03) Learning theories and the uses of Standardized Patients in Medical Schools

สารบัญ
Go Back

03

Learning theories and the uses of Standardized Patients in Medical Schools

รศ. พญ.ธัชวรรณ จิระติวานนท์
ภาควิชาวิสัญญีวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Image

          การศึกษาแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านจากการเน้นการบรรยาย (Lecture-based) ไปสู่การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มากขึ้น หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลอง (Simulation-based medical education) ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผู้สอนเป็นผู้สร้างประสบการณ์ให้กับผู้เรียน เหมือนเป็นสนามจำลองของการทำงานก่อนที่ผู้เรียนจะได้ไปพบสถานการณ์จริง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ประยุกต์ใช้ความรู้ของตนโดยไม่กดดัน ได้ลองผิดเพื่อการเติบโต ได้ลองถูกเพื่อการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยมีเครื่อง/สื่อจำลอง (simulator) มาช่วยในการจำลอง

          ผู้ป่วยจำลอง (SP) ไม่ใช่เพียงแค่ "นักแสดง" แต่คือสื่อกลางการสอนสถานการณ์จำลองที่มีชีวิต ซึ่งถูกออกแบบมาโดยอิงทฤษฎีการเรียนรู้ที่สำคัญหลายประการ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะทางคลินิก ทักษะการสื่อสาร และความเป็นมืออาชีพ บทความนี้จะสำรวจทฤษฎีเบื้องหลังที่ทำให้การเรียนรู้ผ่าน SP รวมถึงวิเคราะห์บทบาทการนำ SP มาใช้ในปัจจุบัน

ทฤษฎีการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (Experiential learning theory)

          ทฤษฎีการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของ David Kolb ได้อธิบายหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพผ่านประสบการณ์ ว่าเกิดจากกระบวนการ 4 ขั้นตอนที่เป็นวัฏจักร ดังนี้

          1.Concrete Experience (ประสบการณ์ตรง): ผู้เรียนเข้ามามีส่วนร่วมในประสบการณ์ที่มีความหมาย ตรงกับบริบทของผู้เรียน ในมุมของการสอนด้วย SP คือ การสร้างประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ซึ่งการมีปฏิสัมพันธ์นี้ เมื่อร่วมกับบริบทที่เหมาะสมกับผู้เรียน ตรงต่อความต้องการในการเรียนรู้จะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Image

          2.Reflective Observation (การสะท้อนคิด): คือกระบวนการสะท้อนคิดหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม ผู้เรียนที่สามารถทำการสะท้อนคิดได้ด้วยตัวเอง จะสามารถพัฒนาตัวเองได้อยู่เสมอ หากแต่ในความเป็นจริง การสะท้อนคิดมักเกิดขึ้นอย่างไม่มีระบบ ผู้สอนมีหน้าที่ในการนำกระบวนการคิดนี้ให้ผู้เรียนได้สำรวจตัวเอง ผ่านการถามคำถามผู้เรียน

Image

          3. Abstract Conceptualization (การสรุปเป็นความคิดรวบยอด): เป็นช่วงที่ผู้เรียนเชื่อมโยงประสบการณ์ที่เพิ่งได้เจอเข้ากับหลักการ ความรู้ ทฤษฎี ที่เคยได้เรียนรู้มา ซึ่งอาจมีความเข้าใจที่ผิดหรือคลาดเคลื่อนได้ เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่

          4. Active Experimentation (การลงมือทดลองใหม่): ผู้เรียนนำสิ่งที่ได้ตกผลึกทางความคิด ไปใช้ในการฝึกครั้งต่อไปหรือกับผู้ป่วยจริง

          จะเห็นได้ว่ากระบวนการทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อผู้เรียนได้มีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ และได้ผ่านการทำ Debriefing (การประมวลการเรียนรู้หลังเสร็จสิ้นสถานการณ์) โดยมีผู้สอนเป็นสื่อกลางในการดำเนินไป SP ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างดี สามารถทำหน้าที่ในการนำ debriefing ได้เช่นเดียวกัน


การฝึกฝนทักษะอย่างตั้งใจ (Deliberate Practice)
          ตามแนวคิดของ Anders Ericsson ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้เกิดขึ้นจากพรสวรรค์ แต่เกิดจากการฝึกฝนที่ถูกต้องอย่างตั้งใจ (Deliberate Practice) องค์ประกอบ 5 ประการที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการใช้เรียนการสอนโดยการใช้ SP จะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนดังนี้:

          1. แรงจูงใจ (Motivation): การโต้ตอบกับมนุษย์จริงสร้าง Psychological Fidelity หรือความสมจริงทางจิตวิทยาที่สูงกว่าหุ่นจำลอง กระตุ้นให้นักศึกษาเกิดความตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

          2. การมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน (Defined Objectives): สถานการณ์ที่ผู้ป่วยมาตรฐานสวมบทบาทจะถูกออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อให้นักศึกษาโฟกัสที่ทักษะใดทักษะหนึ่ง เช่น การซักประวัติในสถานการณ์ยากต่อการวินิจฉัย  หรือการสื่อสารข้อมูลที่เกิดจากความผิดพลาดทางการแพทย์

          3. ตัวชี้วัดที่เชื่อถือได้ (Measurable Metrics): การใช้ผู้ป่วยมาตรฐานช่วยเพิ่มมุมมองของผู้ป่วยในการประเมิน โดยหาก SP ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี จะส่งผลให้การประเมินมีความเที่ยงตรงและเป็นกลาง ผ่านแบบประเมินที่ได้มาตรฐาน สามารถสังเกตพฤติกรรมได้

          4. การฝึกซ้ำอย่างจดจ่อ (Focused, Repetitive Practice): ข้อได้เปรียบสูงสุดของการเรียนรู้ผ่าน SP คือการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ผิดพลาด และ ทำซ้ำในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย นักศึกษาสามารถฝึกทักษะที่ตนเองยังไม่ชำนาญซ้ำๆ จนเกิดความมั่นใจก่อนเข้าสู่การปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยจริง

          5. ข้อมูลย้อนกลับที่นำไปปฏิบัติได้ (Actionable Feedback): ผู้ป่วยมาตรฐานสามารถให้ข้อมูลย้อนกลับแบบทันท่วงที (Real-time Feedback) โดยเฉพาะในมุมมองของคนไข้ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากจากการเรียนรู้รูปแบบอื่น


ทฤษฎีปัญญาสังคมและการรับรู้ความสามารถตนเอง (Social Cognitive Theory & Self-Efficacy)
          แนวคิดของ Albert Bandura ได้มองปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จว่าเกิดจากปฏิสัมพันธ์ของบุคคล พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง การเรียนกับ SP ได้สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety) ผู้เรียนสามารถทดลองพฤติกรรม สื่อสาร และตัดสินใจทางคลินิกได้โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยจริง สิ่งแวดล้อมดังกล่าวช่วยลดความวิตกกังวล เพิ่มความกล้าในการลงมือปฏิบัติ และเอื้อต่อการเกิดประสบการณ์แห่งความสำเร็จ (mastery experience) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้าง self-efficacy และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในสถานการณ์จริง

Image

ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้และการเรียนรู้ตามบริบท (Constructivism & Situated Learning)

          ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้มองว่าความรู้ไม่ได้ถูกถ่ายทอดจากผู้สอนไปยังผู้เรียนโดยตรง แต่ถูกสร้างขึ้นผ่านปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม สังคม และบริบททางวัฒนธรรม กรอบแนวคิดนี้มุ่งอธิบายกระบวนการที่ผู้เรียนสร้างความเข้าใจและความหมายของประสบการณ์การเรียนรู้ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นหรือพฤติกรรมรายบุคคล

  • Authenticity: ผู้ป่วยมาตรฐานที่แสดงอารมณ์ สีหน้า และท่าทางที่สมจริง ช่วยสร้างบริบทการเรียนรู้ที่ใกล้เคียงความเป็นจริง ทำให้ผู้เรียนไม่ได้เรียนรู้เพียงคำอธิบายเชิงตำราของโรค แต่เข้าใจภาพรวมของความเจ็บป่วยในฐานะประสบการณ์ของมนุษย์ (illness script)

  • Scaffolding: การเรียนรู้ผ่าน SP สามารถออกแบบระดับความซับซ้อนของสถานการณ์ให้สอดคล้องกับจุดพัฒนาการของผู้เรียน เช่น นักศึกษาแพทย์ชั้นต้นอาจฝึกการซักประวัติอาการนำ ขณะที่แพทย์ประจำบ้านต้องฝึกการจัดการสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์หรือความขัดแย้งมากขึ้น

          สำหรับการประยุกต์ใช้คนไข้จำลองในหลักสูตรแพทยศาสตรศึกษา ปัจจุบันได้มีการนำ SP มาใช้ในหลากหลายบริบทมากขึ้น เพื่อให้การใช้ผู้ป่วยมาตรฐานมีประสิทธิภาพและมีจริยธรรม องค์กร ASPE (Association of Standardized Patient Educators) ได้กำหนดมาตรฐานเพื่อใช้ในการฝึกฝนและการบริหารจัดการผู้ป่วยมาตรฐาน บนพื้นฐานของความปลอดภัย วิธีการเขียนบทและสร้างเคสคนไข้จำลองที่ถูกต้อง วิธีการฝึกฝนให้แสดงบทบาทให้ได้มาตรฐานและให้ Feedback ที่ดี การบริหารจัดการโครงการผู้ป่วยมาตรฐานอย่างเป็นระบบ และ การประเมินผลผู้เรียนอย่างเที่ยงตรง โดยบริบทที่มีการนำผู้ป่วยมาตรฐานมาใช้ เช่น

  • การเรียนการสอนในชั้นคลินิก: เป็นบริบทที่คุ้นเคยที่สุด โดยใช้ SP เป็นสะพานเชื่อมก่อนนักศึกษาจะไปพบผู้ป่วยจริง เช่น ฝึกทักษะการสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย การสื่อสารในภาวะวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข่าวร้าย การแจ้งข้อมูลเมื่อเกิดความผิดพลาดทางการแพทย์

  • การประเมินผลโดยเฉพาะในการสอบ OSCE (Objective Structured Clinical Examination): SP เป็นหัวใจหลักในการทดสอบสมรรถนะ โดยสวมบทบาทเป็นผู้ป่วยในสถานีต่างๆ โดย SP ที่มารับหน้าที่นี้ จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนและซักซ้อมเพื่อให้มั่นใจว่านักศึกษาทุกคนได้รับการทดสอบที่ได้มาตรฐานและเป็นธรรม ภายใต้ตัวชี้วัดเดียวกัน โดยเฉพาะหากนำมาใช้ในการสอบระดับ high stake เช่น ในการประเมินเพื่อใบประกอบวิชาชีพ หรือการสอบบอร์ดเฉพาะทาง

  • บริบทการทำงานร่วมกันข้ามวิชาชีพ: มีการใช้ SP เป็นศูนย์กลางในการฝึกการสื่อสารระหว่างวิชาชีพ (Interprofessional Communication) เพื่อเสริมความสมจริงของสถานการณ์ เช่น การจำลองสถานการณ์ที่แพทย์ พยาบาล และเภสัชกร ต้องส่งต่อข้อมูลคนไข้ เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนทางการแพทย์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน กลุ่มสหสาขาวิชาชีพที่เข้าร่วมสถานการณ์ จะได้รับฝึกฝนและปลูกฝังการมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกัน

  • นอกจากนี้ SP ยังมีบทบาทในการทำวิจัย โดยมักได้รับการวางให้เป็นมาตรฐานของมนุษย์ในการทำการวิจัย ที่ต้องการวัดความเป็นมนุษย์ หรือ การเป็น confederate ในสถานการณ์จำลองทางการแพทย์อื่นๆ รวมถึง การประเมินมาตรฐานของการให้บริการ เช่น อาจแฝงตัวมาเป็นผู้ป่วยเพื่อดูคุณภาพการให้บริการของหน่วยงาน เป็นต้น


บทสรุป
          จะเห็นได้ว่า แม้วิวัฒนาการของโลกนี้จะก้าวไปไกลแค่ไหน แต่สิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ให้ความสำคัญที่สุดคือผู้ป่วย ผู้ป่วยมาตรฐานจึงเป็นเสมือนครู ที่สร้างพื้นที่ปลอดภัย ฝึกฝนอย่างมีเป้าหมาย และเสริมสร้างความพร้อมก่อนไปพบกับผู้ป่วยจริง บทบาทของผู้ป่วยมาตรฐาน ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การแสดงตัวตนของผู้ป่วย หากแต่การนำความรู้ในทฤษฎีการศึกษามาประยุกต์ใช้ เพื่อให้การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์

รศ. พญ.ธัชวรรณ จิระติวานนท์
ภาควิชาวิสัญญีวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. 

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

ธัชวรรณ จิระติวานนท์. Learning theories and the uses of Standardized Patients in Medical Schools. SHEE J. 2026;7(1): e260103
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/journals-th/issue1-2026/03-01-2026




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates