สารบัญ
- 01) Executive Talk: How to motivate learners in health science schools (26 views)
- 02) การใช้รางวัลและการทำโทษ (Rewards and Punishment) ในการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ (33 views)
- 03) Psychological Needs for Building Intrinsic Motivation (28 views)
- 04) Building Self Confidence (27 views)
- 05) แรงจูงใจผ่านมุมมองของ Expectancy-Value Theory: จาก Pre-clinical สู่ Clinical Learning ในวิทยาศาสตร์สุขภาพ (292 views)
- 06) Message from Deputy Dean (14 views)
- 07) Students' Voice: Students' Motivation and Experience เสียงสะท้อนจากผู้เรียน: แรงจูงใจและประสบการณ์ในการเรียนวิชาชีพสุขภาพ (21 views)
- 09) สับ สรรพ ศัพท์: Curiosity, Engagement, Sense of Belonging, Task Utility (14 views)
- 10) Educational Movement: Practical tips for building motivation in health science students (15 views)
- 11) SHEE Sharing: Promoting students’ autonomous motivation for the ongoing curriculum using a ‘Societal Impact Project’ with basic psychological needs characteristics (19 views)
- 12) SHEE Research: Social Desirability Bias in Health Science Education Research (26 views)
- 13) Click&Go with Technology: YeolPumTa, An Application for Enhancing Learning Motivation in Health Science Education (27 views)
04
Building Self Confidence
รศ. ดร.ทัศนียา รัตนฤาทัย นพรัตน์แจ่มจำรัส
อาจารย์
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
อาจารย์
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

การเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่นักศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะนอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถส่งเสริมความสามารถในการเรียนแล้ว ยังมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของบุคคลนั้นอีกด้วย ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความมั่นใจให้แต่ละบุคคลมีการตีพิมพ์อย่างกว้างขวางในวงการศึกษา ในบทความนี้จะกล่าวถึง Self-Efficacy Theory ของ Albert Bandura ซึ่งเป็นความเชื่อหรือการรับรู้ของแต่ละบุคคลถึงความสามารถของตนเองในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งในทางการศึกษานับว่าเป็นสิ่งที่ใช้ทำนายถึงแรงจูงใจ ความมุ่งมั่น สิ่งที่กระทำ รวมถึงพฤติกรรมของบุคคลในการจะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ในบทความนี้จะเน้นไปที่ Bandura ซึ่งเป็นบทความที่เริ่มต้นทำให้ Self-efficacy เป็นที่รู้จัก และ Bandura ซึ่งเป็นการตกผลึกและขยายความ Self-efficacy ในรูปแบบหนังสือที่เพิ่มเติมการอธิบายไปถึงแรงจูงใจ ความเป็นมนุษย์ และความเชื่อมโยงกับสังคม
Bandura อธิบายว่าความเชื่อมั่นในความสามารถของบุคคลเกิดจากการรับรู้และประเมินตนเองผ่านแหล่งข้อมูลหลัก 4 แหล่ง ได้แก่ Mastery experience, Vicarious experience, Verbal persuasion, และ Physiological and affective states ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นกรอบในการเสริมสร้างความมั่นใจแก่นักศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาแพทย์ที่ต้องเผชิญกับหลากหลายสถานการณ์ระหว่างเรียนที่มีความซับซ้อนและความกดดันสูง ทั้งในระหว่างการเรียนรู้เชิงทฤษฎี และการเรียนด้านปฏิบัติการทางปรีคลินิกและคลินิก
Mastery Experience หรือ ประสบการณ์ตรงของตนเองที่เคยทำสิ่งหนึ่งสำเร็จ
ประสบการณ์ตรงที่บุคคลทำสำเร็จด้วยตนเองเป็นแหล่งข้อมูลที่มีพลังที่สุดในการสร้าง self-efficacy การทำสิ่งใดแล้วประสบความสำเร็จจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและความเชื่อว่าตนเองสามารถทำงานที่ซับซ้อนขึ้นได้ ส่วนประสบการณ์ที่แต่ละคนจะได้มีโอกาสทำงานใหญ่หรือเล็กนั้นย่อมแตกต่างไปในแต่ละบุคคล ในฐานะผู้สอนหรือผู้มอบหมายงานย่อมจะสามารถมอบหมายงานอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลดังกล่าวนั้นเคยมีประสบการณ์และผลการปฏิบัติในการทำการสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จมามากน้อยเพียงใด
Vicarious Experience เป็นการเรียนรู้ผ่านการสังเกตบุคคลอื่น
การที่นักศึกษาได้มีโอกาสเห็นหรือสังเกตบุคคลอื่นที่มีความสามารถใกล้เคียงกับตนเองทำบางสิ่งสำเร็จ จะช่วยให้นักศึกษามีความเชื่อว่าตนเองก็สามารถทำได้เช่นกัน เช่น นักศึกษาแพทย์บางคนอาจรู้สึกว่าการเย็บแผลในบางตำแหน่งนั้นสามารถทำให้ถูกต้องและสวยงามพร้อม ๆ กันได้ยาก แต่เมื่อเห็นนักศึกษาแพทย์ในชั้นเรียนเดียวกันบางคนสามารถทำได้ ก็จะรู้สึกว่าเพื่อนยังทำได้เลย ตนเองก็น่าจะมีความสามารถในการทำได้ถูกต้องและสวยงามเช่นเดียวกัน แล้วจึงมีความมั่นใจที่จะไปฝึกฝนจนชำนาญมากขึ้น
Verbal Persuasion เป็นการให้กำลังใจและคำชี้แนะ
ในการเรียนของนักศึกษาแพทย์ หลายครั้งที่อาจรู้สึกท้อแท้ในการเรียน และบางคนอาจหมดกำลังใจในการเรียน ในฐานะอาจารย์แพทย์ คำพูดของท่านสามารถจะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักศึกษาได้ นอกจากนี้การให้ข้อมูลป้อนกลับ หรือ feedback ที่เป็นบวกก็สามารถเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่นักศึกษาได้เช่นกัน แม้ว่าอาจจะไม่ทรงพลังเท่าประสบการณ์ตรง แต่ก็มีผลต่อการรับรู้ถึงความสามารถของตนเองของนักศึกษา ทั้งนี้ จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนทั้งจากการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และอาจารย์ที่ปรึกษากิจกรรมนักศึกษา พบว่าการให้กำลังใจและคำชี้แนะจากผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องที่นักศึกษาประสบอยู่ ผนวกกับการกล่าวด้วยความปรารถนาดี โดยที่มิได้เป็น protocol จึงจะมีประโยชน์ต่อนักศึกษา เพราะนักศึกษาสามารถรับรู้ได้ว่าอาจารย์พูดออกไปโดยที่เข้าใจหรือไม่เข้าใจบริบทของเขา และสามารถรับรู้ได้ว่าคำพูดที่อาจารย์กล่าวออกไปนั้น ถูกกล่าวด้วยความรู้สึกจริงหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้หมายรวมถึงคำพูดในการให้กำลังใจของเพื่อนและบุคคลรอบข้าง เช่น คนในครอบครัวด้วย
Physiological and Affective States หรือภาวะทางกายและภาวะทางอารมณ์ต่างๆ
ภาวะทางกายและอารมณ์ในที่นี้สามารถยกตัวอย่างได้ เช่น ความวิตกกังวล ความเครียด หรือความตื่นเต้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการรับรู้ความสามารถของตนเอง หากนักศึกษาสามารถจัดการกับอารมณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเสริมสร้าง self-efficacy ผู้เขียนมักจะกล่าวกับนักศึกษาว่า ในการศึกษาเล่าเรียน นอกเหนือจากการทบทวนบทเรียนอยู่เสมอแล้ว ให้รักษาร่างกายที่แข็งแรง และอารมณ์ที่มั่นคงเข้าไว้ โดยเฉพาะความมั่นใจในความสามารถของนักศึกษาก่อนเข้าห้องสอบ นอกเหนือจากการเตรียมการด้านเนื้อหาแล้ว จะพบว่าในหลายรายวิชานักศึกษาแพทย์เองก็เครียดและกังวลจนส่งผลต่อการทำข้อสอบได้
เมื่อทราบถึงการสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของนักศึกษาว่าเกิดจากการรับรู้และประเมินตนเองผ่านแหล่งข้อมูลหลัก 4 แหล่งแล้ว ต่อไปนี้จะขอเสนอการนำความรู้จาก Bandura นี้ไปใช้ในสถาบันการสอนวิทยาศาสตร์สุขภาพต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงเรียนแพทย์

ข้อเสนอแนะในการใช้ความรู้เรื่อง Self-Efficacy Theory ในโรงเรียนแพทย์
การสร้าง Mastery experience สามารถทำได้โดยให้นักศึกษาได้มีโอกาสฝึกหัตถการบางประเภทในห้องปฏิบัติการจำลอง รวมทั้งการให้โอกาสนักศึกษาได้ปฏิบัติจริงภายใต้การดูแลของอาจารย์แพทย์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำบางสิ่งได้สำเร็จภายใต้การให้คำแนะนำจากผู้รู้จริง โดยสามารถเริ่มจากเรื่องเล็กไปหาเรื่องที่มีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ
คำนึงถึง Vicarious Experience โดยการใช้ peer-assisted learning โดยให้รุ่นพี่หรือเพื่อนสาธิตการตรวจร่างกายหรือการแก้ปัญหาทางคลินิก หรือให้อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาเล่าประสบการณ์ของตนเอง โดยควรเลือกอาจารย์แพทย์ที่สามารถเป็น role model ให้แก่นักศึกษาแพทย์ได้ด้วย
Verbal Persuasion สามารถทำให้เกิดได้โดยอาจารย์ให้ constructive feedback ที่ชัดเจน ร่วมกับการใช้ระบบ mentorship ซึ่งในหลายโรงเรียนแพทย์ได้มีความพยายามในการใช้ mentor อย่างไรก็ตาม สำหรับโรงเรียนแพทย์ขนาดใหญ่ การที่จะเกิด mentorship นับเป็นสิ่งท้าทายอยู่พอสมควร ในทางปฏิบัติเสนอให้มีการฝึกฝนและคัดเลือก mentor ก่อนส่งให้บุคคลดังกล่าวไปทำหน้าที่ mentor มากกว่าการยึดหลักแบบแบ่งความรับผิดชอบของอาจารย์หรือผู้ที่ต้องเป็น mentor ให้เท่าเทียมกัน
สำหรับ Physiological and Affective States โรงเรียนแพทย์สามารถเริ่มโดยการสอนเทคนิคการจัดการความเครียด เช่น mindfulness หรือ breathing exercise หรือเทคนิคอื่นที่เหมาะกับบริบทของโรงเรียนแพทย์นั้น รวมทั้งสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและสามารถสนับสนุนการศึกษา สำหรับหัวข้อนี้อาจารย์แพทย์และนักศึกษาแพทย์สามารถร่วมทำกิจกรรมที่โรงเรียนแพทย์จัดให้ไปพร้อมกันได้เมื่อมีการจัดการที่เหมาะสม
หมายเหตุ * สำหรับหัวข้อ Physiological and Affective States ใน Bandura (1977) จะมีการใช้คำที่แตกต่างออกไปในแต่ละช่วงเอกสาร เช่น Physiological states, Physiological arousal และ Emotional arousal กรณีท่านใดสนใจศึกษาเพิ่มเติม เสนอให้อ่านทั้งเอกสารมากกว่า
References
1. Bandura A. Self-efficacy: toward a unifying theory of behavioral change. Psychol Rev. 1977;84(2):191-215.
2. Bandura A. Self-efficacy: the exercise of control. New York: Freeman; 1997.
3. Lippke S. Self-efficacy. In: Zeigler-Hill V, Shackelford TK, editors. Encyclopedia of personality and individual differences. Cham: Springer; 2020. Available from: doi:10.1007/978-3-319-24612-3_1165.
รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนียา รัตนฤาทัย นพรัตน์แจ่มจำรัส
อาจารย์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email :









