- 01) Executive Talk: Enhancing health science education with Standardized Patients (SPs) (7 views)
- 02)ผู้ป่วยมาตรฐานกับการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Standardized Patients and health science education) (4 views)
- 03) Learning theories and the uses of Standardized Patients in Medical Schools (3 views)
- 04) การออกแบบสถานการณ์ผู้ป่วยมาตรฐานอย่างมีประสิทธิภาพ: แนวทางเชิงปฏิบัติผ่าน 7 องค์ประกอบ (2 views)
- 05) Assessment with Standardized Patients (3 views)
- 06) Standardized Patients Quality Improvement Project จากผู้ป่วยจำลองสู่ผู้ป่วยมาตรฐาน (1 views)
- 07) Message from Deputy Dean (2 views)
- 08) Students' voice: The Learners' Viewpoints on Standardized Patients (10 views)
- 09) เชิด-ชู: ผู้ได้รับรางวัลอายุรแพทย์ดีเด่น ด้านครูแพทย์ ประจำปี 2568 (2 views)
- 10) สับ สรรพ ศัพท์: High Fidelity Simulation, Role-Portrayal, Pre-Brief, Debriefing (4 views)
- 11) Educational Movement: Improving quality of Standardized patients in Thailand (3 views)
- 12) SHEE Sharing: Is the use of standardized patients more effective than role-playing in medical education? A meta-analysis (2 views)
- 13) SHEE Research: Action Research (3 views)
- 14) Click&Go with Technology: Virtual Standardized Patient: What They Can—and Cannot—Replace (2 views)
13
SHEE Research: Action Research
ผู้ช่วยอาจารย์
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมาสามเดือนแล้วก็ตาม ผู้เขียนก็ขอใช้โอกาสที่ได้พบกันอีกครั้งในบทความ SHEE Research เพื่อสวัสดีปีใหม่ 2569 แก่ผู้อ่านทุกท่านย้อนหลังค่ะ ใน SHEE Journal สามฉบับหลังที่ผ่านมาของปี 2568 ผู้เขียนได้เรียบเรียงเรื่องราวของข้อควรคำนึงด้านจริยธรรมทางการวิจัยในบริบทของการวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตามรายงานของเบลมองต์ (Belmont Report) สามประการไปแล้ว และเมื่อรายงานดังกล่าวไม่มีหลักการข้อที่สี่ให้กล่าวถึง ผู้เขียนจึงใคร่ขอนำเสนอประเด็นต่อไปเกี่ยวกับการวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพในคอลัมน์ SHEE Research ด้วยคำถามชวนคิดว่า
“ประโยชน์ที่เกิดจากการวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพคืออะไร และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์นั้น”
แน่นอนว่าเป้าประสงค์สูงสุดของการทำวิจัย ไม่ว่าจะเป็นในสาขาใด ย่อมเป็นการตอบคำถามและค้นหาความจริงในสิ่งที่ผู้วิจัยสงสัย ซึ่งคำถามวิจัยและปริศนาธรรมแทบทั้งหมดที่นักวิจัยคิดและเลือกนำมาทำวิจัยเพื่อหาคำตอบมักมาจากสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริง วิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพหลายผลงานก็มีเหตุและแรงบันดาลใจมาจากปัญหาในห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการสอน การเรียน หรือการวัดประเมินผลการเรียนของนักเรียน อย่างไรก็ดี นอกเหนือไปจากงานวิจัยเชิงปริมาณ คุณภาพ หรือแบบผสมวิธีที่ทุกท่านอาจจะรู้จักเป็นอย่างดีแล้ว ก็ยังมีการวิจัยอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกได้ว่าเกิดมาเพื่อใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์จริงโดยเฉพาะ ทั้งยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในประเด็นอันเป็นที่สนใจของผู้วิจัย นั่นก็คือ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) นั่นเองค่ะ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการ แท้จริงเป็นแนวปฏิบัติที่มีมานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงปลายคริสตทศวรรษที่ 1930 (ช่วงปี พ.ศ. 2473) เชื่อกันว่าผู้ริเริ่มวิธีการวิจัยประเภทนี้คือ เคิร์ท เลวิน (Kurt Lewin) นักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกัน และคณะนักศึกษาระดับชั้นปริญญาเอกในสังกัด ที่ร่วมกันทำวิจัยเพื่อพิสูจน์ว่าการเข้าร่วมกิจกรรมโดยสมัครใจและมีความเป็นประชาธิปไตยในย่านชุมชนที่พวกเขาสนใจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่าการเกณฑ์และบังคับเข้าร่วมจริงหรือไม่ นับเป็นจุดเริ่มต้นจากข้างในวงการการศึกษาทางสังคมวิทยา ที่เริ่มเป็นที่นิยมและมีผู้นำมาปรับใช้ในอีกหลายแขนงความรู้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงในแวดวงนักวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ด้วย การวิจัยเชิงปฏิบัติการในการศึกษายุคปัจจุบันยังถูกจำแนกออกเป็น 2 ประเภทย่อย ได้แก่
1. การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบปฏิบัติ (Practical Action Research) เป็นประเภทย่อยของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ที่อาจเกิดจากผู้วิจัยเพียงคนเดียวหรือคณะวิจัยหลายคนก็ได้ จะใช้ระเบียบวิธีและเครื่องมือเก็บข้อมูลวิจัยเชิงปริมาณ คุณภาพ หรือผสมวิธี เช่น แบบสอบถาม การตรวจสอบเอกสาร การสังเกต หรือสัมภาษณ์ก็ได้เช่นกัน แต่ผลิตผลที่เกิดขึ้นจากการวิจัยจะต้องเป็นแผนปฏิบัติการ (action plan) เพื่อแก้ปัญหาในชั้นเรียนอันเป็นคำถามวิจัย และมีการประเมินผลที่เกิดจากการดำเนินแผนปฏิบัติการนั้น
อาจารย์ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพสามารถดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบปฏิบัติได้ในสถานศึกษาของตนเอง เช่น ผลงานวิจัยเชิงปฏิบัติการของแอนเดอร์สันและคณะที่ตีพิมพ์ในวารสาร Medical Teacher เมื่อปี ค.ศ. 2010 มุ่งพัฒนาทักษะการฟังในกลุ่มนักศึกษาสหวิชาชีพทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ (นักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาล นักศึกษาเภสัชศาสตร์ ฯลฯ) ด้วยการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติ (workshop) 3 ครั้ง โดยคณะวิจัยประเมินผลการจัดอบรมแต่ละรอบด้วยการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วม นำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงการอบรมครั้งถัดไป กระทั่งสิ้นสุดการวิจัย ก็ได้รับผลการดำเนินงานเป็นแผนปฏิบัติการจัดการอบรมที่สามารถนำไปใช้พัฒนาทักษะการฟังในกลุ่มนักศึกษาที่มีจำนวนมากขึ้นได้

2. การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) มีจุดมุ่งหมายประหนึ่งเพื่อสร้างแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาวิจัยเช่นกัน ทว่าก็มีจุดประสงค์เพิ่มเติมที่แตกต่างออกไป คือ การส่งเสริมสิทธิ เพิ่มอำนาจแก่บุคคลและชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในชุมชนได้ การวิจัยเชิงปฏิบัติการประเภทย่อยนี้จึงมักมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ในสถาบัน ชุมชน หรือประเด็นปัญหาที่ผู้วิจัยศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยด้วย
ตัวอย่างผลงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่น่าสนใจเกิดขึ้น ณ โรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศเอกวาดอร์ เอสเตรลลา พอร์เตอร์ และคณะจัดทำการวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Medical Teacher เช่นกันเมื่อปี ค.ศ. 2020 ว่าด้วยการหาแนวทางปรับปรุงหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ที่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 และ 5 จำนวนหนึ่งมีส่วนร่วมในการออกแบบแบบสอบถามขอข้อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตร รวมถึงมีส่วนช่วยเข้ารหัส วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพหลังแจกจ่ายแบบสอบถามนั้น ๆ อีกด้วย
หากผู้อ่านศึกษาตัวอย่างข้างต้น เริ่มมองเห็นความเป็นไปได้และมีความสนใจที่จะดำเนินการ ขั้นตอนการวิจัยเชิงปฏิบัติการก็มีความคล้ายคลึงงานวิจัยแบบทั่วไป ตั้งแต่การระบุคำถามวิจัย ออกแบบวิฑีการวิจัยและเก็บข้อมูล ตลอดไปจนถึงการวิเคราะห์และสรุปผลข้อมูลจากการวิจัย ทั้งนี้ กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการยังมีลักษณะพิเศษในส่วนของรายละเอียดปลีกย่อยที่น่าสนใจและควรพิจารณาหลายประการ ดังนี้
- คำถามวิจัยของวิจัยเชิงปฏิบัติการมักจะมีขอบเขตแคบ จำเพาะเจาะจงมากกว่าคำถามวิจัยเชิงปริมาณ คุณภาพ หรือผสมวิธีทั่วไป เนื่องจากวิจัยเชิงปฏิบัติการมีเป้าประสงค์หลักเพื่อหาคำตอบและแนวทางแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริง คำถามวิจัยจึงมักเกี่ยวข้องและสอดคล้องกับบริบทสถานศึกษา นักเรียน และทรัพยากรของผู้วิจัยเอง ไม่จำเป็นต้องกว้างขวางและเน้นการปรับใช้ได้ในบริบทอื่น เช่น อาจารย์ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพควรจะมีแนวทางจัดการอบรมอย่างไร เพื่อพัฒนาทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดีให้แก่นักเรียนด้วยเรื่องราวจากผู้ป่วยที่มีความพิการและผู้ให้ความดูแลของพวกเขา เป็นต้น
- การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง สำหรับงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแล้ว กลุ่มตัวอย่างที่ผู้วิจัยคัดเลือกเพื่อให้เข้าร่วมวิจัยและกลุ่มประชากรที่ผู้วิจัยต้องการนำความรู้ที่ได้จากการวิจัยไปประยุกต์ใช้ด้วยมักเป็นกลุ่มคนเดียวกัน เช่น เมื่ออาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งต้องการวิจัยเพื่อออกแบบการอบรมเพื่อพัฒนาทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดีแก่นักศึกษาแพทย์แล้ว อาจารย์ท่านนั้นก็อาจเลือกขอความยินยอมจากนักศึกษาแพทย์ทุกคนในกลุ่มที่ตนเป็นผู้ดูแลให้เข้าร่วมการวิจัย และเมื่อสิ้นสุดการวิจัยแล้ว รูปแบบการอบรมที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยเชิงปฏิบัติการชิ้นนี้ย่อมถูกนำไปใช้กับนักศึกษาแพทย์กลุ่มเดิม (หรืออาจมีการขยายผู้เข้าร่วมเป็นกลุ่มอื่นก็ได้ หากผู้วิจัยต้องการ)
- กระบวนการดำเนินการวิจัย ผู้อ่านอาจสังเกตได้จากตัวอย่างการวิจัยเชิงปฏิบัติการทั้งสองประเภทข้างต้นแล้วพบว่า ในขณะที่ระเบียบการวิจัยทั่วไป (เชิงปริมาณ คุณภาพ ผสมวิธี) มักจะต้องมีรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานที่ผู้วิจัยจะต้องออกแบบอย่างเป็นแบบแผนตั้งแล้วแต่ก่อนการดำเนินการวิจัยจริง และมักจะไม่เปลี่ยนวิธีการดำเนินงานไปจนกระทั่งสิ้นสุดการวิจัย (หากจำเป็นต้องเปลี่ยน ก็จะต้องผ่านกระบวนการซับซ้อนเพื่อรับรองคุณภาพ เช่น การแจ้งคณะกรรมการจริยธรรมด้านการวิจัยของสถาบันที่สังกัด) วิธีการทดลองและดำเนินตามแผนปฏิบัติการของงานวิจัยเชิงปฏิบัติการมักจะไม่ตายตัว และสามารถเปลี่ยนแปลงได้เรื่อย ๆ ตามผลจากการประเมินระหว่างวิจัย ดังที่ผู้อ่านจะสังเกตเห็นได้จากผลงานวิจัยของแอนเดอร์สันและคณะ ที่มีการทดลองจัดการอบรมกับผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 3 ครั้ง มีการวัดผลที่เกิดจากการจัดอบรมในแต่ละครั้งเพื่อปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดอบรมครั้งต่อไปให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ระดับการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมวิจัย งานวิจัยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงปริมาณมักมีคณะผู้วิจัยเองเป็นผู้ดำเนินการสร้างสรรค์ทั้งหมด ตั้งแต่การระบุคำถามวิจัยไปจนถึงการวิเคราะห์สรุปผล ทั้งยังตั้งอยู่บนหลักปรัชญาและกระบวนทัศน์ที่เชื่อว่าผู้วิจัยจะต้องมีระยะห่างจากสิ่งที่ต้องการศึกษา เพื่อให้สามารถตีความข้อมูลวิจัยอย่างเป็นกลางและปราศจากอคติให้มากที่สุด ทำให้ผู้เข้าร่วมวิจัยมีบทบาทนอกเหนือการเป็นผู้ให้ข้อมูลไม่มาก แม้กระทั่งในงานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่ผู้วิจัยมองตัวเองเป็นหนึ่งในเครื่องมือวิจัย อนุญาตให้ตนเองและคณะเข้าใกล้กลุ่มตัวอย่างที่ต้องการศึกษามากขึ้น รวมทั้งมีกระบวนการ member checking ที่ผู้วิจัยอาจต้องถามผู้เข้าร่วมวิจัยผู้ให้ข้อมูลว่าตนตีความข้อมูลถูกต้องหรือไม่ ระดับการมีส่วนร่วมของผู้วิจัยในงานวิจัยเชิงปฏิบัติการจึงมีมากกว่างานวิจัยทั่วไปอย่างชัดเจน เช่นในตัวอย่างงานวิจัยของเอสเตรลลา พอร์เตอร์ และคณะ ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาแพทย์ผู้เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรแพทยศาสตร์ จัดเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholder) ในโรงเรียนแพทย์ของผู้วิจัย ได้เข้ามาร่วมออกแบบโจทย์ในแบบสอบถาม ทั้งยังได้ร่วมตีความข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามในภายหลังร่วมกับคณะผู้วิจัย เพราะหัวใจสำคัญของการวิจัยเชิงปฏิบัติการคือการสร้างคำตอบแก่คำถามสำหรับนำไปแก้ไขปัญหาจริงที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังเผชิญอยู่นั่นเอง
แม้จะมีประโยชน์และลักษณะที่น่าสนใจหลายประการ ผู้เขียนก็เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านอาจสังเกตเห็นว่าการวิจัยเชิงปฏิบัติการก็มีข้อจำกัดอยู่หลายประการเช่นกัน อาทิ คำถามและรูปแบบการวิจัยที่ความจำเพาะเจาะจงต่อบางบริบทอาจทำให้ผู้ศึกษางานวิจัยต่อนำความรู้และวิธีการวิจัยไปใช้ต่อในบริบทอื่นได้ยาก (มีปัญหาทางด้าน generalizability และ/หรือ transferability) หรือการมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยเป็นอย่างมากของผู้เข้าร่วมวิจัยก็อาจทำให้การวิจัยมีความเที่ยงตรง น่าเชื่อถือน้อยลง (เกิด threats to validity) เนื่องจากอคติของผู้วิจัยและผู้เข้าร่วมวิจัย มาตรการเพิ่มคุณภาพผลงานวิจัยจึงไม่ต่างไปจากหลากหลายวิธีที่ใช้กับงานวิจัยทั่วไป เช่น การบรรยายบริบทการวิจัยให้ละเอียดและชัดเจน (thick description) เพื่อให้ผู้อ่านบทความวิจัยทราบที่มา ความสำคัญ และอาจนำวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการไปใช้ในบริบทของตัวเองได้ หากพบว่าบริบทของตนกับเจ้าของบทความวิจัยมีความคล้ายคลึงกัน การชี้แจงกระบวนการวิจัยโดยละเอียด แจ้งปัจจัยที่อาจทำให้เกิดอคติในการตีความข้อมูล เช่น พื้นหลังทางการศึกษาและความเชี่ยวชาญของคณะวิจัย บริบทที่ทำให้ผู้เข้าร่วมวิจัยอาจมีอคติที่ส่งผลต่อการตีความข้อมูล รวมถึงการตรวจสอบ เก็บข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อเปรียบเทียบความถูกต้อง (triangulation) ก็จะช่วยยกระดับผลงานวิจัยเชิงปฏิบัติการให้มีคุณภาพสูงขึ้น เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางขึ้น ทั้งยังสามารถตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการได้ไม่ต่างจากบทความวิจัยทั่วไปค่ะ
ผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านน่าจะได้รู้จักวิจัยเชิงปฏิบัติการว่ามีลักษณะอย่างไร สามารถนำมาใช้ในบริบทการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพได้อย่างไร รวมถึงมีข้อดี ข้อจำกัด และความเป็นไปได้ที่จะนำไปเผยแพร่ตีพิมพ์มากน้อยอย่างไรบ้างกันพอสมควรแล้ว จึงอยากจะฝากก่อนจะจากกันไปใน SHEE Journal ฉบับนี้อีกครั้งว่า ท้ายที่สุดแล้ว การวิจัยเชิงปฏิบัติการก็ยังคงเป็นวิธีการหาคำตอบสู่คำถามแบบหนึ่ง ที่มีจุดประสงค์อันเรียบง่ายเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตจริง ผู้วิจัยไม่จำเป็นต้องเป็นต้องมีทักษะหรือความเชี่ยวชาญทางการวิจัยมากก็มีส่วนร่วมได้ ซึ่งแม้ว่าอาจจะทำให้คุณภาพของบทความวิจัยที่ผลิตไปไม่ถึงฟากฝั่งของการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังสร้างประโยชน์ในแง่ของการแก้ปัญหาเฉพาะบริบท และเสริมสร้าง บ่มเพาะทักษะการวิจัยเบื้องต้นให้ผู้มีความสนใจด้านการวิจัย ก่อให้เกิดเป็นชุมชนของผู้วิจัยในสถานศึกษาทางวิทยาศาสตร์สุขภาพของทุกคนได้ในอนาคต ผู้เขียนจึงขอฝากการวิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้อ่านผู้รักในงานวิจัยทุกท่านได้พิจารณาใช้ในโอกาสที่เหมาะสม แล้วมาพบกันใหม่กับเรื่องราวที่น่าสนใจในแวดวงวิจัยการศึกษาวิทยาศาสตร์ผ่านคอลัมน์ SHEE Research ใน SHEE Journal ฉบับหน้าค่ะ
References
2. Anderson ES, Ford J, Thorpe L. Learning to listen: improving students’ communication with disabled people. Medical Teacher. 2010 Dec 23;33(1):44–52.
3. Estrella Porter PD, Ayala Mullo JF, Barba Carrera DA, Barros Castro AX, Cabascango Vasquez ES, del Castillo Arellano JC, et al. Medical education from the point of view of medical students: results from four participatory Delphi panels in Quito, Ecuador. Medical Teacher. 2020 Jul 22;42(9):1051–7.
4. Fraenkel JR, Wallen NE, Hyun H. How to design and evaluate research in education. 11th ed. New York: Mcgraw-Hill; 2023.
ดร.พีรดา งามเสน่ห์
ผู้ช่วยอาจารย์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : peerada.nga@mahidol.ac.th







