09) สับ สรรพ ศัพท์: Curiosity, Engagement, Sense of Belonging, Task Utility

สารบัญ
Go Back

09

สับ สรรพ ศัพท์: Curiosity,
Engagement,
Sense of Belonging,
Task Utility

ดร. นพ.ฐนิตย์ นันทนาทรัพย์ 
ภาควิชารังสีวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Image
สับ สรรพ ศัพท์ ในฉบับนี้ เราจะมาทำความเข้าใจคำศัพท์ที่น่าสนใจทางแพทยศาสตรศึกษา​ ซึ่งคำศัพท์ที่ยกมาในครั้งนี้ เป็นคำศัพท์ที่น่ารู้ ที่มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการสร้าง Motivation​ ของผู้เรียนในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ ซึ่งประกอบไปด้วยคำว่า​ curiosity, engagement, sense of belonging, task utility ท่านผู้อ่านอาจจะเคยรู้จักหรือได้ยินคำเหล่านี้มาอยู่บ้าง​ แต่อาจจะยังนึกถึงความสำคัญของคำเหล่านี้ในทางการศึกษาได้ไม่ชัดเจน หรือการนำไปใช้งานจริงอาจมีการสะดุดอยู่บ้าง​ ​ดังนั้นผู้เขียนจึงเชิญชวนทุกท่านมาดูความหมาย​ ตัวอย่าง และปัญหาที่เกิดจากการเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำเหล่านี้ที่พบได้บ่อย เพื่อสุดท้ายเราจะนำไปพิจารณาจัดวางแผนการศึกษาอย่างไรให้ดีขึ้น และให้คำเหล่านี้เป็นคำที่คุ้นเคยในบริบทการศึกษาวิทยา​ศาสตร์สุขภาพให้มากขึ้นต่อไป

Curiosity

Curiosity หรือ ความใคร่รู้ หมายถึง ความต้องการในการแสวงหาความรู้หรือข้อมูล อันเป็นผลมาจากการถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมการค้นหาคำตอบ ด้วยความตื่นตัวและความรู้สึกในเชิงบวกที่ผู้เรียนมีในตัวเอง curiosity จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการสร้าง motivation ของผู้เรียน และเป็นรากฐานของพฤติกรรมใฝ่รู้ของผู้เรียนในระยะยาว

สถานการณ์ตัวอย่าง: อาจารย์สอน lecture นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 ที่กำลังปฏิบัติงานในแผนกศัลยกรรม โดยยกตัวอย่างเคสที่น่าสนใจ พบได้ไม่บ่อย และให้นักศึกษาได้มีโอกาสได้แบ่งปันเล่าเคสที่ตนเองเคยพบเจอมาที่มีความเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่เรียน

สอนอย่างไรในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ: ผู้สอนสามารถนำหลักการของ curiosity มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพโดยใช้สิ่งต่าง ๆ กระตุ้นให้เกิด curiosity ในผู้เรียน สิ่งที่กระตุ้นให้เกิด curiosity ได้ดีมีคุณลักษณะย่อยอยู่ 2 ประการ คือ
  • มีความแปลกใหม่ (novelty) - สิ่งที่ผู้เรียนยังไม่เคยพบเจอมาก่อน
  • มีความเหนือความคาดหมาย (surprise) - สิ่งที่ไม่ตรงกับความคาดหวังเดิมของผู้เรียน
ทั้ง 2 คุณลักษณะ novelty และ surprise จะสร้างให้ผู้เรียนเกิดสภาวะไม่สมดุลทางจิตใจ (disequilibrium) ซึ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้และแสวงหาคำตอบจนกว่าจะเกิดความสมดุล (equilibrium) ขึ้น และมองสิ่งกระตุ้นว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ (interesting) ซึ่งจะสามารถกระตุ้น intrinsic motivation และช่วยลดภาระทางความคิด (cognitive load) ทำให้ผู้เรียนสามารถรับมือกับเนื้อหาที่ซับซ้อนและท้าทายมากขึ้นได้ วิธีที่สร้างให้เกิด curiosity ได้หลายวิธี เช่น
  • Novelty and Variety: ผู้สอนควรแสวงหาวิธีการสอนใหม่ ๆ หรือสื่อประกอบการสอนอยู่เสมอ เช่น การใช้ social media มาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน นำบทความใหม่ ๆ มาให้ผู้เรียนอ่าน หรือนำข่าวสารที่น่าสนใจมาประกอบการเรียน
  • Surprise: ผู้สอนสามารถสอดแทรกมุกตลกสร้างอารมณ์ขัน, pop quiz, หรือใช้การตั้งคำถามแบบปลายเปิดในชั้นเรียน กระตุ้นให้ผู้เรียนตั้งข้อสังเกตและคิดวิเคราะห์ในหัวข้อต่าง ๆ
  • Gamification: นำหลักการของเกมมาประยุกต์ใช้ในการสอน เช่น การจัดกิจกรรมแข่งขันที่เป็นมิตร มีการจัดลำดับผู้เข้าร่วม มีรางวัลมอบให้เล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นต้น
  • Personal interest: ผู้สอนสามารถนำเนื้อหาหรือกิจกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับความสนใจส่วนตัวของผู้เรียน เช่น สาขาวิชาชีพที่ผู้เรียนสนใจ หรือสถานการณ์ทางคลินิกที่ผู้เรียนเคยพบเจอ หรืออยากพบเจอ เป็นต้น
โดยผู้สอนควรกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิด curiosity ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการเรียน และพยายามปรับใช้อย่างต่อเนื่อง การที่ผู้สอนประยุกต์ใช้หลักการของ curiosity อย่างมีประสิทธิภาพ จะส่งเสริมให้ผู้เรียนมี engagement สูงขึ้น มีความพยายามขวนขวายหาความรู้ด้วยตนเอง และเป็นพื้นฐานในการสร้าง Motivation ในระยะยาว

This image for Image Layouts addon

Figure 1: แผนภาพแสดงกลไกการกระตุ้น motivation ผ่านการสร้าง curiosity

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ Curiosity: ถึงแม้ว่าการนำสิ่งแปลกใหม่และสิ่งเหนือความคาดหมายมาผสมผสานกับการสอนจะสามารถกระตุ้นให้เกิด curiosity ในผู้เรียนได้นั้น แต่การนำมาใช้ในปริมาณหรือความถี่ที่มากเกินไป จะส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ในทางตรงข้าม คือ ผู้เรียนจะรู้สึกว่าถูกถาโถมด้วยสิ่งเหล่านี้มากเกินไป และทำให้ผู้เรียนเริ่มหมดความสนใจในการเรียนรู้แทน อีกส่วนหนึ่งที่ผู้สอนควรตระหนัก คือ Novelty Effect เป็นปรากฏการณ์ที่ผู้เรียนเกิด curiosity จากสิ่งแปลกใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความแปลกใหม่นั้นจะถูกแทนที่ด้วยความเคยชิน ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นให้เกิด curiosity ในผู้เรียนได้ดีเท่าเดิมอีกต่อไป
นอกจากนี้ curiosity เกิดจากความอยากรู้อยากเห็นที่เกิดขึ้นจากภายในและความรู้สึกในเชิงบวก ไม่ใช่จากการถูกบังคับ ดังนั้นการสอนที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการหาข้อมูลเพิ่มเติมนั้น อาจไม่ได้เป็นผลมาจากการกระตุ้นให้เกิด curiosity เสมอไป เช่น สภาวะจำยอม ทำเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษเท่านั้น เป็นต้น
จากประเด็นข้างต้น ผู้สอนจึงควรใช้ความระมัดระวังในการออกแบบการสอน สอดแทรกปัจจัยกระตุ้นอย่างพอเหมาะ ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ไม่ถี่เกินไป ไม่ห่างเกินไป คอยสังเกตการมีส่วนร่วมของผู้เรียน และความชอบส่วนตัวของผู้เรียนประกอบไปด้วยกัน เพื่อกระตุ้นให้เกิด curiosity ในตัวผู้เรียน และสร้าง motivation ที่ยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Engagement

Engagement หรือ การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง motivation และการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) คือ ผู้เรียนมีความตั้งใจไขว่คว้าหาความรู้ ซึ่ง engagement จะมีความคล้ายคลึงกับ curiosity แต่จะครอบคลุมไปถึงกระบวนการส่วนอื่น ๆ ที่มีความซ้ำซ้อนกว่าความสนใจ เช่น มิติด้านการรู้คิด ความรู้สึก ปัจจัยด้านสังคมวัฒนธรรม ต่าง ๆ ที่รวมออกมาเป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนทำให้ตนเองเป็นส่วนหนึ่งในการกระบวนการเรียนรู้นั้น

สถานการณ์ตัวอย่าง: อาจารย์ได้จัดให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 ที่กำลังปฏิบัติงานในแผนกอายุรกรรม ได้ทำ case disccusion โดยให้นักศึกษาสามารถเลือกเคสได้เอง และเน้นเนื้อหาที่นักศึกษาสามารถนำไปประยุกต์ได้ พร้อมกับกระตุ้นให้นักศึกษา reflect สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเคสนี้

สอนอย่างไรในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ: ผู้สอนสามารถออกแบบการสอนที่ช่วยเพิ่ม engagement ในผู้เรียนได้ด้วยการประยุกต์ใช้หลักการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
  • Growth Mindset: ผู้สอนควรออกแบบระบบการประเมินผลที่เน้นการ feedback อย่างสร้างสรรค์ พร้อมข้อเสนอแนะที่ชัดเจน เพื่อสร้างให้ผู้เรียนเชื่อว่าตนเองมีความสามารถสามารถพัฒนาได้ และมี engagement ในการพัฒนาตนเองมากขึ้น
  • Autonomy: ผู้สอนสามารถส่งเสริม autonomy ในผู้เรียนได้โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกหัวข้อวิจัยหรือกรณีศึกษาที่สนใจ หรือให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการวางแผนการเรียน เป็นต้น
  • Mastery Goal Orientation: ผู้สอนควรออกแบบการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาที่มีความเชื่อมโยงกับการทำงานจริง เช่น Case-Based Learning, Problem-Based Learning หรือ Team-Based Learning เพื่อให้ผู้เรียนให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจเนื้อหา และการนำไปประยุกต์ใช้จริง ไม่ใช่แค่การสอบผ่าน จะทำให้ผู้เรียนมี engagement ที่เพิ่มขึ้นได้
  • Causal Attributions: ผู้สอนควรช่วยให้ผู้เรียนตระหนักว่า ผลการเรียนของผู้เรียนมาจากความเพียรพยายามและวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่จากความสามารถที่ตายตัว โดยวิธี เช่น การจัดให้ผู้เรียนได้ทำ reflection บ่อย ๆ เป็นต้น
การที่ผู้สอนสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนมี engagement ที่สูงขึ้น นอกจากจะทำให้ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนดีขึ้นแล้ว ยังสามารถทำให้ motivation ของผู้เรียนสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งส่งผลทำให้ผู้เรียนมีการพัฒนาทั้งในด้านการเรียนและการทำงานในระยะยาว

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ Engagement: Engagement ของผู้เรียนนั้นไม่ใช่เป็นแค่พฤติกรรมที่แสดงออกมาภายนอก เช่น การตั้งใจฟัง การแสดงความคิดเห็น แต่ยังรวมถึงมิติด้านความรู้สึก และความคิดที่อยู่ภายในด้วย ผู้เรียนบางคนอาจไม่ได้มีพฤติกรรมที่แสดงออกมาภายนอกชัดเจน แต่ไม่ได้แปลว่าผู้เรียนมี engagement ที่ต่ำเสมอไป อีกทั้งการออกแบบการสอนอาจทำให้ผู้เรียนแสดง engagement ออกมาให้เห็นได้ชัดลำบาก เช่น เป็นเนื้อหาที่ผู้เรียนไม่ถนัด หรือมีเนื้อหาที่มากเกินไปจนไม่มีเวลาแสดงความเห็นออกมา ผู้สอนจึงควรออกแบบการประเมิน engagement ให้ครอบคลุมทุกมิติ ไม่ใช่ยึดเฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เห็นได้จากภายนอก

Image
Sense of Belonging

Sense of Belonging หรือ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและมีความสำคัญ หมายถึง การที่ผู้เรียนรับรู้ว่าตนเองได้รับการยอมรับ ได้รับการเคารพ เป็นที่ต้องการ และเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้นั้น ๆ เช่น ในบริบทแพทย์ คือรู้สึกตนเองเป็นส่วนหนึ่งของทีมแพทย์ เป็นต้น ซึ่งถ้าผู้เรียนรู้สึกว่าตนเองปราศจากความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในสภาพแวดล้อมนั้น ๆ ผู้เรียนอาจจะมีความคิดว่าสิ่งนี้หรือวิชานี้คงไม่เหมาะกับเรา พยายามถอนตัวออกจากกิจกรรม (withdraw) หรือหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมได้

สถานการณ์ตัวอย่าง: อาจารย์ผู้สอนให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 ที่เพิ่งขึ้นราวน์ในวอร์ดกุมารเวชกรรมเป็นครั้งแรก ได้ลองเล่าประวัติผู้ป่วยและการรักษาในปัจจุบันให้อาจารย์ฟัง หลังจากเล่าเสร็จ อาจารย์ได้มีการซักถามเพิ่มเติมและ feedback ให้คำแนะนำว่านักศึกษาสามารถดูแลผู้ป่วยได้ดีขึ้นอย่างไรบ้าง

สอนอย่างไรในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ: ผู้สอนสามารถทำให้ผู้เรียนรู้สึกมี sense of belonging ได้โดยการสอดแทรกสิ่งต่าง ๆ ให้เข้าไปอยู่ในกระบวนการเรียนรู้อยู่ตลอด กระตุ้นให้ผู้เรียนไม่รู้สึกถูกทอดทิ้ง โดยสามารถทำได้หลากหลายวิธีการ เช่น
  • สร้าง Psychological Safety: ผู้สอนควรสร้างบรรยากาศที่ผู้เรียนมีความรู้สึกปลอดภัยทางความคิด สามารถแสดงความคิดเห็นออกมาได้อย่างเต็มที่ จะทำให้ผู้เรียนกล้าที่จะมีส่วนร่วม รู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญต่อทีม
  • ใช้ Reflection and Feedback: การที่ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนทำ reflection และคอยให้ feedback แก่ผู้เรียน จะสามารถทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้โดยตรง รู้สึกว่าตนเองมีตัวตน เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และการทำงานของทีม
  • แสดง Empathy: การที่ผู้สอนมีความเห็นอกเห็นใจในผู้เรียน มีความยืดหยุ่น เช่น รับรู้ถึงสภาวะหมดไฟของผู้เรียน หรือมีการพูดคุยทักทายกับผู้เรียนอยู่เรื่อย ๆ จะทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของทีม ไม่ถูกทอดทิ้ง และมีความสำคัญ
เนื่องจาก sense of belonging มีความเกี่ยวข้องกับ personal preference ของผู้เรียนด้วย ผู้สอนจึงควรพยายามออกแบบรายละเอียดการสอนที่เข้ากับนักศึกษาแต่ละคนให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้สูตรสำเร็จ และเมื่อผู้สอนทำให้ผู้เรียนมี sense of belonging ได้ จะทำให้ผู้เรียนมี engagement ในการเรียนรู้มากขึ้น และมี motivation ในการเรียนรู้สูงขึ้นด้วย

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ Sense of Belonging: ผู้สอนที่พยายามสร้าง sense of belonging อาจจะต้องระวัง คือ นักศึกษาแต่ละคนมีความต้องการส่วนตัว ความเป็นส่วนตัว และการแสดงออกไม่เท่ากันที่ไม่เท่ากัน เช่น บางคนชอบการพูดคุยต่อหน้ากลุ่ม บางคนต้องการความเป็นส่วนตัวมากกว่า การบังคับให้ทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมกระชับมิตรแบบเดียวกันทั้งหมด อาจไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสมเสมอไป เพราะกลายเป็นการสร้างความอึดอัดและทำให้ผู้เรียนบางคนรู้สึก ไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีม มากยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้ามผู้สอนที่สร้างพื้นที่ปลอดภัยเกินไป ตามใจผู้เรียนมากเกินไป ก็สามารถทำให้ผู้เรียนรู้สึกถูกปล่อยปละละเลย และลด sense of belonging ของผู้เรียนได้เช่นกัน

This image for Image Layouts addon

Figure 2: ตัวอย่างวิธีการเสริมสร้าง Sense of Belonging

Task Utility

Task Utility หรือ การใช้สอยประโยชน์ของกิจกรรมการเรียนรู้ คือ ความสามารถในการนำเนื้อหาการเรียน ทักษะที่กำลังฝึกอยู่นั้น มาสร้างให้เห็นถึงประโยชน์ ความสอดคล้อง และความสำคัญต่อเป้าหมายในอนาคตของตนเอง ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับ Utility Value ใน Expectancy-Value Theory โดยที่ Task Utility จะเน้นไปที่กระบวนการที่ทำให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยง และสร้าง Utility Value เป็นหลัก

สถานการณ์ตัวอย่าง: อาจารย์จัดให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 ได้นำเสนอ topic ที่มีความสัมพันธ์กับเคสผู้ป่วยที่ตนเองดูแลอยู่ โดยให้อธิบายสาเหตุและความเชื่อมโยงของเนื้อหาต่อการดูแลผู้ป่วยจริง

สอนอย่างไรในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ: ผู้สอนสามารถฝึกให้ผู้เรียนมีทักษะในการทำ Task Utility ได้โดยการออกแบบการเรียนรู้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
  • Early Clinical Correlation: ผู้สอนควรฝึกให้ผู้เรียนสร้าง Task Utility ฝึกเชื่อมโยงตั้งแต่ชั้นปีแรก ๆ ตั้งแต่ชั้นเรียนปรีคลินิก เช่น การผสมผสาน Case-Based Learning เข้าไปในวิชาเรียน หรือการพาผู้เรียนไปดูการทำงานจริง และกระตุ้นให้ผู้เรียนเล็งเห็นความสัมพันธ์ของเนื้อหากับการใช้งานจริง
  • Learning Objectives: ผู้สอนควรมีการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มกิจกรรม ชี้แจงให้ชัดเจนว่างานที่มอบหมายให้ผู้เรียนทำมีประโยชน์อย่างไรต่อตัวผู้เรียน เช่น แทนที่จะสั่งแค่ว่า “ไปซักประวัติคนไข้มานะ” ให้เปลี่ยนเป็นการอธิบายคุณค่าว่า "ไปซักประวัติคนไข้มานะ จะได้นำมาฝึกวินิจฉัยแยกโรคอาการเหนื่อย ทักษะนี้จะได้ใช้ทุกวันแน่นอนในอนาคต” จะทำให้ผู้เรียนฝึกสร้าง Task Utility ทุกครั้งก่อนที่ผู้เรียนทำกิจกรรมต่าง ๆ
  • Reflection: หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สถานการณ์จำลอง หรือการดูแลผู้ป่วยจริง ผู้สอนควรให้ผู้เรียนทำ reflection โดยกระตุ้นให้ผู้เรียนพยายามเชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในครั้งนั้นกับการนำไปประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยจริงในอนาคต
ผู้เรียนที่สามารถใช้ Task Utility อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถสร้าง motivation ในการเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางขึ้น ไม่จำกัดอยู่เพียงสิ่งที่ตนเองชอบเป็นหลัก

This image for Image Layouts addon

Figure 3: ตัวอย่างวิธีการฝึกสอนทักษะ Task Utility ให้แก่ผู้เรียน

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหากไม่เข้าใจ Task Utility: ผู้สอนควรต้องระวังไม่ชี้นำ utility value ที่ทำให้ผู้เรียนไขว้เขว เช่น ระหว่างสอนอยู่ ผู้สอนได้พูดว่า เนื้อหานี้สำคัญมากออกสอบนะ ทำให้ผู้เรียน utilize task คือสิ่งที่กำลังเรียนอยู่ว่า ความสำคัญคือใช้ในการสอบเป็นหลัก ซึ่งสามารถไปซ้อนทับ (override) การสร้าง task utility ของผู้เรียน ที่อาจพยายามเชื่อมโยงคุณค่าเข้ากับการดูแลผู้ป่วยจริงอยู่ อีกประเด็นหนึ่ง คือถ้าผู้สอนพยายามให้ผู้เรียนให้ความสำคัญในสร้างการ task utility กับสิ่งที่ผู้เรียนไม่เข้าใจ ไม่มีการอธิบาย ไม่มีการยกตัวอย่าง ผู้เรียนจะไม่สามารถใช้ task utility ได้อย่างเหมาะสม และอาจจะไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น ๆ เลยได้

References

1. Lim JJ, Sandars J, Vivekananda-Schmidt P. Sense of belonging: A complementary lens to the ‘labour upon labour’ framework for underrepresented medical student experiences. Med Teach. 2026;48(2):336-337. doi:10.1080/0142159X.2025.2551248.

2. Lyons KM, Cain JJ, Haines ST, Gasevic D, Brock TP. The clinical educator’s guide to fostering learner motivation: AMEE Guide No. 137. Med Teach. 2021;43(5):492-500. doi:10.1080/0142159X.2020.1837764.


3. Sternszus R, Saroyan A, Steinert Y. Describing medical student curiosity across a four year curriculum: An exploratory study. Med Teach. 2017;39(4):377-382. doi:10.1080/0142159X.2017.1290793.

ดร. นพ.ฐนิตย์ นันทนาทรัพย์
ภาควิชารังสีวิทยา 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

ฐนิตย์ นันทนาทรัพย์. สับ สรรพ ศัพท์: Curiosity, Engagement, Sense of Belonging, Task Utility. SHEE J. 2026;7(2): e260209
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/journals-th/issue2-2026/09-02-2026




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates