สารบัญ
- 01) Executive Talk: How to motivate learners in health science schools (27 views)
- 02) การใช้รางวัลและการทำโทษ (Rewards and Punishment) ในการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ (33 views)
- 03) Psychological Needs for Building Intrinsic Motivation (29 views)
- 04) Building Self Confidence (27 views)
- 05) แรงจูงใจผ่านมุมมองของ Expectancy-Value Theory: จาก Pre-clinical สู่ Clinical Learning ในวิทยาศาสตร์สุขภาพ (293 views)
- 06) Message from Deputy Dean (14 views)
- 07) Students' Voice: Students' Motivation and Experience เสียงสะท้อนจากผู้เรียน: แรงจูงใจและประสบการณ์ในการเรียนวิชาชีพสุขภาพ (22 views)
- 09) สับ สรรพ ศัพท์: Curiosity, Engagement, Sense of Belonging, Task Utility (14 views)
- 10) Educational Movement: Practical tips for building motivation in health science students (15 views)
- 11) SHEE Sharing: Promoting students’ autonomous motivation for the ongoing curriculum using a ‘Societal Impact Project’ with basic psychological needs characteristics (19 views)
- 12) SHEE Research: Social Desirability Bias in Health Science Education Research (26 views)
- 13) Click&Go with Technology: YeolPumTa, An Application for Enhancing Learning Motivation in Health Science Education (27 views)
07
Students’ Voice: Students’ Motivation and Experience เสียงสะท้อนจากผู้เรียน: แรงจูงใจและประสบการณ์ในการเรียนวิชาชีพสุขภาพ
นพ. ธนภัทร ประกายรุ้งทอง
แพทย์ใช้ทุน
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
แพทย์ใช้ทุน
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ตลอด SHEE Journal เล่มนี้ ผู้อ่านคงได้เห็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแรงจูงใจในการเรียนรู้ของผู้เรียนในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งในแง่ของที่มาของแรงจูงใจ ความเปลี่ยนแปลงของแรงจูงใจระหว่างการเรียน ประสบการณ์ความเหนื่อย ท้อ หรือหมดไฟ รวมถึงบทบาทของอาจารย์ คณะ และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่อาจช่วยประคับประคองผู้เรียนให้ยังคงเดินหน้าต่อไปได้
ในส่วน Students’ Voice นี้ ผู้เขียนตั้งใจนำเสนอเสียงสะท้อนจากผู้เรียนในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพในหลายระดับและหลากหลายวิชาชีพ ได้แก่ นักศึกษากายภาพบำบัด นักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ นักศึกษาพยาบาล นักศึกษาแพทย์ และแพทย์ประจำบ้านต่อยอด เพื่อให้เห็นว่าแรงจูงใจในการเรียนวิชาชีพสุขภาพไม่ได้เป็นสิ่งที่คงที่ตลอดเวลา แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามประสบการณ์ที่ผู้เรียนเผชิญ
ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะมีส่วนช่วยให้ผู้อ่านสามารถนำมุมมองของผู้เรียนไปใช้พัฒนาการเรียนการสอน การดูแลนักศึกษา และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้ได้ไม่มากก็น้อย โดยผู้จัดทำได้สัมภาษณ์ผ่านประเด็นคำถาม 4 ข้อ ดังนี้
ข้อ 1 ทำไมนักศึกษาจึงตัดสินใจเข้าเรียนสาขาวิชาชีพนี้ และเมื่อเทียบกับตอนแรกเข้า ตอนนี้แรงจูงใจในการศึกษาวิชาชีพยังเหมือนเดิมอยู่หรือไม่
จากคำตอบของผู้ให้สัมภาษณ์ พบว่าแรงจูงใจตั้งต้นของผู้เรียนส่วนใหญ่มีรากฐานจากความต้องการ “ช่วยเหลือผู้อื่น” แต่บริบทที่ทำให้เกิดแรงจูงใจนั้นแตกต่างกันไป บางคนเริ่มจากบุคลิกและความชอบส่วนตัว บางคนเริ่มจากประสบการณ์ชีวิตหรือการเจ็บป่วยของตนเองและคนใกล้ชิด ขณะที่บางคนเริ่มจากความสนใจทางวิชาการ ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ความเข้าใจในคุณค่าของวิชาชีพมากขึ้น
ในกลุ่มผู้เรียนระดับนักศึกษา แรงจูงใจในช่วงแรกมักผูกกับภาพของการเป็นผู้ช่วยเหลือ การดูแลผู้ป่วย หรือการทำงานที่มีคุณค่าต่อผู้อื่น เช่น นักศึกษากายภาพบำบัดสะท้อนว่าอาชีพนี้ตอบโจทย์ความชอบในการดูแลและพูดคุยกับคนไข้ เพราะมีโอกาสใช้เวลาอยู่กับผู้ป่วยนานพอที่จะรับฟังปัญหาทั้งทางกายและใจ
" คิดว่าโดยส่วนตัวเป็นคนชอบดูแลและพูดคุยกับคนอยู่แล้วครับ ซึ่งการเรียนกายภาพบำบัด ค่อนข้างตอบโจทย์เนื่องจากเรามีเวลาอยู่กับคนไข้นาน จึงได้พูดคุยและรับฟังปัญหาต่างๆ เหมือนได้รักษาทั้งกายและใจในเวลาเดียวกันครับ "
— นายวชิรวิทย์ ลำธารทอง
นักศึกษากายภาพบำบัด ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยมหิดล
ขณะที่ในผู้เรียนระดับหลังปริญญา แรงจูงใจยังคงเชื่อมโยงกับการช่วยเหลือผู้ป่วยเช่นกัน แต่มีมิติของความเป็นมืออาชีพและการดูแลแบบองค์รวมมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผ่านประสบการณ์การทำงานจริง การดูแลผู้ป่วยจริง และการเห็นผลกระทบของวิชาชีพต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วย
" ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมาก แต่จากเดิมที่เน้นเรื่องการผ่าตัด ความรู้และทักษะเท่านั้น ปัจจุบันให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยและครอบครัว soft skill ต่างๆ communication techniqueมากขึ้น "
— แพทย์หญิง ขวัญจุฑา เจษฎาไกรสร
แพทย์ประจำบ้านต่อยอดอนุสาขามะเร็งวิทยานรีเวช คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล
โดยรวมแล้ว ผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนไม่ได้สูญเสียแรงจูงใจตั้งต้นไป แต่แรงจูงใจมีการปรับรูปจากความคาดหวังส่วนบุคคลหรือเป้าหมายระยะสั้น ไปสู่ความเข้าใจที่ลึกขึ้นเกี่ยวกับผู้ป่วย บทบาทของวิชาชีพ และคุณค่าของความรู้ที่สามารถนำไปใช้จริง ประเด็นนี้สะท้อนให้ผู้ออกแบบหลักสูตรและผู้ออกแบบการเรียนการสอน เห็นว่าแรงจูงใจของผู้เรียนอาจเปลี่ยนแปลงตามประสบการณ์การเรียนและการฝึกปฏิบัติ การออกแบบประสบการณ์ที่ช่วยให้ผู้เรียนเห็นความหมายของวิชาชีพและเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับการดูแลผู้ป่วยจริง จึงอาจเป็นส่วนสำคัญในการคงไว้และพัฒนาแรงจูงใจของผู้เรียน
ข้อ 2 นักศึกษาเคยรู้สึกสูญเสียความเชื่อมั่น หมดไฟ หรือไม่อยากเรียนต่อหรือไม่ ความรู้สึกเหล่านั้นมีผลต่อการเรียนหรือไม่ และนักศึกษาแก้ปัญหาส่วนนั้นอย่างไร
จากคำตอบของผู้ให้สัมภาษณ์ พบว่าความรู้สึกท้อ หมดไฟ หรือสูญเสียความมั่นใจเป็นประสบการณ์ที่พบได้ในผู้เรียนหลายระดับ สาเหตุสำคัญมักเกี่ยวข้องกับความยากและปริมาณของเนื้อหา ความถี่ของการสอบ ความกดดันจากความคาดหวังต่อตนเอง ความรู้สึกว่าอาจตามเพื่อนไม่ทัน รวมถึงความไม่แน่ใจต่ออนาคตของตนเอง
" สาเหตุคงเป็นเพราะว่าเรายังรู้สึกไม่แน่ใจกับอนาคตของตัวเองค่ะ มีคำถามให้ได้คิดเต็มไปหมดเลย ทั้งเรื่องที่สิ่งที่เราเรียนอยู่เราจะทำมันได้ดีจริงๆใช่ไหม รายวิชาที่เราเรียนอยู่ตอนนี้มันยากมากๆเลยเราจะผ่านมันไปได้ใช่ไหม มีความเครียดความกดดันตัวเองเข้ามา จนบางทีก็เกิดคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่เราเรียนอยู่เรามีความสุขจริงๆใช่ไหมคะ "
— นางสาวขวัญชนก สถาพรนิรันดร์
นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยมหิดล
" ช่วงที่หมดไฟรู้สึกไม่อยากอ่านหนังสือก็จะมีบ้าง โดยช่วงที่รู้สึกหมดไฟมากที่สุดน่าจะเป็นช่วงปลาย ๆ ปี 2 เนื่องจากตอนนั้นพึ่งแข่ง SIMSPQ รอบชิงเสร็จ แล้วก็ต้องมาสอบ microbio กับ pharmaco ต่อเลย ทำให้ตอนนั้นรู้สึกว่าเบื่อการอ่านหนังสือมาก แทบจะไม่อยากเปิดสไลด์ขึ้นมาอ่านเลยครับ "
— ธนวัฒน์ ไพศาลขจี
นักศึกษาแพทย์ ชั้นปีที่ 5 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
สำหรับการจัดการกับภาวะหมดไฟ ผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวถึงวิธีที่หลากหลาย ได้แก่ การทบทวนเป้าหมายของตนเอง การปรับตัว การปรับมุมมอง การพักจากการเรียน การทำกิจกรรมอื่น และการยอมรับว่าความก้าวหน้าของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเท่ากัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าผู้เรียนจำนวนมากพยายามจัดการกับความยากลำบากด้วยตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นว่าหลักสูตรควรมีระบบสนับสนุนที่ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและช่วยให้ผู้เรียนกลับมาเชื่อมโยงกับเป้าหมายของตนเองได้
" สิ่งที่ช่วยให้หนูผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ คือการค่อย ๆ ปรับมุมมองของตัวเอง จากเดิมที่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลา มาเป็นการเปรียบเทียบกับตัวเองในอดีตแทน หนูเริ่มยอมรับว่าทุกคนมีจุดเริ่มต้นไม่เหมือนกัน และความสำเร็จไม่ได้วัดจากการเรียนได้เร็วที่สุด แต่เป็นการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง "
— นางสาวเบญญาภา แม๊กพิมาย
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าเนื้อหา ปริมาณงาน การสอบ และจังหวะของหลักสูตรมีผลต่อแรงจูงใจและความมั่นใจของผู้เรียนอย่างมาก ข้อมูลจากผู้เรียนสามารถนำไปใช้ทบทวนว่าเนื้อหาและการจัดการหลักสูตรมีความเหมาะสมหรือไม่ มีช่วงใดของหลักสูตรที่ผู้เรียนมีความเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟสูง และหลักสูตรสามารถออกแบบระบบสนับสนุนหรือจังหวะการเรียนรู้ให้สมดุลยิ่งขึ้นได้อย่างไร
ข้อ 3 นักศึกษาเคยพบอาจารย์ที่ช่วยให้นักศึกษามีกำลังใจหรือมีแรงจูงใจในการเรียนรู้มากขึ้นหรือไม่ และอาจารย์มีลักษณะ การแนะนำ หรือการสอนอย่างไร
ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่เคยพบอาจารย์ช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ โดยคุณลักษณะสำคัญที่ผู้เรียนกล่าวถึง ได้แก่ การเปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็น การรับฟังโดยไม่ตัดสิน และ การให้คำแนะนำที่เหมาะสม ในอีกมุมหนึ่ง ผู้ให้สัมภาษณ์บางรายสะท้อนว่าสามารถสร้างแรงบันดาลใจ ได้จากบุคคลต้นแบบ ซึ่งเกิดจากการเห็นความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องของอาจารย์ ทั้งในฐานะแพทย์และครูแพทย์
" เคยค่ะ โดยเฉพาะอาจารย์ที่ปรึกษาของหนู ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจในการเรียนของหนูมาก อาจารย์เป็นคนที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้ามาปรึกษาได้เสมอ ทำให้หนูรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยทั้งเรื่องการเรียน กิจกรรม และปัญหาส่วนตัวที่พบระหว่างการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย "
— นางสาวเบญญาภา แม๊กพิมาย
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
" ผศ.พญ.สุวนิตย์ ธีระศักดิ์วิชยา เป็นอาจารย์ที่เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนและทำงาน ท่านเป็นแบบอย่างของความทุ่มเทและความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ แม้ปัจจุบันจะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังคงมาปฏิบัติงานที่ศิริราชด้วยความสมัครใจ และสอน Resident และ Fellow อย่างสม่ำเสมอ ความตั้งใจในการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ของอาจารย์ ไม่ว่าจะในหรือนอกห้องผ่าตัด ทำให้ดิฉันเห็นคุณค่าของการเป็นแพทย์และครูแพทย์ที่ดี "
— แพทย์หญิง ขวัญจุฑา เจษฎาไกรสร
แพทย์ประจำบ้านต่อยอดอนุสาขามะเร็งวิทยานรีเวช คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า faculty development ไม่ควรจำกัดอยู่ที่เทคนิคการสอนหรือการประเมินเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมทักษะการรับฟัง การให้ feedback อย่างสร้างสรรค์ การสร้าง psychological safety ในชั้นเรียน การเชื่อมโยงบทเรียนกับความหมายของวิชาชีพ และการเป็น role model ที่ผู้เรียนสามารถเห็นและสัมผัสได้จริง
ข้อ 4 นักศึกษาคิดว่าคณะและอาจารย์ควรมีแนวทางในการสอนหรือการ support นักศึกษาที่สูญเสียแรงจูงใจในการเรียนไปอย่างไรบ้าง
แนวทางที่คณะหรืออาจารย์ควรใช้ในการสนับสนุนนักศึกษาที่หมดไฟหรือสูญเสียแรงจูงใจ ผู้ให้สัมภาษณ์ให้ความสำคัญกับ “การรับฟัง” และ “การสร้างพื้นที่ปลอดภัย” เป็นอันดับแรก หลายคนมองว่านักศึกษาที่กำลังหมดไฟอาจไม่ได้ต้องการคำตอบหรือการแก้ปัญหาทันที แต่ต้องการพื้นที่ที่สามารถแจ้งปัญหา พูดคุย และร่วมกันมองหาทางออกกับอาจารย์หรือคณะได้โดยไม่รู้สึกว่าต้องต่อสู้เพียงลำพัง นอกจากนี้ ผู้ให้สัมภาษณ์ยังสะท้อนว่าการช่วยให้นักศึกษาเห็นภาพอนาคตของวิชาชีพ และการทำให้ผู้เรียนเข้าใจว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ อาจช่วยฟื้นแรงจูงใจและทำให้นักศึกษากลับมาเรียนอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น
" ส่วนตัวแล้วคิดว่าการรับฟังและพูดคุย เพื่อหาสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาร่วมกัน น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ "
— นายวชิรวิทย์ ลำธารทอง
นักศึกษากายภาพบำบัด ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยมหิดล
" สิ่งที่ผมคิดว่าคณะหรืออาจารย์สามารถช่วยเหลือได้คือ สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักศึกษาเพื่อที่จะแจ้งปัญหาและหาทางออกร่วมกัน ผมคิดว่าสิ่งนี้จะทําให้นักศึกษาอุ่นใจว่าเราไม่สู้เพียงลําพังโดยไม่มีเป้าหมาย "
— นายศุกรีย บัวดี
นักศึกษาชั้นปี 4 หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาวิทยาศาสตรการกีฬาและการออกกําลังกาย
วิทยาลัยวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล
สาขาวิชาวิทยาศาสตรการกีฬาและการออกกําลังกาย
วิทยาลัยวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล
ประเด็นนี้สะท้อนว่า การ support นักศึกษาที่สูญเสียแรงจูงใจไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการให้คำแนะนำเชิงวิชาการหรือการตักเตือนให้พยายามมากขึ้น แต่ควรเริ่มจากการสร้างความรู้สึกปลอดภัยในการสื่อสาร การรับฟังอย่างเข้าใจ และการร่วมกันมองหาทางออกอย่างเป็นระบบ คณะและอาจารย์อาจช่วยเติมแรงจูงใจให้ผู้เรียนได้ผ่านการเชื่อมโยงการเรียนกับภาพอนาคตของวิชาชีพ เช่น การจัดประสบการณ์ระยะสั้น การศึกษาดูงาน หรือการเปิดโอกาสให้นักศึกษาเห็นบทบาทจริงของตนในอนาคต ขณะเดียวกัน อาจารย์ควรมีบทบาทในการช่วยให้นักศึกษาเข้าใจว่าความผิดพลาดและความล้มเหลวระหว่างเรียนเป็นเรื่องปกติของกระบวนการเรียนรู้ และไม่ได้เป็นสิ่งที่ตัดสินศักยภาพของผู้เรียนในระยะยาว
เสียงสะท้อนจากผู้ให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าแรงจูงใจของผู้เรียนในวิชาชีพสุขภาพเป็นสิ่งที่มีพลวัต เริ่มต้นจากเหตุผลและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เติบโตผ่านการเรียนรู้และการฝึกปฏิบัติ และอาจสั่นคลอนได้เมื่อผู้เรียนเผชิญความยาก ปริมาณงาน ความกดดัน หรือความไม่มั่นใจในตนเอง
อย่างไรก็ตาม ผู้เรียนจำนวนมากยังสามารถกลับมาเชื่อมโยงกับเป้าหมายของตนเองได้ เมื่อได้รับประสบการณ์ที่ทำให้เห็นความหมายของสิ่งที่เรียน ได้พบผู้ป่วยจริง ได้รับการรับฟังจากอาจารย์ ได้รับ feedback ที่สร้างสรรค์ หรือได้เห็น role model ที่สะท้อนคุณค่าของวิชาชีพ
สำหรับคณะและอาจารย์ เสียงของผู้เรียนเหล่านี้อาจเป็นคำเชิญชวนให้กลับมาทบทวนว่า หลักสูตรและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของเราช่วยให้ผู้เรียน “อยากเรียนรู้ต่อ” ได้มากน้อยเพียงใด เรามีพื้นที่ให้ผู้เรียนได้พูดถึงความเหนื่อย ความกลัว และความไม่มั่นใจหรือไม่ และเราสามารถสร้างระบบสนับสนุนที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าเขาไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางวิชาชีพนี้เพียงลำพังได้อย่างไร
ท้ายที่สุด การรับฟังเสียงของผู้เรียนอาจไม่ใช่เพียงการเข้าใจผู้เรียนมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการศึกษาในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพให้เป็นพื้นที่ที่ทั้งท้าทาย สนับสนุน และหล่อเลี้ยงแรงจูงใจในการเติบโตเป็นบุคลากรสุขภาพที่ดีต่อไป
ขอขอบคุณผู้ให้สัมภาษณ์

นายวชิรวิทย์ ลำธารทอง
นักศึกษากายภาพบำบัด ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยมหิดล

นางสาวขวัญชนก สถาพรนิรันดร์
นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยมหิดล

นางสาวเบญญาภา แม๊กพิมาย
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ธนวัฒน์ ไพศาลขจี
นักศึกษาแพทย์ ชั้นปีที่ 5 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

แพทย์หญิง ขวัญจุฑา เจษฎาไกรสร
แพทย์ประจำบ้านต่อยอดอนุสาขามะเร็งวิทยานรีเวช คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล

นายศุกรีย บัวดี
นักศึกษาชั้นปี 4 หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตรการกีฬาและการออกกําลังกาย วิทยาลัยวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล
นพ. ธนภัทร ประกายรุ้งทอง
แพทย์ใช้ทุน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email :








