้องแสดงอาการไออยู่เรื่อย ๆ หรือไม่ เวลานักศึกษาฟังเสียงหายใจของปอดต้องหายใจลักษณะใด เป็นต้น
3. ฝึกให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันได้ : เช่น ในกรณีไอเรื้อรัง ถ้านักศึกษาถามอาการระบบอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ต้องตอบอย่างไร ถ้าตรวจร่างกายช่องท้องที่ไม่สัมพันธ์กับบท ต้องแสดงออกอย่างไร เป็นต้น
4. ทำให้บทบาทที่แสดงมีความแม่นยำและมีความสม่ำเสมอ : เช่น ให้ SP ที่ได้รับบทเดียวกัน มาซ้อมบทและสอบถามร่วมกัน เป็นต้น
5. ทำให้ SP มีความพร้อมในการแสดงจริง : เช่น ให้ SP ได้แสดงบทบาทให้ผู้ฝึกสอนเห็นและให้ feedback ก่อนที่จะไปแสดงจริง จัดให้ SP มีเวลาเพียงพอในการฝึกซ้อมบทก่อนถึงวันเวลาแสดงจริง เป็นต้น
อีกสิ่งที่ผู้สอนควรคำนึงถึงในการฝึกสอน role-portrayal ของ SP คือ การสร้างสภาพแวดล้อมการฝึกซ้อมที่ปลอดภัย บทบาทที่ต้องแสดงของ SP ส่วนใหญ่มักจะต้องมีการสัมผัสร่างกาย หรือการนำอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงทำให้ SP จัดเป็นผู้มีความเสี่ยงด้านเหล่านี้ในระหว่างการฝึก ผู้สอนจึงต้องมีความระมัดระวังมากพอ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดหรือความเสียหายที่ไม่ควรเกิด อีกทั้งการฝึกสอนต้องอาศัยการเรียนรู้บทบาทจากฝั่ง SP ด้วย ทำให้ถ้าสภาพแวดล้อมการฝึกซ้อมมีลักษณะที่ตรงตามสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เช่น สอบถามได้อย่างอิสระ ทดลองได้อย่างอิสระ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เป็นต้น จะทำให้การฝึกซ้อม role-portrayal ของ SP มีประสิทธิ และสุดท้ายส่งผลให้ สถานการณ์จำลองที่นำไปประยุกต์ใช้มีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกัน
ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ Role-Portrayal: ด้วยธรรมชาติของความซับซ้อนและรายละเอียดของแต่ละโรค แต่ละอาการนั้น ทำให้ role-portrayal ต้องอาศัยทักษะที่มากพอและความเข้าใจที่ชัดเจน ดังนั้น ผู้สอนที่ไม่เข้าใจถึง role-portrayal อาจไม่ได้มีการใส่ใจในการนัดแนะ ฝึกสอน SP มากพอ หรืออาจจะมองข้ามความสำคัญของ SP ไป เลือกใช้ผู้แสดงที่ทักษะไม่สูงพอในเคสที่มีความยาก ทำให้บทบาทที่แสดงออกมาอาจขาดความสมบูรณ์ หรืออาจเกิดความผิดพลาด แสดงบทบาทออกมาผิดได้ โดยเฉพาะองค์ประกอบย่อยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อการแสดงบทบาทที่สำคัญ ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้หรือการทดสอบหยุดชะงัก หรือผิดจุดประสงค์ได้
3. Pre-Brief คือ กระบวนการเตรียมความพร้อมและกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนก่อนเริ่มปฏิบัติงานในสถานการณ์จำลองในทันที โดยมีผู้สอนคอยชี้นำ แจ้งจุดประสงค์ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวกิจกรรม ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้สึกมั่นใจ รู้สึกปลอดภัย กล้าที่จะลงมือทำมาขึ้น กระตุ้นความร่วมมือและพยายามทำให้บรรลุจุดประสงค์ ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มลงมือทำกิจกรรมจริง
สถานการณ์ตัวอย่าง: นักศึกษาแพทย์ปี 3 ได้เข้าร่วมกิจกรรม workshop ฝึกซักประวัติตรวจร่างกายกับผู้ป่วยจำลอง โดยก่อนเริ่มกิจกรรมประมาณ 15 นาที อาจารย์ได้มีการแจ้งจุดประสงค์ในการเรียนรู้ มีการคุยแลกเปลี่ยนความรู้พื้นฐานการซักประวัติตรวจร่างกาย แจ้งอาการที่นำผู้ป่วยมาโรงพยาบาล ให้นักศึกษาได้ลองคิดวางแผน โดยที่จะให้ซักประวัติให้เรียบร้อยก่อนจึงให้ตรวจร่างกาย หลังจากนั้นแนะนำนักศึกษาแพทย์ให้รู้จักผู้ป่วยจำลอง แนะนำอุปกรณ์ที่ต้องใช้ เช่น หูฟัง ไม้เคาะ และแจ้งให้นักศึกษาสามารถลองผิดลองถูกได้อย่างอิสระโดยที่อาจารย์จะคอยดูแลอยู่ข้าง ๆ ตลอด แล้วจึงเริ่มกิจกรรม
สอนอย่างไรในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ: กระบวนการ pre-brief ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ สามารถนำมาใช้สร้างความเข้าใจแก่ผู้เรียนก่อนเริ่มกิจกรรมหรือสถานการณ์จำลอง เริ่มจากการแจ้งวัตถุประสงค์การเรียนรู้ในครั้งนั้น ๆ ก่อน หลังจากแจ้งวัตถุประสงค์การเรียนรู้แล้ว ขั้นต่อไปคือผู้สอนให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์จำลองนั้นแก่ผู้เรียน โดยข้อมูลที่ให้ควรมีอย่างน้อย 5 องค์ประกอบ คือ
1. แนะนำอุปกรณ์และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในสถานการณ์จำลอง : เช่น อุปกรณ์มีอะไรบ้าง ใช้อย่างไร บริเวณใดอยู่ในขอบเขตของสถานการณ์จำลอง เป็นต้น
2. อธิบายโครงสร้างและขั้นตอนของสถานการณ์จำลอง : เช่น แผนการที่จะทำในครั้งนี้ บอกลำดับจะทำสิ่งใดก่อนหลัง ซักประวัติคนไข้ก่อน แล้วค่อยตรวจร่างกาย เป็นต้น
3. กระตุ้นพฤติกรรมที่คาดหวังให้ผู้เรียนแสดงออกมา : โดยมีองค์ประกอบย่อย อีก 4 องค์ประกอบ ได้แก่
3.1. การกำหนดบทบาทของผู้เรียนและผู้สอน
3.2. ทักษะที่ผู้เรียนควรมีและฝึกนำมาใช้ในสถานการณ์จำลอง
3.3. วิธีการประเมินผู้เรียน
3.4. กฎเกณฑ์ และ guidelines ในการทำกิจกรรมในสถานการณ์จำลอง
4. แจ้งระดับความสมจริง หรือ fidelity : เช่น สถานการณ์จำลองนี้มีความสมจริงปานกลาง มีผู้ป่วยจำลองให้ แต่อาจจะทำ invasive procedure ไม่ได้ เป็นต้น
5. กำหนดสิ่งที่พึงระวังเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการเรียนรู้ : เช่น ข้อควรระวังในการใช้อุปกรณ์ อนุญาตให้ลองผิดลองถูกได้ในขอบเขตที่กำหนด ย้ำเตือนว่าให้เกียรติซึ่งกันและกันอยู่เสมอ เป็นต้น
นอกจากนี้ โดยธรรมชาติของสถานการณ์จำลองนั้น อาจจะมีข้อจำกัดในแง่ต่าง ๆ ที่ทำให้กิจกรรมในครั้งนั้นมีความแตกต่างจากสถานการณ์จริงไปได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้สอนต้องเข้าใจในข้อจำกัดของสถานการณ์จำลอง และเน้นย้ำผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงให้มากที่สุด
ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ Pre-Brief: Pre-Brief มักจะถูกมองว่าเป็นการแนะนำหรือปฐมนิเทศก่อนเริ่มกิจกรรมเท่านั้น ทำให้สิ่งที่กระทำในการปฐมนิเทศจะจำกัดอยู่ประมาณ การแจ้งจุดประสงค์ แนะนำอุปกรณ์ต่าง ๆ และลำดับขั้นตอนในสถานการณ์จำลอง ซึ่งการเตรียมความพร้อมด้านดังกล่าวนั้นมีความสำคัญ แต่จะยังไม่ครบองค์ประกอบของ pre-brief โดยเฉพาะองค์ประกอบที่กระตุ้นผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น และสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย มักจะเป็นส่วนที่ขาดหายไปในการทำ pre-brief ของผู้สอนที่ยังมีความเข้าใจไม่ละเอียดดีพอ ทำให้เสียโอกาสกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้เรียนอาจไม่กล้าลองผิดลองถูกอย่างเต็มที่ และอาจทำให้สถานการณ์จำลองมีประสิทธิภาพไม่สูงเท่าที่ควรเป็น
4. Debriefing คือ วิธีการในการสะท้อนคิดรูปแบบหนึ่ง ที่คล้ายกับการผนวกการ feedback กับ reflection เข้าด้วยกัน debriefing มีความต่างจากการ feedback กับ reflection ในลักษณะที่ feedback กับ reflection มักจะเป็นกระบวนการทางเดียว ส่วน debriefing นั้นเป็นกระบวนการ 2 ทาง กล่าวคือ debriefing ต้องมีองค์ประกอบของทั้งทางฝั่งผู้เรียนและผู้สอนในการทำ debriefing ในแต่ละครั้งด้วยสัดส่วนใกล้เคียงกัน ซึ่งแตกต่างจาก feedback หรือ reflection ที่จะเน้นฝั่งผู้สอนหรือฝั่งผู้เรียนฝั่งใดฝั่งหนึ่งเป็นหลัก ทำให้การทำ debriefing เป็นกระบวนการสะท้อนคิดที่ไม่เพียงแต่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิด แต่ยังมีความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในการชี้แนะพัฒนาต่อไปอย่างเป็นระบบอีกด้วย สำหรับในเชิงนิยามคำศัพท์นั้น อาจจะต้องระวังสับสนกับคำศัพท์ที่มีความคล้ายคลึงและมีความเชื่อมโยงกัน คือคำว่า "Debriefing Process" ซึ่งเป็นกระบวนการสรุปการเรียนรู้โดยรวม แต่มีความหมายไม่ตรงกับคำว่า debriefing ในบริบทนี้

สถานการณ์ตัวอย่าง: ขณะที่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 ได้ปฏิบัติงานอยู่ในแผนกฉุกเฉิน ได้มีการจัด simulation เคสผู้ป่วย blunt abdominal trauma ที่สัญญาณชีพที่อยู่เกณฑ์ปกติ อาจารย์ผู้สอนได้นัดแนะและให้นักศึกษาทดลองประเมินผู้ป่วยและทำ FAST ultrasound กับผู้ป่วยจำลอง หลังจากที่ได้ทดลองทำโดยที่มีอาจารย์ช่วยดูแลกำกับเสร็จแล้ว อาจารย์ได้ให้นักศึกษาได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ตนเองได้ทำไปให้ฟัง กระตุ้นให้นักศึกษาคิดถึงวิธีการพัฒนาทักษะตน และได้ให้ feedback กับนักศึกษาอย่างสร้างสรรค์เพื่อนำไปพัฒนาตนเองต่อไป
สอนอย่างไรในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ: การนำวิธีการ debriefing ไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องอาศัยการวางแผนการเรียนรู้ในแต่ละครั้งอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและกระตุ้นการเรียนรู้ให้มากที่สุด โดยสามารถแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ๆ ได้ดังนี้
1. ขั้นตอนบรรยาย (Description Phase) คือ ขั้นตอนที่ผู้สอนกล่าวย้ำให้ผู้เรียนระลึกถึงจุดประสงค์ของการทำกิจกรรมในครั้งนั้นซ้ำอีกครั้ง และชี้แจงจุดประสงค์ของการทำ debriefing ให้ผู้เรียนได้รับทราบ เช่น ลองสอบถามนักศึกษาว่าเข้าใจและจำจุดประสงค์ของกิจกรรมได้หรือไม่ และคิดว่าได้ทำตามหรือตอบจุดประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ อีกทั้งแจ้งว่าผู้สอนจะทำการ debriefing กับนักศึกษาซึ่งจะเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองจากทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อให้นักศึกษาได้ทบทวน ปรับความเข้าใจและนำไปใช้ต่อได้ในอนาคต เป็นต้น
2. ขั้นตอนตอบสนอง (Reaction Phase) คือ ขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้สำรวจความรู้สึก ปฏิกิริยาตอบสนองของตนเอง ที่มีต่อกิจกรรมหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น กระตุ้นให้นักศึกษาเล่าว่าตอนนั้นรู้สึกอย่างไรบ้าง ตื่นเต้น กังวล ไม่มั่นใจ สนุก มั่นใจในส่วนใด มีผลอย่างไรต่อการตัดสินใจต่าง ๆ ของนักศึกษา เป็นต้น
3. ขั้นตอนวิเคราะห์ (Analysis Phase) คือ ขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนสะท้อนคิดถึงรายละเอียดของกิจกรรมหรือเหตุการณ์ โดยผู้สอนทำหน้าที่กระตุ้นและสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้เรียน พร้อมทั้งช่วยชี้ให้ผู้เรียนเห็นถึงจุดที่ตนเองยังมีความรู้หรือทักษะที่สามารถเรียนรู้ได้เพิ่มเติม เช่น กระตุ้นให้นักศึกษาได้คิดวิเคราะห์สิ่งที่ได้กระทำไป เพราะเหตุผลใด มีกระบวนการคิดอะไรอยู่ ใช้หลักการอะไร แล้วผู้สอนให้คำแนะนำนักศึกษา ในความรู้ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน แนะนำ guideline ที่ควรทราบ เทคนิคหัตถการที่ควรมีควรเสริมเพิ่ม แนะนำแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่นักศึกษาสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มด้วยตนเองได้ เป็นต้น
4. ขั้นตอนสรุป (Summary Phase) คือ ขั้นตอนที่สรุปการเรียนรู้ที่ได้รับผ่านกิจกรรมหรือเหตุการณ์ทั้งหมดอีกครั้ง ผู้โดยมีผู้สอนคอยชื้แนะแนวทางในการนำไปประยุกต์เพิ่มเติมกับผู้ป่วยจริงต่อไป เช่น ให้นักศึกษาเล่าว่าหลังจากจบกิจกรรมนี้แล้ว นักศึกษาจะนำไปประยุกต์ใช้อย่างไรบ้าง มีข้อจำกัดใดบ้างหรือไม่ในการนำไปใช้ และผู้สอนแนะนำนักศึกษาเพิ่มเติมว่าควรเพิ่มส่วนใด หรือปรับส่วนใดเพื่อให้การประยุกต์มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น
นอกจากการเรียนแบบ simulation-based แล้ว debriefing ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับการเรียนแบบสถานการณ์จริงอีกด้วย โดยใช้เป็น post-scenario activity คือกิจกรรมหลังจากดูแลผู้ป่วยจริงเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว เป็นต้น
ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ Debriefing: เมื่อผู้สอนที่ไม่เข้าใจหลักการ debriefing ดีพอนั้น พยายามนำวิธีการนี้ไปใช้ อาจจะทำให้สมดุลของทั้ง 2 ฝั่งเสียไปได้ เช่น ให้ผู้เรียนเป็นผู้ให้ข้อมูลอยู่ฝ่ายเดียว หรือผู้สอนเองเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำโดยที่ไม่ได้เปิดโอกาสหรือกระตุ้นให้ผู้เรียนได้สื่อสารกลับมากพอ ซึ่งขัดกับหลักการของ debriefing ทำให้ประสิทธิภาพด้อยลงและอาจผิดจุดประสงค์ได้ เพราะฉะนั้นผู้สอนจึงควรมีความเข้าใจใน debriefing ก่อนที่จะนำไปใช้ปฏิบัติจริง เพื่อไม่ให้เกิดการเสียโอกาสและเวลาขึ้นโดยไม่จำเป็น อีกส่วนหนึ่งคือการ debriefing นั้น ไม่จำเป็นต้องทำหลังกิจกรรมเสร็จสมบูรณ์แล้วเสมอไป สามารถมีการหยุดกิจกรรมกลางคันเมื่อมีเหตุสมควรและทำการ debriefing ก่อน เพื่อกระตุ้นการสะท้อนคิดและให้ผู้เรียนได้ปรับการปฏิบัติหรือการเรียนรู้ ก่อนที่จะดำเนินกิจกรรมต่อไปได้ ผู้สอนที่ยังไม่เข้าใจ debriefing อาจจะพลาดโอกาสส่งเสริมการเรียนรู้ในสถานการณ์เช่นตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นได้
References
2. Lewis KL, Bohnert CA, Gammon WL, Hölzer H, Lyman L, Smith C, et al. The association of standardized patient educators (ASPE) standards of best practice (SOBP). Advances in Simulation 2017;2:10.
3. Brennan BA. Prebriefing in healthcare simulation: a concept analysis. Clinical Simulation in Nursing 2021;56:155-62.
4. INACSL Standards Committee. The debriefing process. In: International Nursing Association for Clinical Simulation and Learning. Healthcare Simulation Standards of Best Practice. Illinois ; 2025 p. 25-8
นพ.ธฤต ปัญจวัฒนคุณ
แพทย์ใช้ทุน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email :







