02) การใช้รางวัลและการทำโทษ (Rewards and Punishment) ในการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ

สารบัญ
Go Back

02

การใช้รางวัลและการทำโทษ (Rewards and Punishment) ในการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ

รศ. ดร. นพ.เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์
ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Image

           การสร้างแรงจูงใจ (Motivation) ให้กับผู้เรียนเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในการทำงานของอาจารย์แพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นให้นักศึกษาแพทย์อ่านหนังสือเตรียมตัวมาเรียน หรือการฝึกฝนหัตถการซ้ำๆ จนชำนาญ ในทางจิตวิทยาการศึกษา หนึ่งในรากฐานที่สำคัญและถูกนำมาใช้ในการกระตุ้นพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างแพร่หลายในทุกหลักสูตร ในทุกโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ คือ ทฤษฎีพฤติกรรมมนิยม (Behaviorism) ซึ่งมองว่าเราสามารถจูงใจให้มนุษย์กระทำหรือไม่กระทำสิ่งใดด้วยการสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสม ในบทความนี้ผู้เขียนจะแนะนำหลักการพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้นี้ และเสนอแนะแนวทางในการใช้รางวัลและการทำโทษอย่างเหมาะสมที่จะช่วยกระตุ้นพฤติกรรมการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมในบริบทของโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพไทย


หลักการพื้นฐานของ Behaviorism

การจูงใจให้ผู้ใดทำพฤติกรรมใดๆ ในแนวคิดของ Behaviorism สามารถทำได้โดยการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม โดยแบ่งการสร้างเงื่อนไขในสภาวะแวดล้อมได้เป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
1. Classical Conditioning: เป็นการเชื่อมโยงการตอบสนองแบบที่อยู่นอกเหนือการควบคุมด้วยจิตใจ (Autonomic Nervous System) เข้ากับสิ่งเร้า (Stimulus) ที่โดยปกติไม่สามารถกระตุ้นการตอบสนองนั้นได้ ตัวอย่างเช่นการนำอาหารมาให้สุนัขพร้อมกับสั่นกระดิ่ง ทำไปสักพัก เมื่อสุนัขได้ยินเสียงสั่นกระดิ่ง ก็มีน้ำลายไหลได้ แม้ว่าโดยปกติกระดิ่งไม่ควรทำให้มีน้ำลายไหลได้ นักศึกษาบางคนเมื่อเข้าในห้องผ่าตัด เห็นเลือด เห็นเครื่องมือผ่าตัด ก็มีอาการใจสั่น มือสั่น เหงื่อออกขึ้นมาทันที เนื่องจากก่อนหน้านี้ เคยมีประสบการณ์ไม่ดีในการเข้าห้องผ่าตัด โดนต่อว่าต่อหน้าทีมผ่าตัดโดยอาจารย์แพทย์ เป็นต้น
2. Operant Conditioning: เป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ควบคุมด้วยจิตใจตนเองได้ โดยหลักการสำคัญคือ พฤติกรรมมีแนวโน้มจะเกิดซ้ำมากขึ้นหากได้รับผลตอบแทนเป็นรางวัล และมีแนวโน้มจะเกิดน้อยลงหากได้รับผลตอบแทนเป็นการทำโทษ การจูงใจด้วยกลไกนี้เป็นสิ่งที่ครูใช้ในการจัดการเรียนการสอนเป็นประจำ โดยแบ่งการสร้างเงื่อนไขออกเป็นสองแบบ
2.1 การเสริมแรง (Reinforcement / Reward) เป็นการตอบสนองต่อพฤติกรรมด้วยการให้สิ่งที่ผู้เรียนพึงพอใจ โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนทำพฤติกรรมนั้นอีก เช่น การให้คะแนนเมื่อตอบคำถามถูกต้อง การให้รางวัลเมื่อสอบได้ที่หนึ่ง การพูดชมเชยเมื่อนักศึกษาทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของสังคม
2.2 การทำโทษ (Punishment) เป็นการตอบสนองต่อพฤติกรรมด้วยการให้สิ่งที่ผู้เรียนไม่ชอบ โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนไม่ทำพฤติกรรมนั้นอีก เช่น การต่อว่าเมื่อนักศึกษาพูดไม่สุภาพกับพยาบาล การตัดคะแนนเมื่อนักศึกษาส่งงานช้ากว่ากำหนด การปรับเงินเมื่อนักศึกษาคืนหนังสือห้องสมุดช้ากว่ากำหนด
This image for Image Layouts addon

Figure 1: แผนภาพเปรียบเทียบองค์ประกอบของ Classical Conditioning กับ Operant Conditioning


ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการให้รางวัลหรือการทำโทษ

ถึงแม้ว่าครูจะใช้กลไกของรางวัลและการทำโทษในการจูงใจให้ผู้เรียนทำพฤติกรรมต่าง ๆ ในโรงเรียนอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว แต่บางครั้งอาจทำได้ไม่มีประสิทธิภาพ หากครูต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของการจูงใจตามทฤษฎีนี้ มีสามปัจจัยที่ครูพึงพิจารณา

1. เวลา: รางวัลหรือการทำโทษที่ได้รับทันทีหลังการกระทำ มีผลต่อพฤติกรรมมากกว่า สิ่งที่ได้รับล่าช้า หากอาจารย์เห็นนักศึกษาทำความดี แล้วอาจารย์กล่าวชื่นชมทันที ย่อมส่งเสริมพฤติกรรมทำดีนั้น ได้ดีกว่า การที่อาจารย์รออีก 3 สัปดาห์แล้วค่อยกล่าวชม
2. ปริมาณ: รางวัลหรือการทำโทษที่มีขนาด หรือความรุนแรงมาก ย่อมมีผลต่อพฤติกรรมมากกว่า รางวัลหรือการทำโทษที่มีขนาดหรือความรุนแรงน้อย การส่งแบบสอบถามแล้วได้รับของตอบแทนเป็นเงินสด 1,000 บาท ย่อมส่งเสริมพฤติกรรมการส่งแบบสอบถามกลับได้มากกว่าให้ของตอบแทนเป็นปากกาหนึ่งด้าม
3. ความสม่ำเสมอ: รางวัลหรือการทำโทษที่ทำอย่างสม่ำเสมอในอัตราที่คาดเดาได้ว่า จะเกิดขึ้นบ่อยขนาดไหน จะมีผลต่อพฤติกรรมไม่ดีเท่าการให้รางวัลหรือการทำโทษที่ทำอย่างไม่สม่ำเสมอ ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะได้รับเมื่อไร หากจุดตรวจจับความเร็วรถ ตั้งไว้ที่สี่แยก ทุกๆ ระยะ 20 กิโลเมตร คนขับรถจะมีพฤติกรรมการขับรถในอัตราเร็วที่กำหนด เฉพาะช่วงที่ใกล้ๆกับจังหวะที่จะผ่านสี่แยกที่คาดว่าจะมีการจับความเร็วเท่านั้น แต่หากการตรวจจับความเร็วเกิดขึ้นแบบไม่สม่ำเสมอ บางทีตรวจตรงสี่แยก บางทีตรวจตรงสะพานลอยคนข้าม บางทีตรวจตรงถนนทางตรง ระยะห่างต่าง ๆ กันไป คนขับรถจะมีพฤติกรรมขับรถด้วยอัตราเร็วที่กำหนดเกือบตลอดทาง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำโทษ (ถูกปรับ) กลไกการให้รางวัลในอัตราที่ไม่สม่ำเสมอนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการพนันทุกชนิด จึงเป็นเหตุให้คนถูกจูงใจให้เล่นการพนันได้ดี การที่คนไม่รู้ว่าการกดปุ่มเครื่อง slot machine ครั้งต่อไปจะได้รับรางวัลหรือไม่ อาจมีรางวัลออกจากการกดเครื่องสองครั้งติดกันก็ได้ หรืออาจไม่มีรางวัลออกเลยจากการกดเครื่องดังกล่าวติดกัน 50 ครั้งก็ได้ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ จึงเป็นเหตุให้คนจำนวนมากติดการเล่นเครื่อง slot machine เป็นระยะเวลานาน
This image for Image Layouts addon

Figure 2: แผนภาพเปรียบเทียบระหว่างการให้รางวัลหรือการทำโทษที่คาดเดาได้กับคาดเดาไม่ได้

การทำโทษกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในโรงเรียนแพทย์
ถึงแม้ว่าทั้งการให้รางวัลและการทำโทษเป็นกลไกทางจิตวิทยาที่สามารถทำหน้าที่จูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ทั้งคู่ แต่ในทางปฏิบัติผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำให้เลือกใช้การให้รางวัลเป็นกลไกหลัก จะเลือกใช้การทำโทษเฉพาะเมื่อเป็นพฤติกรรมที่มีผลเสียรุนแรง และจำเป็นต้องหยุดพฤติกรรมนั้นโดยเร็ว หากยังทำพฤติกรรมนั้นต่อไปอาจเกิดอันตรายได้ แต่สำหรับในสถานการณ์อื่นๆ สิ่งที่ควรใช้คือการให้รางวัล เหตุที่มีการแนะนำให้หลีกเลี่ยงการทำโทษเป็นเพราะ การทำโทษมักสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีให้เกิดขึ้น นักศึกษาอาจแสดงพฤติกรรมที่อาจารย์ต้องการแต่ซ่อนความรู้สึกกลัว ไม่ชอบ หรือเกลียด อาจารย์ท่านที่ทำโทษเขาด้วย การปรับพฤติกรรมที่ไม่ดีด้วยการทำโทษมีข้อจำกัดอย่างมากคือ ไม่ได้สำรวจตรวจสอบว่าผู้เรียนคิดอย่างไร ทำไมถึงทำแบบนั้น พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเดียวกันสามารถมีต้นเหตุที่แตกต่างกันได้ การเหมารวมว่าไม่ว่าใครทำพฤติกรรมนี้ จะได้รับโทษแบบเดียวกันนี้ เป็นสิ่งที่ง่ายจริง แต่มักไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ คำแนะนำในกรณีที่อาจารย์พบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและต้องการปรับเปลี่ยน คือใช้กลไกอื่นที่ได้มีโอกาสสำรวจวิธีคิดของผู้เรียน แล้วใช้แนวทางการจูงใจแบบไม่บังคับ (Persuasion) ร่วมกับการทำ reflection ให้ผู้เรียนได้สะท้อนคิดจนเกิดความเข้าใจจากภายในว่าพฤติกรรมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวผู้เรียนควรเป็นอย่างไร

แรงจูงใจมีเพียง รางวัลและการทำโทษเท่านั้นหรือ
การให้รางวัลและการทำโทษเป็นแนวทางสร้างแรงจูงใจที่ใช้บ่อย แต่สิ่งที่เราเห็นได้ในสังคมรอบตัวเราคือ มีคนมากมายทำสิ่งดีๆ ทำเพื่อสังคมโดยไม่ได้มีใครไปให้เงิน ให้รางวัล มีสิ่งอื่นที่เขาทำได้และได้ผลตอบแทนทางการเงินมากกว่าแต่เขาก็ไม่ทำ สิ่งเหล่านี้คงเป็นตัวบอกที่ชัดเจนว่า แรงจูงใจจากการให้รางวัล หรือการทำโทษไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมทั้งหมดของมนุษย์ได้ ในทางจิตวิทยา เราเรียก ผลตอบแทนเหล่านี้ว่า แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivator) แต่มีแรงจูงใจอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivator) เป็นการทำพฤติกรรมที่ตอบความต้องการของคนทำพฤติกรรมได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีผลตอบแทนภายนอกอื่นๆมาผลักดัน เช่น นักศึกษาวาดรูปเพราะรู้สึกผ่อนคลาย ไม่จำเป็นต้องมีคนให้เงิน หรือให้สิ่งอื่นใด นักศึกษาคนนั้นก็วาดรูป นักศึกษาอ่านบทความวิชาการทางการแพทย์เพราะมีความสนใจ อยากรู้ อยากเข้าใจแนวทางการดูแลผู้ป่วย โดยไม่จำเป็นต้องมีคะแนนจากการสอบในรายวิชาใดมาผลักดัน การใช้แรงจูงใจภายในเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะอาจารย์อาจไม่สามารถตามไปจัด extrinsic motivator ให้กับผู้เรียนได้ตลอดไป การหยุดให้ extrinsic motivator จะส่งผลให้เกิด extinction คือพฤติกรรมที่เคยได้รับการส่งเสริมจะหายไป หากนักศึกษาอ่านหนังสือเพียงเพราะต้องการทำคะแนนในรายวิชา หากเขาจบหลักสูตรแล้ว ไม่มีคะแนนแล้ว เขาคงเลิกอ่านหนังสือ หากนักศึกษามาตรวจคนไข้ OPD ตรงเวลา เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดคะแนนความประพฤติ เมื่อเขาเรียนจบแล้วเขาคงไปออกตรวจคนไข้ OPD สาย ภารกิจสำคัญส่วนหนึ่งของครูแพทย์คือ การชักจูงให้ผู้เรียนเกิด intrinsic motivation ในการทำพฤติกรรมที่ดี ใช้กลไกการ reflection อย่างเหมาะสม ให้ผู้เรียนตระหนักว่าพฤติกรรมที่ดีๆ หลายอย่าง เราไม่จำเป็นต้องทำเพื่อผลตอบแทนภายนอกก็ได้ หากอาจารย์ทำได้สำเร็จ ก็จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ว่าผู้เรียนจะมีแรงจูงใจในการทำพฤติกรรมที่ดีแม้จะจบการศึกษาไปทำงานที่อื่นแล้วก็ตาม

บทสรุปสำหรับครูแพทย์
การใช้ Rewards และ Punishment ตามหลักพฤติกรรมนิยม เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการปรับพฤติกรรมของผู้เรียนให้เข้าสู่มาตรฐานวิชาชีพ แต่อาจารย์ต้องระวังไม่ให้ผู้เรียนกลายเป็น "เครื่องจักรที่รอรับรางวัล" เท่านั้น เป้าหมายสูงสุดคือการใช้แรงจูงใจภายนอกเหล่านี้เป็น "นั่งร้าน" (Scaffolding) เพื่อนำพาผู้เรียนไปสู่ผู้ที่มีพฤติกรรมที่เหมาะสมสำหรับการประกอบวิชาชีพเวชกรรม แล้วมี internal motivation ที่จะรักษาพฤติกรรมเหล่านั้นได้เอง

รศ. ดร. นพ.เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์
ผู้อำนวยการ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. 

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์. การใช้รางวัลและการทำโทษ (Rewards and Punishment) ในการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ. SHEE J. 2026;7(2): e260202
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/journals-th/issue2-2026/02-02-2026




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates