12) SHEE Research: Reflective Diaries as Data Collection Instruments in Health Science Education Research

สารบัญ
Go Back

12

SHEE Research: Reflective Diaries as Data Collection Instruments in Health Science Education Research

ดร.พีรดา งามเสน่ห์
ผู้ช่วยอาจารย์
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Image
สวัสดีผู้อ่าน SHEE Journal ที่แวะเวียนมาพบกับสาระความรู้ด้านงานวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพในคอลัมน์ SHEE Research อีกครั้งค่ะ คราวนี้เราพบกันในช่วงปลายฤดูฝนที่อากาศกำลังเปลี่ยนแปลง ผู้เขียนจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านทุกท่านจะยังคงมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง เพื่อที่จะได้มีกำลังในการทำงาน ใช้ชีวิต และพร้อมที่จะดำดิ่งสู่เรื่องราวที่ผู้เขียนคาดว่ามีความน่าสนใจและน่าจะมีประโยชน์สำหรับการทำวิจัยของทุก ๆ ท่าน นั่นก็คือ บันทึกสะท้อนคิด โดยในฉบับนี้ ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงการใช้บันทึกสะท้อนคิดในฐานะเครื่องมือเก็บข้อมูลวิจัยนะคะ

ผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่าน SHEE Research หลายท่านรู้จัก เข้าใจความสำคัญ แยกแยะความแตกต่าง และคุ้นเคยกับการวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยแบบผสมวิธีเป็นอย่างดี เช่นนั้นแล้ว ผู้อ่านก็คงจะทราบว่าการวิจัยต่างประเภทกันย่อมมีเครื่องมือสำหรับเก็บข้อมูลที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้วิจัยต้องการเก็บข้อมูลประเภทใด และทั้งหมดนี้ก็ต้องถูกเชื่อมโยงย้อนหลังกลับไปถึงคำถามและจุดประสงค์ของผู้วิจัย เช่น หากคุณเป็นอาจารย์แพทย์ประจำโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจกรรมพัฒนาบุคลากรในสถาบัน (Faculty Development) แล้วคุณต้องการทราบว่า กิจกรรม Workshop ที่คุณและคณะจัดขึ้นเนื่องในโครงการพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง (Continuing Professional Development หรือ CPD) ส่งผลต่อการพัฒนาความเป็นอาจารย์ของอาจารย์แพทย์ในสถาบันของคุณอย่างไร ในทางหนึ่ง คุณก็อาจจะทำการวิจัยที่เรียบง่ายด้วยการเชิญแพทย์ในสถาบันของคุณให้เข้าร่วมอบรมใน Workshop ด้าน CPD ของคุณและคณะทำงานของคุณ และขอให้ผู้เข้าร่วมอบรมดังกล่าวเข้าร่วมวิจัยของคุณ ให้ข้อมูลวิจัยแก่คุณผ่านการกรอกแบบสอบถามหลังการเข้าร่วมอบรม เมื่อมาถึงจุดนี้ ผู้อ่านอาจจะทราบว่า แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลวิจัยที่เป็นที่นิยมในงานวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์ อันรวมไปถึงการวิจัยทางการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้วิจัยต้องการข้อมูลวิจัยจากมนุษย์ และในกรณีตัวอย่างชวนคิดนี้ นักวิจัยก็ต้องการข้อมูลด้านพฤติกรรมจากเพื่อนแพทย์ผู้เข้าร่วมอบรม ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น คะแนน 5 ระดับ (5-point Likert scale) บ่งปริมาณความรู้ด้านการพัฒนาต่อยอดวิชาชีพแพทย์ที่ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับหลังกิจกรรม หรือข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น ความรู้สึกหลังเข้าร่วมการอบรม ข้อเสนอแนะเพิ่มลดหัวข้อการเรียนรู้สำหรับการอบรมครั้งต่อไปจากผู้เข้าร่วมอบรม เป็นต้น หรือผู้วิจัยอาจเลือกเครื่องมือเก็บข้อมูลชนิดอื่นที่แตกต่างจากแบบสอบถาม เช่น การสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมอบรม หรือกระทั่งการสังเกต (observation) พฤติกรรมของผู้เข้าร่วมอบรมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเข้ารับการอบรมก็ย่อมได้ อย่างไรก็ดี เครื่องมือเก็บข้อมูลวิจัยแต่ละประเภทที่กล่าวถึงทั้งหมดนี้มีข้อจำกัดหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นแบบสอบถามที่เก็บข้อมูลได้ง่าย รวดเร็ว แต่ก็มีกรอบและขอบเขตของคำถามที่อาจทำให้ผู้วิจัยไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกจากผู้ตอบแบบสอบถาม ครั้นจะหันมาเก็บข้อมูลให้ลุ่มลึกยิ่งขึ้นด้วยการสัมภาษณ์ ปัจจัยเช่นอิทธิพลจากผู้สัมภาษณ์ที่ปรากฏต่อหน้าผู้ถูกสัมภาษณ์อย่างชัดเจนและสม่ำเสมอตลอดการเก็บข้อมูลก็อาจทำให้ผู้เข้าร่วมวิจัยให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซ้ำร้าย ผู้สัมภาษณ์และผู้ให้สัมภาษณ์ยังจะต้องจัดตารางเวลานัดหมายเพื่อใช้เวลาร่วมกันให้ได้ กระทั่งการสังเกตพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมวิจัย ที่อาจจะทำให้ผู้วิจัยได้รับข้อมูลจากผู้เข้าร่วมวิจัยในสภาพที่มีความเป็นธรรมชาติมากกว่าการถูกซักถามโดยตรง ก็ยังมีความเสี่ยงที่ข้อมูลจะผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงด้วยมุมมอง ความสามารถในการตีความ หรืออคติของผู้วิจัยที่ทำการสังเกตได้เช่นกัน

การใช้บันทึกสะท้อนคิด (Reflective Diary) จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการเก็บข้อมูลวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์ การบันทึกมีนิยามโดยทั่วไปว่าเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ประสบการณ์ และความรู้สึกที่ผู้ให้ข้อมูลนั้นประสบด้วยตนเอง บันทึกเก็บข้อมูลด้วยตนเอง และสะท้อนคิดด้วยตนเอง โดยผู้ให้ข้อมูลสามารถบันทึกเรื่องราวและข้อมูลของตนเองได้หลายครั้ง และเมื่อมีบันทึกเพิ่มขึ้น ข้อมูลในบันทึกก็สามารถสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ ประสบการณ์ ความรู้สึก และการสะท้อนคิดของผู้บันทึกนั้นได้ตามช่วงเวลาที่ดำเนินไป และเพราะบันทึกสะท้อนคิดมีต้นกำเนิดมาจากการเขียนบันทึกประจำวันทั่วไป การใช้บันทึกเช่นนี้ในงานวิจัยจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นที่แพร่หลายมานานแล้วในวงการวิจัยทางสังคมศาสตร์ โดยที่นักวิจัยอาจจะใช้บันทึกสะท้อนคิดเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลวิจัยอย่างที่ผู้เขียนตั้งใจจะนำเสนอในฉบับนี้ ให้ผู้เข้าร่วมวิจัยบันทึกประสบการณ์และความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับคำถามวิจัย เพื่อส่งให้ผู้วิจัยนำไปวิเคราะห์เพื่อสรุปคำตอบวิจัยต่อไป หรืออาจถูกใช้เป็นเครื่องมือรับประกันความเข้มงวดและน่าเชื่อถือของงานวิจัย (Research Vigor) ที่นักวิจัยจะต้องบันทึกความรู้สึก ที่มาและที่ไป หลักการและเหตุผลของตนเองที่เลือกตีความข้อมูลวิจัยเพื่อสรุปความก็ได้ เพื่อแสดงให้ผู้อ่านบทความวิจัยทราบว่าผู้วิจัยมีกระบวนการค้นหาคำตอบสู่คำถามวิจัยที่ชัดเจน ประกาศแจ้งอคติที่อาจเกิดขึ้นจากตนเองได้อย่างโปร่งใสและจริงใจ ทำให้งานวิจัยมีคุณภาพ และเชื่อถือได้ว่าให้ข้อมูลที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น ทั้งยังมีรูปแบบการเก็บข้อมูลไม่ต่างไปจากการทำบันทึกส่วนตัวประจำวันดั้งเดิม คือ มักใช้การเขียนบรรยายลงสมุดนั่นเอง

บุคลากรทางวิทยาศาสตร์สุขภาพยังคงใช้บันทึกสะท้อนคิดในการวิจัยเป็นปริมาณไม่มากเมื่อเทียบกับสาขาความรู้อื่น อย่างไรก็ดี การแพทย์และพยาบาลหลายสาขาก็เริ่มเล็งเห็นแนวทางที่นักวิจัยในแวดวงของตนสามารถนำบันทึกสะท้อนคิดมาใช้เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ทรงคุณค่าและน่าสนใจในปัจจุบันมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ในแวดวงความรู้ด้านเรื่องเล่าทางการแพทย์ (Narrative Medicine) ที่ก่อตั้งโดยริตา คารอน (Rita Charon) แพทย์ชาวอเมริกันท่านหนึ่ง ที่นำมานุษยวิทยามาผนวกเข้ากับแพทยศาสตร์ ชวนให้แพทย์และผู้ให้บริการทางสาธารณสุขมองผู้ป่วยในฐานะมนุษย์ที่มีความรู้สึกนึกคิด ความต้องการ ปัจจัยทางสังคมและจิตวิทยาที่ก่อให้เกิดมาเป็นบุคคล อันส่งผลให้ผู้ให้การรักษาสามารถเข้าใจ ให้การรักษาที่มีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงจริยธรรมมากขึ้น สาขาความรู้ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพเช่นนี้ย่อมได้รับประโยชน์จากผลงานวิจัยที่ใช้บันทึกสะท้อนคิดศึกษาผู้ป่วย เช่น ในบทความวิจัยของเซอร์คาโตและคณะ [1] ที่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนทำบันทึกอิเล็กทรอนิกส์เล่าสภาพความเจ็บป่วยของตน ความต้องการในฐานะมนุษย์ รวมไปถึงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการเข้ารับการรักษา เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาอย่างเป็นองค์รวมได้มากขึ้น การใช้บันทึกสะท้อนคิดยังทำให้เกิดผลงานวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพที่น่าสนใจ เช่น บทความของวิจเบนกาและคณะ [2] มุ่งศึกษาประสบการณ์และวิธีการก้าวข้ามอุปสรรคของการฝึกงานในสถาบันนานาชาติของนักศึกษากายภาพบำบัด โดยในผลงานวิจัยฉบับนี้ นักศึกษาผู้เข้าร่วมวิจัย 12 ราย ทำบันทึกสะท้อนคิดด้วยการอัดเสียงตนเองบรรยายประสบการณ์การเรียนขณะศึกษาและฝึกงานที่สถาบันนานาชาติที่กำหนด ส่งไฟล์เสียงให้ผู้วิจัยวิเคราะห์ตีความ สรุปแง่มุมจากการเรียนของนักศึกษาผู้เข้าร่วมวิจัยออกเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่ การฝึกฝนด้านความเป็นมืออาชีพ บริบททางการศึกษา และวิธีการเรียนในแบบต่าง ๆ เฉพาะบุคคล นอกจากนี้ ก็ยังค้นพบวงจรการปฏิบัติตนของนักศึกษากายภาพบำบัดในสถาบันนานาชาติดังกล่าว ว่ามีขั้นตอนเป็นลำดับ จากการเริ่มต้นเข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่ สู่การปรับตัว โดยปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ การสร้างบทสนทนาระหว่างบุคลากรผู้ประกอบวิชาชีพภายในสถาบัน และการปรับใช้กลยุทธ์ทางการเรียนด้วยตนเองของนักศึกษา
This image for Image Layouts addon

Figure 1: ประโยชน์ของ Reflective Diary เมื่อใช้เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลวิจัย

การใช้บันทึกสะท้อนคิดเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลวิจัยมีประโยชน์และจุดเด่นแตกต่างจากเครื่องมือเก็บข้อมูลประเภทอื่นหลายประการ ดังนี้

  1. บันทึกสะท้อนคิดในหลายกรณีใช้จำนวนผู้เก็บข้อมูลน้อยกว่าเครื่องมืออื่น เนื่องจากผู้เข้าร่วมวิจัยสามารถให้ข้อมูลด้วยการบันทึกด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องอาศัยผู้สัมภาษณ์ หรือผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์รายอื่นในกรณีการสัมภาษณ์แบบกลุ่ม (focus group) ทำให้เก็บข้อมูลวิจัยได้สะดวกยิ่งขึ้น เมื่อคณะวิจัยไม่จำเป็นต้องนัดหมายผู้สัมภาษณ์หรือผู้เก็บข้อมูลรายอื่นเพื่อหาเวลาให้พบตรงกัน
  2. วิธีเก็บข้อมูลเหมาะสำหรับข้อมูลเชิงลึกที่มีความอ่อนไหวหรือเป็นความลับ เมื่อผู้เข้าร่วมวิจัยไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลผ่านการให้สัมภาษณ์แก่บุคคลอื่น และสามารถให้ข้อมูลผ่านการบันทึกในสถานที่รโหฐาน ในสถานการณ์ที่ให้ความรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวสูง ผู้เข้าร่วมวิจัยอาจให้ข้อมูลผ่านบันทึกที่มีทั้งปริมาณและความลึกมากกว่าการให้สัมภาษณ์หรือตอบแบบสอบถาม รวมถึงอาจรู้สึกสะดวกใจที่จะให้ข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ความลับ ความตาย หรือค่านิยมที่ขัดต่อจารีตประเพณีของสังคม เป็นต้น
  3. ธรรมชาติของบันทึกสะท้อนคิดให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของผู้เข้าร่วมวิจัยตามกาลเวลา ผู้วิจัยมักขอให้ผู้เข้าร่วมวิจัยทำบันทึกสะท้อนคิดมากกว่าหนึ่งครั้ง การเก็บข้อมูลเช่นนี้จึงเหมาะกับการวิจัยระยะยาว (longitudinal study) ที่ทำให้ผู้วิจัยได้ข้อมูลที่มีความลึกซึ้งและสะท้อนภาพของความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
  4. การสร้างบันทึกสะท้อนคิดในปัจจุบันทำได้หลายวิธี แม้ต้นกำเนิดและวิธีที่เป็นที่นิยมมากที่สุดจะเป็นการเขียน ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีปัจจุบันก็ทำให้นักวิจัยสามารถรับบันทึกสะท้อนคิดจากผู้เข้าร่วมวิจัยได้หลากหลายรูปแบบ เช่น บันทึกสะท้อนคิดแบบเสียง (audio diary) อย่างในบทความวิจัยของวิจเบนกาและคณะ บันทึกสะท้อนคิดแบบวิดีโอ (video diary) หรือกระทั่งบันทึกสะท้อนคิดแบบอิเล็กทรอนิกส์ รวบรวมบนกระดานสนทนาออนไลน์ เป็นต้น โดยรูปแบบที่หลากหลายนี้เองก็อาจทำให้ผู้วิจัยได้รับข้อมูลที่สื่อความมากกว่าตัวหนังสือ เช่น น้ำเสียง สีหน้าของผู้บันทึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบันทึกสะท้อนคิดด้วยเสียง เป็นวิธีที่นักวิจัยหลายคนเชื่อว่าส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมวิจัยที่บันทึกให้ข้อมูลตามความรู้สึกนึกคิด ณ ขณะนั้นที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยกว่าการเขียนได้ด้วย
อย่างไรก็ดี การใช้บันทึกสะท้อนคิดเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลการวิจัยก็ยังมีข้อควรคำนึงหลายประการ ดังนี้

  1. ผู้วิจัยจำเป็นต้องวางแผนการวิจัยให้สอดคล้องกับเวลาการวิจัยที่เหมาะสม เแม้การใช้บันทึกสะท้อนคิดจะมีจุดเด่นที่เหมาะสมกับการทำวิจัยระยะยาว แต่ผู้วิจัยทุกคนย่อมมีเวลาจำกัด การวิจัยที่ดีจึงไม่เท่ากับการทำวิจัยที่ยาวนานโดยไม่มีเหตุอันสมควร แต่เป็นการทำวิจัยที่ผู้วิจัยได้ข้อมูลที่สามารถนำมาสรุปได้ดีที่สุดภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุด นับเป็นการใช้ทรัพยากรเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยที่ต้องการใช้บันทึกสะท้อนคิดจึงจำเป็นต้องวางแผนการวิจัยของตนเอง และสรุปกับตนเองก่อนให้ได้ว่าการวิจัยเป็นรูปแบบใด และมีพื้นฐานมาจากหลักปรัชญาทางการวิจัยแบบใด เพราะปรัชญา ระเบียบวิธี และเป้าหมายทางการวิจัยแต่ละแบบย่อมใช้เวลาในการวิจัยแตกต่างกัน เช่น การวิจัยเชิงคุณภาพแบบทฤษฎีฐานราก (grounded theory) ย่อมแตกต่างจากงานวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา (phenomenology) และอาจจะใช้จำนวนบันทึกสะท้อนคิดมากน้อยต่างกันเพื่อเก็บข้อมูล
  2. ผู้วิจัยจำเป็นต้องกำหนดจำนวน ความถี่ และรูปแบบการทำบันทึกสะท้อนคิดที่ชัดเจน สืบเนื่องจากข้อคำนึงข้างต้น เมื่อผู้วิจัยต้องการใช้บันทึกสะท้อนคิดเพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงทางประสบการณ์ มุมมอง ความรู้สึกของผู้เข้าร่วมวิจัย และสามารถระบุหลักปรัชญากับระเบียบวิธีการวิจัยที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่ผู้วิจัยคาคว่าจะได้เห็นแล้ว ผู้วิจัยก็จะต้องกำหนดจำนวนที่ผู้เข้าร่วมวิจัยต้องทำบันทึกสะท้อนคิดให้มากพอที่จะทำให้ความเปลี่ยนแปลงที่ต้องการศึกษาเกิดขึ้นและถูกบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานได้ ทั้งยังต้องมีความถี่พอเหมาะที่จะทำให้ศึกษาความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ รวมถึงมีความสอดคล้องเหมาะสมกับงบประมาณและทรัพยากรของคณะวิจัย ไม่น้อยเกินไปจนไม่สามารถเก็บข้อมูลที่สร้างข้อสรุปอันมีน้ำหนักได้ แต่ก็ไม่มากจนต้องใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น นอกจากนี้ วิธีการทำบันทึกที่เหมาะสมกับข้อมูลที่ต้องการ และความสะดวกของทั้งผู้บันทึกและผู้วิจัย เช่น ผู้บันทึกอาจชอบเล่าประสบการณ์ปากเปล่ามากกว่าจดบันทึก ผู้วิจัยก็อาจพิจารณาให้ผู้เข้าร่วมวิจัยทำบันทึกสะท้อนคิดแบบอัดเสียง แต่ผู้เข้าร่วมวิจัยก็จะต้องเตรียมไฟล์เสียงที่มีคุณภาพ ไม่อัดบันทึกในสถานที่ที่มีเสียงรบกวนซึ่งอาจทำให้ผู้วิจัยถอดคำพูดจากไฟล์เสียงลำบากขึ้นด้วย
  3. ผู้บันทึกต้องอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมวิจัย และคอยสนับสนุนให้เกิดบันทึกสะท้อนคิดที่มีคุณภาพ การทำบันทึกสะท้อนคิดเป็นวิธีเก็บข้อมูลวิจัยที่ต้องใช้เวลา แรงกาย และแรงใจจำนวนมากพอสมควรจากทั้งผู้เข้าร่วมวิจัยและผู้วิจัย เมื่อผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับมอบหมายให้สร้างบันทึกสะท้อนคิดแล้ว ผู้วิจัยควรให้ความช่วยเหลือพวกเขาตลอดการวิจัยผ่านหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำระบบแจ้งเตือนให้ผู้เข้าร่วมวิจัยบันทึกสะท้อนคิดภายในเวลาที่กำหนด การกำหนดโจทย์ หรือแนวทางการทำบันทึกให้ผู้เข้าร่วมวิจัยเข้าใจจุดประสงค์และให้ข้อมูลอย่างตรงประเด็นมากขึ้น รวมถึงการสนับสนุน และอำนวยความสะดวกด้านอื่น ๆ ให้เหมาะสมแก่ผู้เข้าร่วมวิจัยที่ยินยอมสละเวลาและความทุ่มเทเพื่อให้ข้อมูล
  4. ผู้วิจัยควรยึดถือและคำนึงถึงหลักจริยธรรม ผู้วิจัยควรปฏิบัติตามหลักจริยธรรมไม่ต่างไปจากการวิจัยประเภทอื่น ในกรณีการใช้บันทึกสะท้อนคิดที่เอื้อหนุนให้ผู้เข้าร่วมวิจัยให้ข้อมูลที่มีความลุ่มลึกและอ่อนไหวได้มาก ผู้วิจัยก็ยิ่งต้องระมัดระวังและดำเนินการวิจัยโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมวิจัยมากขึ้น เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมวิจัยถอนตัวได้ทุกเมื่อ หากความยินยอมให้ข้อมูลที่มีความอ่อนไหวของเขาหรือเธอเปลี่ยนแปลงไประหว่างดำเนินการวิจัย การปกปิดความลับ การลบสิ่งบ่งชี้ระบุตัวตนของผู้เข้าร่วมวิจัยเมื่อนำเสนอข้อมูลในบทความวิจัย ฯลฯ
  5. การวิเคราะห์ข้อมูลจากบันทึกสะท้อนคิดยังต้องใช้ระเบียบวิธีที่สื่อถึงความน่าเชื่อถือทางด้านการวิจัย เช่นเดียวกับเครื่องมือเก็บข้อมูลทางการวิจัยประเภทอื่น แม้ผู้เข้าร่วมวิจัยมีสิทธิสร้างบันทึกสะท้อนคิดในสถานที่ที่ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัว ข้อมูลที่ผู้วิจัยได้รับก็อาจจะยังไม่ปราศจากภัยคุกคามต่อความน่าเชื่อถือต่าง ๆ เช่น อคติจากความต้องการทางสังคม หรือ Social Desirability Bias ที่ผู้เขียนเคยกล่าวถึงใน SHEE Journal ฉบับก่อน หากผู้เข้าร่วมวิจัยยังรู้สึกต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคม (หรือผู้วิจัย) เขาหรือเธอก็อาจจะสร้างบันทึกสะท้อนคิดที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงทั้งหมด แต่เสริมแต่งบิดเบือนเรื่องราวบ้างเพื่อให้ดูดีและเป็นที่ยอมรับของสังคมมากขึ้น ไม่ต่างไปจากการตอบแบบสอบถามหรือให้การสัมภาษณ์ มาตรการและข้อควรคำนึงเพื่อลดอคติและภัยคุกคามต่อความน่าเชื่อถือต่าง ๆ จึงยังจำเป็นแม้กระทั่งกับการใช้บันทึกสะท้อนคิด
This image for Image Layouts addon

Figure 2: สิ่งที่ควรคำนึงถึงเมื่อใช้ Reflective Diary เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลวิจัย

จากตัวอย่างการนำไปประยุกต์ใช้ในผลงานวิจัยจริง และจุดเด่นตามที่บรรยายเอาไว้ข้างต้น ผู้อ่านอาจมองเห็นความเป็นไปได้ที่ผู้อ่านเองอาจจะนำบันทึกสะท้อนคิดไปใช้ในบริบทของตนเองบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่ผู้วิจัย (ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์เช่นกันเป็นส่วนมาก) ย่อมสนใจและเห็นความสำคัญของการเฝ้าสังเกตพัฒนาการของผู้เรียนในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ แม้จะยังมีข้อควรคำนึงหลายประการอยู่เช่นกัน ผู้เขียนก็เชื่อว่าการใช้บันทึกสะท้อนคิดเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลวิจัยที่เหมาะสม น่าใช้ในบริบทการวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และยังเชื่อด้วยว่าองค์ความรู้ใหม่ที่น่าสนใจในแวดวงของพวกเราอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ หากมีผู้สนใจนำเครื่องมือชนิดนี้ไปใช้โดยคำนึงถึงข้อควรพิจารณาต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

สาระความรู้ที่น่าสนใจของคอลัมน์ SHEE Research ในวารสารฉบับปัจจุบันสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้ ผู้เขียนหวังว่าจะได้พบทุกท่านอีกครั้งใน SHEE Journal ฉบับหน้า พร้อมกับเรื่องราวทางการวิจัยด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพที่น่าตื่นเต้นและน่าสนใจใหม่ ๆ และจนกว่าจะถึงเวลานั้น ก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่านรักษาสุขภาพ พร้อมกับลงมือทำผลงานวิจัยด้วยความสนุกสนานและราบรื่นค่ะ

References

1. Cercato MC, Onesti CE, Vari S, Maggi G, Faltyn W, Ceddia S, et al. Narrative Medicine: A Digital Diary in the Management of Patients with Bone and Soft Tissue Sarcoma-A Multidisciplinary Pilot Study. J Clin Med. 2023 Nov 21;12(23):7218. doi:10.3390/jcm12237218

2. Wijbenga MH, Teunissen PW, Ramaekers SPJ, Driessen EW, Duvivier RJ. Initiation of student participation in practice: An audio diary study of international clinical placements. Med Teach. 2021 May;43(5):581-7. doi:10.1080/0142159X.2021.1921133

3. Stephens GC, Ottrey E, Matthews K. A practical guide to using diary methods in qualitative research. Anat Sci Educ. 2026 Feb;19(2):231-41. doi:10.1002/ase.70102

4. Autjanakitti C. Medical narrative and parallel chart [Internet]. Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre. 2021 [cited 2026 Sep 16]. Available from: https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/466

ดร.พีรดา งามเสน่ห์
ผู้ช่วยอาจารย์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE) 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : peerada.nga@mahidol.ac.th

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

พีรดา งามเสน่ห์. SHEE Research: Reflective Diaries as Data Collection Instruments in Health Science Education Research. SHEE J. 2026;7(3): e260312
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/en/journals-en/issue3-2026/12-3-2026




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates