03) Psychological Needs for Building Intrinsic Motivation

สารบัญ
Go Back

03

Psychological Needs for Building Intrinsic Motivation

นพ.ปุญญภัทร มาประโพธิ์
ผู้ช่วยอาจารย์
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Image
ถ้าพูดถึงเรื่อง motivation ในวิทยาศาสตร์สุขภาพ หลายคนอาจนึกถึงแค่สองขั้ว "อยากเรียน" กับ "ไม่อยากเรียน" หรือบางคนก็มองว่า motivation ดีหรือไม่ดี วัดได้จากผลสอบ ความขยัน หรือ attendance แต่จริง ๆ แล้ว motivation มันซับซ้อนกว่านั้นมาก และมันส่งผลไปถึงสุขภาวะ (well-being) ของผู้เรียนและผู้สอนด้วย
Self-Determination Theory (SDT) หรือ ทฤษฎีการกำหนดตน เป็นทฤษฎีที่พยายามจะตอบคำถามว่า อะไรทำให้คนเรามีหรือไม่มี motivation และ motivation นั้นส่งผลต่อชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างไร ซึ่งต่างจากหลายทฤษฎีที่มักโฟกัสที่ผลลัพธ์ เช่น เกรด ความสำเร็จ หรือความสามารถ SDT เลือกมองที่ well-being, satisfaction และ frustration เป็นหลัก
หลายทฤษฎีมักมีประเด็นปัจจัยที่ทฤษฎีนั้น ๆ ให้ความสำคัญในการอธิบายเป็นพิเศษ เช่น motivation กับความสำเร็จ (achievement) ความสุข (happiness) หรือความเครียด (stress) สำหรับ Self-determination ถึงแม้ว่าจะสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง motivation ในปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นได้ทั้งหมด มักถูกใช้พูดถึงและใช้อธิบายปรากฎการณ์ที่ motivation มีผลต่อ well-being, satisfaction และ frustration ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ตัวทฤษฎีให้ความสำคัญ
เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจ SDT ได้อย่างลึกซึ้ง นำไปประยุกต์และปรับใช้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผู้เขียนจะขออธิบายแนวทางการใช้ทฤษฎี โดยเริ่มจากความเข้าใจพื้นฐานสั้น ๆ ว่าอะไรคือทฤษฎี และควรประกอบร่างทฤษฎีอย่างไร เมื่อนำไปใช้ จะนำองค์ประกอบใดไปใช้ต่อ และใช้อย่างไร โดยอ้างอิงจากงานทบทวนวรรณกรรมของ Cook และ Artino (2016) ซึ่งได้ทบทวนทฤษฎี motivation หลักในการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพถึง 5 ทฤษฎี และพบว่า SDT เป็นหนึ่งในทฤษฎีที่มีจุดเด่นเฉพาะตัวตรงที่มองความต้องการทางจิตวิทยาในฐานะ เชื้อเพลิง/ปัจจัย ของ motivation ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ที่ต้องการวัด (1)

SDT พูดถึงอะไร
 
SDT บอกว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 1 หรืออาจารย์ที่สอนมา 20 ปี ล้วนมีความต้องการทางจิตวิทยา (basic psychological needs)  ที่จะกำหนดว่าจะมีหรือไม่มีแรงบันดาลใจ อยู่ 3 อย่างเหมือน ๆ กัน ดังนั้นหัวใจของทฤษฎี SDT จึงประกอบด้วยความต้องการ 3 อย่าง ดังต่อไปนี้

ความต้องการ
ความหมาย
ตัวอย่างในชีวิตจริง
Autonomy (ความเป็นตัวเอง)
รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมาจากตัวเองจริง ๆ ไม่ใช่แค่ถูกบังคับ
"นักเรียนตั้งใจเรียน หลักสูตรปริญญาโท ควบตรีด้านการศึกษาเพราะอยากรู้จริง ๆ" ไม่ใช่ "เพราะต้องสอบหรือมีคนบังคับ“
Competence (ความสามารถ)
รู้สึกว่าตัวเองทำได้ พัฒนาได้ และเห็นความก้าวหน้า
"นักเรียนเห็นว่าเย็บปิดบาดแผลได้เร็วขึ้น สวยขึ้น จากเมื่อก่อนหลังเริ่มปฏิบัติงานไป 3 เดือน"
Relatedness (ความเชื่อมโยง)
รู้สึกว่าไม่โดดเดี่ยว มีคนเห็น มีคนเข้าใจ
"แพทย์ประจำบ้าน ชอบดูแลผู้ป่วยร่วมกับทีมรักษาจากหอผู้ป่วย A เพราะรู้สึกสนิทสนมเหมือนเป็นครอบครัว“
ตารางที่ 1: Basic psychological needs
Satisfaction กับ Frustration: สองด้านที่ต้องเข้าใจ
ถ้าทั้ง 3 ความต้องการถูก "ตอบสนอง" จะเกิด Need Satisfaction มี motivation ดี well-being ดี แต่ถ้าทั้ง 3 ความต้องการถูก "ละเมิดหรือปิดกั้น" จะเกิด Need Frustration จะเกิด motivation ได้ยาก เสี่ยง burnout ข้อสังเกตคือว่า ไม่ใช่แค่ "ขาด" แต่เป็น "ถูกทำให้เสียหาย" ซึ่ง 2 ส่วนนี้มีความแตกต่างกัน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ:
- นักศึกษาที่อาจารย์ไม่ยอมให้ตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง แม้แต่การเลือกแนวทางดูแลคนไข้ในเคสที่ตัวเองพอทำได้แล้ว คือไม่ใช่แค่ขาด autonomy แต่เป็นการ frustrate autonomy
- แพทย์ประจำบ้านที่ถูกแก้ไขต่อหน้าคนไข้โดยไม่ได้รับคำอธิบาย คือการ frustrate ทั้ง competence และ relatedness ไปพร้อมกัน
ผลลัพธ์ไม่เหมือนกับแค่ "ไม่ได้รับการสนับสนุน" เพราะ frustration นำไปสู่สิ่งที่รุนแรงกว่า เช่น "ความวิตกกังวล" "ความรู้สึกไม่มีคุณค่า" และ ภาวะ "burnout"
คุณภาพของ Motivation ไม่ใช่แค่ปริมาณ

อีกสิ่งที่ SDT พูดถึงคือ motivation มีหลายแบบ และคุณภาพของ motivation สำคัญกว่าปริมาณ โดยแบ่งจาก amotivation ไป controlled motivation (ประกอบด้วย external regulation และ introjected regulation) ไปจนถึง autonomous motivation (identified regulation และ intrinsic motivation)
ประเภท
ตัวอย่าง
Amotivation
"ไม่รู้จะเรียนไปทำไม ไม่เห็นความหมาย"
External regulation
"เรียนเพราะกลัวตก กลัวโดนด่า"
Introjected regulation
"เรียนเพราะรู้สึกผิดถ้าไม่ทำ กลัวตัวเองรู้สึกแย่"
Identified regulation
"เรียนเพราะมันสำคัญต่อการเป็นหมอที่ดีในอนาคต"
Intrinsic motivation
"เรียนเพราะสนใจจริง ๆ อยากรู้"
ตารางที่ 2: ประเภทของ Motivation

ประเด็นสำคัญของการประยุกต์ใช้

     ผู้วิจัยหลายท่านรวมถึงผู้เขียนเอง แนะนำให้ระมัดระวังการนำระดับประเภทเหล่านี้ไปแปะป้ายผู้เรียน เช่น "นักศึกษาพยาบาลคนนี้มี external regulation" หรือ "นักศึกษาแพทย์รุ่นนี้ amotivation กันหมด" หรือ “อาจารย์แพทย์ท่านนี้ดูไม่เห็นอยากสอนหนังสือเลย” เป้าหมายของการรู้ประเภทเหล่านี้คือเพื่อเข้าใจว่า ตอนนี้ผู้เรียนหรือกลุ่มเป้าหมายที่สนใจอยู่ตรงไหน และเราจะมีแนวทางอย่างไรให้เขาขยับไปทาง autonomous motivation ได้ ไม่ใช่เพื่อตัดสิน เพราะในความเป็นจริง ไม่มีผู้เรียนหรืออาจารย์ท่านใดไม่อยากมี motivation และนอกเหนือจากปัจจัยในตัวเองแล้ว Orsini, Binnie, และ Wilson (2016) ได้ทบทวนงานวิจัย 17 ชิ้นในการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และพบว่าปัจจัยแวดล้อมการเรียนรู้ เช่น การให้ feedback และบรรยากาศที่สนับสนุน autonomy มีผลโดยตรงต่อคุณภาพ motivation ของผู้เรียน (2)

          Ten Cate, Kusurkar, และ Williams (2011) อธิบายไว้ใน AMEE Guide No. 59 ว่า SDT มีประโยชน์อย่างมากในการทำความเข้าใจกระบวนการสอนและการเรียนในการศึกษาแพทย์ ตั้งแต่การจัดหลักสูตร การสอนในชั้นเรียน ไปจนถึงการสอนในคลินิก และยังพูดไปถึงการนำไปใช้ในการศึกษาวิจัยในที่นี้จะยกเอาบทความดังกล่าวมาประยุกต์เป็นตัวอย่างผ่านบริบท 4 สถานการณ์ (3)

1. ในห้องเรียน
ห้องเรียนเป็นสภาพแวดล้อมที่เราควบคุมได้มากที่สุด และก็เป็นจุดที่ SDT ทำงานได้ดีที่สุดถ้าเราออกแบบอย่างตั้งใจ
Autonomy: แทนที่จะบอกว่า "ต้องทำแบบนี้" ลองเพิ่มเหตุผล เช่น "เราเรียนเรื่องนี้เพราะในคลินิกจะเจอแบบนี้บ่อยมาก" การอธิบายว่า ทำไม มีผลต่อความรู้สึกของผู้เรียนมากกว่าที่คิด เพราะมันทำให้เขารู้สึกว่าเรียนเพราะมันมีความหมาย ไม่ใช่แค่ถูกสั่งให้ทำ
ลองเพิ่ม choice เล็ก ๆ ในชั้นเรียน เช่น ให้นักศึกษาเลือกเคสที่อยากนำเสนอ หรือเลือกประเด็นที่อยากอภิปราย แม้แต่ choice เล็กน้อยก็ช่วยได้ รวมไปถึงการเพิ่มรายวิชา electives
Competence: เน้นการเรียนการสอนและประเมินผู้เรียนในความรู้ที่ผู้เรียนนำไปใช้ได้จริง เน้นการสอบข้อสอบที่ประยุกต์ความรู้ focus competency ที่จำเป็นสำคัญ แทนการเน้นท่องจำ โดยจากงานของ Kusurkar และคณะ (2023) ซึ่งทบทวนงานวิจัยเรื่องการประเมินผลและ motivation ว่า การประเมินที่โฟกัสที่ความรู้จำล้วน ๆ มักกระตุ้น controlled motivation ซึ่งทำให้นักศึกษาเรียนเพื่อสอบ ไม่ใช่เพื่อเข้าใจ ในขณะที่การประเมินที่สนุกและเชื่อมโยงกับ practice จริง กลับกระตุ้น autonomous motivation ได้มากกว่า (4) นอกจากนั้นยังพบว่าการให้ feedback ที่ชัดเจน ทันเวลา และบอกว่าต้องพัฒนาตรงไหน ดีกว่าการบอกแค่คะแนนหรือผลการตัดสินว่า “ผ่าน" หรือ "ไม่ผ่าน" มาก เพราะมันช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกว่าตนเองกำลังได้พัฒนา competence
Relatedness: สิ่งเล็ก ๆ ที่ทำได้ในชั้นเรียนคือ รับรู้ความรู้สึกของนักศึกษา โดยไม่ตัดสิน ถ้านักศึกษาบอกว่า "หัวข้อนี้ยากมากเลยค่ะอาจารย์" หลายครั้งเรามักตอบไปเลยว่า "มันไม่ยากหรอกน้อง เดี๋ยวก็ง่าย" ลองปรับเป็นพูดว่า "หัวข้อนี้ยากมาก ตอนพี่เริ่มเรียนก็ไม่เข้าใจ แต่เดี๋ยววันนี้จะเน้นแก่นให้ทะลุปรุโปร่งเลย ลองมาดูด้วยกันนะ" แค่นี้ก็ทำให้ความรู้สึกผู้เรียนใจฟูต่างกัน
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
คิดถึงอาจารย์สองคน คนแรกสอนเก่งมาก เนื้อหาครบ แต่ถ้ามีคำถาม คำตอบที่ได้คือ "ก็ต้องรู้อยู่แล้ว" คนที่สองอาจสอนเนื้อหาเฉพาะที่สำคัญ เผื่อเวลาเปิดโอกาสให้ได้ถามคำถาม ไม่ว่านักศึกษาจะถามอะไร คุณครูก็จะตอบกลับให้ได้ยินว่า "คำถามดีมาก มาคิดด้วยกัน" ท่านผู้อ่านรู้สึกว่าใครที่ทำให้นักศึกษาอยากเรียนมากกว่ากัน?
2. ที่สถานที่ปฏิบัติงานหรือหอผู้ป่วย
หอผู้ป่วยมีความซับซ้อนกว่าห้องเรียนมาก เพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนเร็ว มีแรงกดดันจากคนไข้จริง ทีม และเวลา SDT ที่วอร์ดจึงต้องพูดถึงในบริบทของ "micro-moment" หรือ "ช่วงเวลาเล็ก ๆ ในแต่ละวันที่สามารถ support หรือ frustrate ความต้องการของผู้เรียนได้" Frumm และ Brondfield (2024) ศึกษา motivation ของนักศึกษาในบริบทคลินิกเฉพาะทาง และพบว่าองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดสามอย่างคือ การสอนให้เหมาะกับระดับผู้เรียน การรวมนักศึกษาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของทีม และการให้พื้นที่สำหรับ self-directed learning ซึ่งทั้งสามอย่างนี้ตรงกับ competence, relatedness, และ autonomy ตามลำดับ (5)
Autonomy: ไม่ได้แปลว่าให้นักศึกษาทำอะไรก็ได้โดยไม่มี supervision แต่หมายถึงการให้โอกาสตัดสินใจในระดับที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น ก่อน round ลองถามว่า "วันนี้อยากเริ่มจากดูเคสไหนเป็นพิเศษ?" หลัง round ถามว่า "ถ้า Extern B เป็นคนตัดสินใจ คุณหมอจะทำอะไรต่อ?" การถามแบบนี้ให้ความรู้สึกว่าเขามี agency ไม่ใช่แค่ตามรุ่นพี่ไปดูแบบใจลอย ๆ
Competence: ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ feedback ที่เกิดขึ้นน้อยมาก หรือเกิดขึ้นในเวลาและที่ที่ไม่เหมาะสม (เช่น ต่อหน้าคนไข้หรือทีม) Orsini และคณะ (2015) พบจากการสัมภาษณ์อาจารย์คลินิกว่า การ feedback ที่ดีต้องทันเวลา สร้างสรรค์ และให้ในบรรยากาศที่ปลอดภัย รวมถึงการค่อย ๆ ถ่ายโอนความรับผิดชอบให้ผู้เรียนมากขึ้นเรื่อย ๆ (6)
Relatedness: ตัวอย่างที่เห็นได้บ่อย เช่น แพทย์ประจำบ้านอยู่กับอาจารย์ที่ไม่ยอมให้เขียนคำสั่งการรักษาเองแม้แต่เคสง่าย ทุกอย่างต้องบอกทีละขั้น และถ้าทำผิดก็ถูกตำหนิต่อหน้าพยาบาล ในมุมมองของ SDT สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ไม่ใช่แค่ "ไม่ได้รับ autonomy" แต่กำลัง frustrate ทั้ง autonomy และ relatedness ไปพร้อมกัน ผลคือ แพทย์ประจำบ้านคนนั้นอาจกลายเป็นคนที่ทำงานเพื่อไม่ให้โดนด่า (external regulation) แทนที่จะทำงานเพราะอยากดูแลคนไข้ให้ดี
3. ในฐานะ Mentor หรือ Coach
SDT กับ mentoring นำมาประยุกต์ใช้ด้วยกันได้เป็นอย่างดี เพราะ mentoring เป็นความสัมพันธ์ที่เหมาะกับการสร้าง autonomy และ relatedness โดยธรรมชาติ งานวิจัยเรื่อง Autonomy-Supportive Mentoring (2023) ศึกษาว่าการ mentoring แบบ SDT ส่งผลต่อครูใหม่ในช่วง induction อย่างไร และพบว่าการ mentor ที่สนับสนุน autonomy ช่วยให้ผู้รับการ mentor มี well-being ดีขึ้นและรู้สึก connected กับวิชาชีพมากขึ้น ในฐานะ mentor ลองนำ 3 ความต้องการมาใส่ในการสนทนาแต่ละครั้ง:
Autonomy: แทนที่จะบอกว่า "ควรทำแบบนี้" ลองถามว่า "น้องคิดว่าตัวเองถนัดทางไหน? อยากพัฒนาอะไรในช่วงนี้?" แล้วช่วยให้เขาวางแผนตาม direction ของตัวเอง
Competence: ให้ feedback ที่เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่แค่ "ดีมาก" แต่บอกว่า "ครั้งนี้ที่คุณหมออธิบายให้คนไข้ฟังดีขึ้นกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมามาก เพราะ..." ความเฉพาะเจาะจงทำให้ competence รู้สึกเป็นจริงและจับต้องได้ รวมไปถึงได้เห็นพัฒนาการของตนเอง ที่พัฒนาได้และดีขึ้น
Relatedness: บอกให้รู้ว่า mentor สังเกตเห็นผู้เรียน ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์หรือสิ่งที่เขาทำ แต่ถ้า mentor พูดในลักษณะที่ว่า “ครูเห็นว่าช่วงนี้หมอดูเหนื่อยมากขึ้น มีอะไรอยากระบายไหม?" แค่นี้คือการ support relatedness ได้แล้ว
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
Mentor ที่ดีในแง่ SDT ไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่างและบอกทุกอย่าง แต่เป็นคนที่ทำให้ mentee รู้สึกว่า "ฉันทำได้ และมีคนเชื่อว่าฉันทำได้"
4. ในงานวิจัย
SDT ให้กรอบทั้งในการอธิบาย (explain) และ intervention
ใช้ SDT ในการอธิบายปรากฏการณ์ ถ้าอยากศึกษาว่านักศึกษาแพทย์มี motivation แบบไหนในบริบทคลินิกเฉพาะทาง SDT ให้ framework ที่ชัดเจนในการตั้ง research question เช่น "ปัจจัยอะไรที่ support หรือ frustrate autonomy, competence, และ relatedness ของนักศึกษาในคลินิกศัลยกรรม?" Dutt, Razavi, และ Carr (2023) ทำแบบนี้ในบริบทการเรียนการสอนของจักษุวิทยาโดยใช้ interpretive phenomenography ร่วมกับ SDT framework และพบว่ามีถึง 21 ปัจจัยที่
ผู้เรียนบอกเล่าส่งผลต่อ motivation นักศึกษา โดยมีปัจจัยที่สำคัญที่สุด 5 อย่างส่งผลต่อความต้องการทางจิตวิทยาพื้นฐานทั้ง 3 ด้านพร้อมกัน (7)
ใช้ SDT ในการประเมิน intervention ถ้ามี intervention ใหม่ เช่น รูปแบบการ feedback ใหม่ หรือ mentoring program ใหม่ SDT ช่วยบอกว่า "intervention นี้ทำงานผ่านกลไกไหน?" การเพิ่ม autonomy? การทำให้ผู้เรียนรู้สึก competent มากขึ้น? หรือทำให้ relatedness ดีขึ้น?
เลือก questionnaire ให้ตรงบริบท SDT มีแบบสอบถามหลายชุดให้เลือก ขึ้นอยู่กับว่าศึกษาใครในบริบทอะไร เช่น แบบสำหรับนักศึกษา แบบสำหรับผู้ปฏิบัติงาน หรือแบบสำหรับ clinical setting โดยเฉพาะ Center for Self-Determination Theory
จุดสังเกตและอนาคตทางงานวิจัย งานวิจัย SDT ส่วนใหญ่ยังเป็น cross-sectional ซึ่งบอกได้แค่ว่า "ตอนนี้เป็นอย่างไร" แต่ไม่รู้ว่าเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป การวิจัยแบบ longitudinal หรือ qualitative ที่ตามผู้เรียนไปในระยะยาวจะให้ภาพที่ครบถ้วนกว่า (2)
This image for Image Layouts addon

Figure 1: ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ SDL ในบริบทต่าง ๆ

สิ่งที่ต้องระวัง: เอา SDT ไปใช้ผิดได้อย่างไรบ้าง

แปะป้ายผู้เรียนด้วยประเภท motivation อย่าพูดว่า "เด็กคนนี้ amotivation" หรือ "แบทช์นี้มี external motivation กันหมด" เพราะ motivation ของคนเปลี่ยนได้ตามบริบทและเวลา และการแปะป้ายทำให้เราหยุดมองว่าเราจะช่วยได้อย่างไร แทนที่จะมองว่าเขาเป็นอะไร ให้มองว่า ตอนนี้เขาอยู่ตรงไหน และเราจะช่วยให้เขาขยับได้อย่างไร
คิดว่ายิ่งเพิ่ม SDT ยิ่งดีเสมอ นี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก SDT ไม่ใช่ "ยิ่งมากยิ่งดี" ตัวอย่างเช่น: การให้ autonomy มากเกินไปในเวลาที่ไม่เหมาะ ถ้าผู้เรียนยังไม่มี competence เพียงพอในเรื่องนั้น การให้เลือกทำทุกอย่างเองอาจทำให้เขาวิตกกังวลมากกว่าจะ motivated เปรียบเหมือนให้เด็กที่เพิ่งหัดว่ายน้ำไปว่ายคนเดียวในสระลึก intention ดี แต่ผลกลับกัน การ focus ที่ relatedness จนลืม competence ความสัมพันธ์ที่อบอุ่นแต่ไม่มี feedback ที่ชัดเจน ก็ไม่ได้ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาได้จริง สิ่งสำคัญคือ สมดุล และ timing ต้องดูว่าผู้เรียนต้องการอะไรในช่วงเวลานั้น ๆ
เอาทฤษฎีไปใช้ตรงตัวโดยไม่ปรับบริบท SDT พัฒนาขึ้นในบริบทของ psychology ทั่วไป การนำมาใช้ใน health science education ซึ่งมีความเฉพาะตัวสูง ต้องคิดเสมอว่า "บริบทนี้มีปัจจัยอะไรที่ต่างออกไปบ้าง?" เช่น ความกดดันจากผู้ป่วยจริง ลำดับชั้นในวิชาชีพ และความรับผิดชอบต่อชีวิตคน ซึ่งไม่มีในบริบทการศึกษาทั่วไป
บทสรุป
SDT ไม่ได้เป็นทฤษฎีที่บอกว่าทำแบบนี้แบบนั้นแล้วนักศึกษาจะมี motivation แต่เป็นทฤษฎีที่ช่วยให้เราเข้าใจ กลไกข้างใน ที่ทำให้ motivation เกิดหรือไม่เกิด และที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำในฐานะอาจารย์ mentor หรือนักวิจัย มัน ส่งผลต่อ well-being ของผู้เรียนอย่างไรบ้าง ไม่ใช่แค่ผลสอบหรือไว้เก็บคะแนนเช็คชื่อ จุดที่น่าสนใจที่สุดของ SDT ในการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพคือ มันไม่ได้ถามแค่ว่า "นักศึกษามี motivation มากน้อยแค่ไหน?" แต่ถามว่า "นักศึกษามีปัจจัยที่ส่งเสริม motivation และความ เป็นอยู่ดี (well-being) แค่ไหน?"

References
1. Cook DA, Artino AR. Motivation to learn: an overview of contemporary theories. Med Educ. 2016;50(10):997–1014. doi:10.1111/medu.13074
2. Orsini C, Binnie VI, Wilson SL. Determinants and outcomes of motivation in health professions education: a systematic review based on self-determination theory. J Educ Eval Health Prof. 2016;13:19. doi:10.3352/jeehp.2016.13.19
3. Ten Cate TJ, Kusurkar RA, Williams GC. How self-determination theory can assist our understanding of the teaching and learning processes in medical education. AMEE Guide No. 59. Med Teach. 2011;33(12):961–973. doi:10.3109/0142159X.2011.595435
4. Kusurkar RA, Orsini C, Somra S, Artino AR, Daelmans HEM, Schoonmade LJ, et al. The effect of assessments on student motivation for learning and its outcomes in health professions education. Acad Med. 2023;98(9):1083–1092. doi:10.1097/ACM.0000000000005263
5. Frumm SM, Brondfield S. Medical student motivation in specialised contexts. Clin Teach. 2024;21(4):e13717. doi:10.1111/tct.13717
6. Orsini C, Evans P, Binnie V, Ledezma P, Fuentes F. Encouraging intrinsic motivation in the clinical setting: teachers' perspectives from the self-determination theory. Eur J Dent Educ. 2015;20(2):102–111. doi:10.1111/eje.12147
7. Dutt DDC, Razavi H, Carr SE. Self-determination theory in ophthalmology education: factors influencing autonomy, competence and relatedness in medical students. Med Educ Online. 2023;28(1):2258633. doi:10.1080/10872981.2023.2258633
8. Center for Self-Determination Theory. Self-Determination Theory [Internet]. n.d. [cited 2026 Jun 25]. Available from: https://selfdeterminationtheory.org/theory/

รศ. นพ.ปุญญภัทร มาประโพธิ์
ผู้ช่วยอาจารย์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

ปุญญภัทร มาประโพธิ์. Psychological Needs for Building Intrinsic Motivation. SHEE J. 2026;7(2): e260203
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/journals-th/issue2-2026/03-02-2026




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates