11) SHEE Sharing: Promoting students’ autonomous motivation for the ongoing curriculum using a ‘Societal Impact Project’ with basic psychological needs characteristics

สารบัญ
Go Back

11

SHEE Sharing: Promoting students’ autonomous motivation for the ongoing curriculum using a ‘Societal Impact Project’ with basic psychological needs characteristics

นพ. ฌาณ จิตรนำทรัพย์ 
แพทย์ใช้ทุน
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Image
ในปัจจุบัน วงการแพทยศาสตรศึกษาไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะความรู้หรือทักษะทางคลินิกเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับ “แรงจูงใจในการเรียนรู้” ของผู้เรียนมากขึ้น โดยเฉพาะแรงจูงใจจากภายในตนเอง หรือ autonomous motivation ซึ่งหมายถึงการที่ผู้เรียนเรียนเพราะตนสนใจ เห็นคุณค่า และรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนนั้นมีความหมาย ไม่ใช่เรียนเพียงเพื่อสอบผ่านหรือเพราะจากแรงกดดันจากภายนอก นักศึกษาที่มี autonomous motivation มักมีความสุขกับการเรียน มี engagement สูง เรียนรู้เชิงลึก และมี well-being ที่ดีกว่า

แนวคิดนี้อ้างอิงจาก Self-Determination Theory (SDT) ซึ่งอธิบายว่า ผู้เรียนจะเกิดแรงจูงใจจากภายในได้ดี เมื่อความต้องการพื้นฐานทางจิตวิทยา 3 ด้านนั้นได้รับการตอบสนอง ได้แก่ autonomy คือความรู้สึกว่าตนเองมีอิสระในการเลือกและเป็นเจ้าของการเรียนรู้ competence คือความรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถและพัฒนาได้ และ relatedness คือความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่นหรือรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม หากสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สนับสนุนทั้งสามด้านนี้ ผู้เรียนมีแนวโน้มที่จะมี motivation ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ ผู้เขียนขอนำเสนองานวิจัย “Promoting students’ autonomous motivation for the ongoing curriculum using a ‘Societal Impact Project’ with basic psychological needs characteristics” โดยงานวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Medical Teacher ปี 2025 โดยต้องการศึกษาว่า การจัดกิจกรรมนอกหลักสูตรที่ออกแบบตามแนวคิดของ Self-Determination Theory จะช่วยส่งเสริม motivation ของนักศึกษาต่อหลักสูตรปกติได้หรือไม่ โดยผู้วิจัยออกแบบกิจกรรมชื่อ Societal Impact Project หรือ SIP โดยให้นักศึกษาเลือกปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทั้งทางสังคมและสิ่งที่เรียน มีการทำกิจกรรมเป็นกลุ่มเล็ก และมีอาจารย์คอย coaching ตลอดกระบวนการ เป้าหมายสำคัญคือการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตอบสนอง autonomy, competence และ relatedness ของผู้เรียน
Figure 1: แสดงกระบวนการเข้าร่วม Social Impact Project และ Creative Problem Solving

วิธีวิจัย

การศึกษานี้เป็น quasi-experimental study เปรียบเทียบระหว่างนักศึกษาที่เข้าร่วม Societal Impact Project (SIP) กับนักศึกษาที่เรียนตามหลักสูตรปกติเพียงอย่างเดียว โดยกิจกรรม SIP ใช้เวลานานถึง 8 เดือน โดยให้นักศึกษาทำงานกลุ่ม 4–6 คน ผ่านกระบวนการ Creative Problem Solving ตั้งแต่การค้นหาปัญหา การระดมความคิด การประเมินแนวทางแก้ไข และการนำไปใช้จริง

จุดสำคัญของ SIP คือ ผู้เรียนมีอิสระในการเลือกหัวข้อและรูปแบบการทำงานของตนเอง มีการทำงานร่วมกับเพื่อนอย่างใกล้ชิด และได้รับ feedback จาก coach อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังไม่มีการสอบแบบ summative assessment ซึ่งช่วยลดแรงกดดันจากคะแนนและการแข่งขันผู้วิจัยวัดผลทั้งก่อนและหลัง intervention โดยประเมินหลายด้านผ่านเครื่องมือวัด ประกอบด้วยหลายแบบสอบถาม ได้แก่ Basic Psychological Needs Satisfaction and Frustration Scale เพื่อวัด autonomy, relatedness และ competence; Academic Motivation Scale เพื่อวัด autonomous motivation และ controlled motivation; Intrinsic Motivation Inventory เฉพาะ subscale ด้าน enjoyment และ value; และ WHO-5 Well-being Questionnaire เพื่อวัด subjective well-being

ผู้วิจัยวิเคราะห์ความเชื่อมั่นของเครื่องมือด้วย Cronbach’s alpha โดยยอมรับค่า alpha มากกว่า 0.50 จากนั้นใช้ Hotelling’s T² เพื่อตรวจสอบว่าสามารถรวมข้อมูลจากทั้งสองรอบของโครงการได้หรือไม่ และเมื่อไม่พบความแตกต่างระหว่างรอบ จึงรวมข้อมูลเป็น intervention group และ control group อย่างละกลุ่ม สุดท้ายใช้ one-way ANCOVA เปรียบเทียบคะแนน post-test ระหว่างกลุ่ม

ผลการศึกษา

ในการศึกษานี้ มีนักศึกษาบางส่วนถอนตัวออกจากโครงการ SIP ระหว่างการดำเนินงาน โดยมีอัตรา dropout ประมาณ 14–22% และผู้วิจัยได้ตัดข้อมูลของผู้ที่ตอบแบบสอบถามไม่ครบออกจากการวิเคราะห์ เพื่อให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างนักศึกษาที่เข้าร่วม SIP กับกลุ่มที่เรียนตามหลักสูตรปกติ พบว่า นักศึกษาที่เข้าร่วม SIP รู้สึก “สนุก” กับหลักสูตรปกติมากกว่าอย่างชัดเจน โดยคะแนน enjoyment สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ นักศึกษากลุ่ม SIP ยังรู้สึกว่าหลักสูตรมี “คุณค่า” และ “ความหมาย” มากกว่ากลุ่มควบคุมเช่นกัน กล่าวคือ การได้ทำกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับปัญหาจริงของสังคม การมีอิสระในการเลือกหัวข้อ รวมถึงมีการทำงานร่วมกับเพื่อน ช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้คะแนนด้าน enjoyment และ perceived value จะดีขึ้น แต่ตัวแปรอื่น เช่น autonomous motivation โดยรวม ความรู้สึกถึง competence ความรู้สึกถึง autonomy และ well-being ยังไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างชัดเจน ผู้วิจัยจึงสรุปว่า SIP ช่วยทำให้ผู้เรียนรู้สึกดีกับหลักสูตรมากขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแรงจูงใจเชิงลึกหรือเปลี่ยนประสบการณ์ต่อหลักสูตรทั้งหมดได้ อาจเป็นเพราะ SIP ยังเป็นเพียงกิจกรรมนอกหลักสูตร ขณะที่นักศึกษายังคงต้องเผชิญกับ workload การสอบ และแรงกดดันจากหลักสูตรหลักอยู่เหมือนเดิม

Figure 2: แสดงผลการศึกษาและการวิเคราะห์คะแนน
การประยุกต์ใช้ในบริบทการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ

การออกแบบกิจกรรมที่สนับสนุน autonomy, competence และ relatedness สามารถช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกว่าหลักสูตรสนุกขึ้น และ มีคุณค่ามากขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้เรียนได้เลือกประเด็นที่สนใจ ได้ทำงานกับปัญหาจริงของสังคม ได้ทำงานเป็นกลุ่มเล็ก และได้รับ coaching จากอาจารย์ สำหรับบริบทแพทยศาสตรศึกษา อาจารย์สามารถนำแนวคิดนี้ไปใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างโครงการขนาดใหญ่เสมอไป เช่น ในรายวิชา basic science อาจเริ่มจากการให้ผู้เรียนเลือก case ที่เชื่อมโยงกับโรคจริง หรือในรายวิชาคลินิก อาจให้ผู้เรียนทำ mini-project เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพในชุมชน เช่น medication adherence, health literacy หรือการป้องกันโรคเรื้อรัง การให้ผู้เรียนเลือกหัวข้อและวิธีนำเสนอเองจะช่วยเพิ่ม autonomy ส่วนการทำงานกลุ่มและการได้รับ feedback จะช่วยเพิ่ม relatedness และ competence ได้

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังเตือนเราว่า intervention ที่ดีเพียงกิจกรรมนอกหลักสูตรอาจยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยน motivation ของผู้เรียนต่อ curriculum ทั้งระบบ หากหลักสูตรหลักยังมี workload สูง เน้นการสอบ หรือไม่ช่วยให้ผู้เรียนเห็นความหมายของสิ่งที่เรียน ดังนั้น หากต้องการสร้าง autonomous motivation อย่างยั่งยืน อาจารย์และผู้พัฒนาหลักสูตรควรพิจารณาปลูกฝังองค์ประกอบแบบ SIP เข้าไปในหลักสูตรปกติ เช่น การใช้ socially relevant problems, authentic tasks, coaching, formative feedback และพื้นที่ให้ผู้เรียนตัดสินใจมากขึ้น เพราะ motivation ของผู้เรียนไม่ได้เกิดจากตัวผู้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่เราร่วมกันออกแบบขึ้นมานั่นเอง

References

1. Zhu Y, Dolmans D, Kusurkar RA, Köhler SE, Abidi L, Savelberg H. Promoting students' autonomous motivation for the ongoing curriculum using a 'Societal Impact Project' with basic psychological needs characteristics. Med Teach. 2025;47(6):955-62. doi:10.1080/0142159X.2024.2388804.

นพ. ฌาณ จิตรนำทรัพย์ 
แพทย์ใช้ทุน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE) 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

ฌาณ จิตรนำทรัพย์. SHEE Sharing: Promoting students’ autonomous motivation for the ongoing curriculum using a ‘Societal Impact Project’ with basic psychological needs characteristics. SHEE J. 2026;7(2): e260211
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/journals-th/issue2-2026/11-02-2026




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates