10) Education Movement: Practical Tips for Promoting Lifelong Learning in Health Science Schools

สารบัญ
Go Back

10

Education Movement: Practical Tips for Promoting Lifelong Learning in Health Science Schools

รศ. ดร. นพ.เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์ 
ผู้อำนวยการ
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Image
จากเนื้อหาที่ท่านผู้อ่านได้เห็นจากบทความต่าง ๆ ในวารสารฉบับนี้ จะเห็นได้ว่า การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และมีองค์ประกอบหลายอย่างมากที่จะต้องดำเนินการเพื่อจะผลักดันให้นักเรียนของพวกเราเป็นผู้ใฝ่รู้ สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ตลอดชีวิต ในบทความนี้ ผู้เขียนจะขอนำเสนอแนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เป็นแนวปฏิบัติจริงในบริบทประเทศไทยที่หวังว่าครูทุกท่านจะสามารถนำไปดำเนินการในห้องเรียนและโรงเรียนของตนเองได้ไม่ยาก และส่งผลกระทบกับผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ

1. ปรับเปลี่ยนแนวทางการสอนนักศึกษาจากการเน้นให้เนื้อหาเป็นการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง

ครูในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพจำนวนไม่น้อยยังติดอยู่กับบทบาทการสอนโดยการถ่ายทอดเนื้อหาให้ผู้เรียน ในยุคปัจจุบันเนื้อหาวิชาความรู้มีปริมาณมาก และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ทำได้ง่ายมาก การทำให้ผู้เรียนจดจำเนื้อหาได้อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการผลิตบัณฑิตมากนัก ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอน ครูพึงปรับเปลี่ยนบทบาทจากการสอนบรรยายแบบดั้งเดิม เป็นการให้ผู้เรียนศึกษาบทเรียนบางส่วนด้วยตนเอง แล้วมาร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนกับครูเพื่อฝึกคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ประยุกต์ใช้ความรู้ โดยอาจใช้สถานการณ์ผู้ป่วยจริงบนหอผู้ป่วย ผู้ป่วยที่แผนกผู้ป่วยนอก หรือจะเป็นการแก้ปัญหาโจทย์ผู้ป่วยสถานการณ์จำลองก็ได้ อาจารย์ควรปรับเปลี่ยนจากการบอก เป็นการสอนให้นักศึกษาลองแก้ปัญหาด้วยตนเอง แล้วอาจารย์ใช้การถามคำถามอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยชี้แนะวิธีคิด และให้ข้อมูลป้อนกลับ เมื่อสามารถประเมินนักเรียนได้ว่าเขาคิดถูกต้องหรือไม่

มีความเป็นไปได้ว่า ในกลุ่มนักเรียนกลุ่มหนึ่ง ๆ อาจมีนักเรียนบางคนที่มีทักษะ และเจตคติที่พร้อมที่จะทำกระบวนการ self-directed learning และร่วมกิจกรรม active learning ในห้องเรียนได้ โดยอาจารย์ไม่ต้องช่วยมากนัก แต่ต้องยอมรับว่ามีนักเรียนส่วนหนึ่งที่ผ่านการเรียนรู้แบบ passive learning มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักศึกษาอาจแสดงความลำบากใจ บางคนอาจเตรียมตัวมาไม่พร้อมก่อนมาร่วมกิจกรรม บางส่วนอาจไม่กล้าอภิปราย หรือตอบคำถาม ซึ่งอาจารย์อาจต้องทำการประเมินถึงความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยตนเองในผู้เรียน เช่น การใช้ Self-directed Learning Readiness Scale (SCLRS) หากนักเรียนคนใดมีระดับคะแนนต่ำ อาจารย์อาจต้องช่วยชี้แนะ ปรับทัศนคติในการเรียน และฝึกทักษะการศึกษาบทเรียนด้วยตนเอง ทักษะการสะท้อนคิดอย่างเป็นระบบ แล้วค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนจากการเรียนที่ครูช่วยค่อนข้างเยอะ เป็นการช่วยน้อยลงตามลำดับ

2. ส่งเสริมให้นักศึกษาได้ทำ reflection ภายหลังผ่านประสบการณ์เรียนรู้

จากทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning theory) การที่ผู้เรียนจะเรียนรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์ในการทำงานในระยะยาวจำเป็นต้องผ่านกระบวนการสะท้อนคิด (reflection) ปัญหาที่สำคัญในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้เรียนจำนวนไม่น้อย ทำ reflection ไม่เก่ง มักติดอยู่กับ reflection ระดับพื้นฐานที่เป็นเพียงการบรรยายว่าได้เห็นอะไร ได้ยินอะไร แต่ไม่สามารถนำไปเชื่อมโยงกับความรู้เก่าที่ตนมีได้ ไม่สามารถวิเคราะห์ว่าควรปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานของตนอย่างไร สิ่งที่ครูสามารถช่วยได้คือ ต้องคอยส่งเสริมนักศึกษาให้ได้ทำ reflection เป็นประจำหลังผ่านประสบการณ์เรียนรู้ใด ๆ ก็ตาม เช่น หลังตรวจคนไข้ OPD หลังการสอนข้างเตียง หลังการเข้าช่วยผ่าตัด เป็นต้น และภายหลังจากที่นักเรียนให้ reflection แล้ว ครูควรช่วยชี้แนะว่าจะทำให้คุณภาพของ reflection นั้นดีขึ้นได้อย่างไร อาจใช้การถามคำถามช่วยกระตุ้นให้นักเรียนคิดมากขึ้นว่า สิ่งที่เขาได้เรียนรู้นั้นส่งผลต่อการดูแลผู้ป่วยอย่างไร จะปรับเปลี่ยนเวชปฏิบัติของเขาอย่างไร

สิ่งที่อาจารย์พึงระมัดระวังในการให้นักเรียนทำ reflection ก็คือ การทำ reflection สามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งโดยการพูด หรือการเขียน อาจารย์ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น การเขียน reflective report ส่ง ก็มีข้อดีคือ นักเรียนมักคิดไตร่ตรองทบทวนในสิ่งที่จะเขียนส่งอาจารย์มากกว่า บางทีอาจมีการไปอ่านหนังสือค้นคว้ามาประกอบการเขียนด้วยซ้ำ ทำให้การ reflection มักมีความลึกซึ้งมากขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดคือเป็นการเพิ่มภาระงานเอกสารให้แก่นักเรียน ดังนั้น อาจารย์ต้องบริหารจัดการอย่างเหมาะสม มีการทำ reflection ด้วยการพูด ที่ทำบ่อยเท่าที่ทำได้ แต่ก็มี reflection ในรูปแบบการเขียนส่งบ้าง เท่าที่ไม่สร้างภาระงานจนสร้างความเบื่อหน่ายให้แก่ผู้เรียน

3. สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักศึกษาสามารถแสดงความไม่รู้ หรือแสดงความผิดพลาดให้ครูได้เห็น

จากบทความที่ผู้อ่านได้ศึกษาในวารสารฉบับนี้จะพบได้ว่า psychological safety เป็นส่วนประกอบสำคัญในการพัฒนาทั้ง grit, resilience, การสร้าง community of practice ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นพื้นฐานของกลไกในการสร้างระบบนิเวศให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ครูต้องทำให้ห้องเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่นักเรียนกล้าที่จะแสดงความไม่รู้ กล้าที่จะทำผิดพลาด แล้วไม่ต้องกลัวจะถูกทำโทษ กลัวถูกดุว่า ครูพึงพัฒนาตนเองให้มีลักษณะ demanding but supportive กล่าวคือ ครูพร้อมช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาความสามารถของตนไปสู่ทักษะขั้นสูงได้

ปัญหาของการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพไทยมักซับซ้อน และแก้ไขยากพอควรเนื่องจากมีรากเหง้ามาจากสองส่วน คือ ทั้งจากฝั่งผู้เรียน และฝั่งครูผู้สอน ในฝั่งผู้เรียน พบว่าผู้เรียนจำนวนมาก มีลักษณะเป็น perfectionist คือต้องการแสดงให้คนรอบตัวเห็นว่าตัวเขาเองเป็นคนสมบูรณ์แบบ ไม่เคยทำผิดพลาด มีความเชื่อว่าหากแสดงความไม่รู้ แสดงความบกพร่องให้คนอื่นเห็นจะเป็นที่อับอายขายหน้า ทำให้ไม่ได้รับความเชื่อถือ เป็นที่ผิดหวังของครู ของเพื่อน นักเรียนจำนวนไม่น้อยจึงมักจำกัดบทบาทการแสดงออกของตนเองอยู่ใน comfort zone คือส่วนที่ตนเองทำได้ด้วยความมั่นใจ แต่การทำเช่นนี้ นักเรียนจะไม่ได้เข้าสู่ learning zone และไม่สามารถพัฒนาความสามารถของตนเองให้มากขึ้นได้ บทบาทหน้าที่ส่วนสำคัญของครูคือ การ orientation ผู้เรียนตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของการสอนว่า สิ่งที่ครูจะสอน หรือให้นักเรียนฝึกในบทเรียนนี้ ครูคาดหวังให้นักเรียนปฏิบัติอย่างไร นักเรียนสามารถตอบผิดได้ โดยที่ครูไม่ต่อว่า นักเรียนสามารถทำผิดพลาดได้ โดยที่ครูจะช่วยชี้แนะวิธีการป้องกันหรือแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวไม่ให้เกิดอีก และในระหว่างการดำเนินการสอน ครูก็ต้องแสดงให้นักเรียนเห็นชัดว่า หากมีใครตอบคำถามผิด หรือปฏิบัติแล้วทำพลาด ครูไม่ได้ต่อว่า ครูให้คำชี้แนะ ครูช่วยแก้ไขอย่างไร เมื่อนักเรียนรู้สึกปลอดภัยจากที่เห็นครูปฏิบัติดังกล่าวแล้ว นักเรียนก็จะกล้าออกนอก comfort zone มามากขึ้น และเกิดการเรียนรู้ที่มากขึ้นตามไปด้วย

ปัญหาอีกด้านหนึ่งคือ ครู โดยพบว่าครูจำนวนไม่น้อยมีลักษณะเป็น perfectionist และไม่ยอมรับความผิดพลาดของผู้เรียนเลย เมื่อนักเรียนตอบผิด หรือทำไม่ได้ ครูก็มักแสดงอากัปกิริยาว่าไม่พอใจ มีการต่อว่าออกมาบ้าง ในทางตรงข้ามครูบางส่วนก็เข้าใจ psychological safety ผิด ไปเป็นว่า การเรียนการสอนนักเรียนในปัจจุบันต้องเอาอกเอาใจนักเรียน ชมได้เท่านั้น ห้ามต่อว่า ห้ามให้ negative comment ใด ๆ ซึ่งสิ่งที่จะตามมาคือครูเหล่านี้ก็จะสอนสิ่งง่าย ๆ จำกัดบทบาทของผู้เรียนให้ทำในสิ่งที่ไม่ท้าทาย ทำได้แทบทั้งหมด ไม่มีใครต้องได้รับ negative feedback เลย แต่ผลตามมาคือผู้เรียนก็ไม่ได้พัฒนาความสามารถมากนัก การแก้ปัญหาฝั่งครูนี้ พึงทำโดยปรับทัศนคติในการสอนให้กับครูผ่านกระบวนการ faculty development สร้างความเข้าใจแนวทางในการสร้างห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย

4. สอนนักศึกษาให้ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้อย่างเหมาะสม

ด้วยทิศทางการพัฒนาทางเทคโนโลยี digital ในปัจจุบัน มีความเป็นไปได้สูงมากที่การเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิตของผู้เรียนในปัจจุบันและอนาคต ส่วนใหญ่จะทำผ่านเทคโนโลยี เช่น Artificial Intelligence, Digital library, Online database, e-learning, online VDO, podcast, Augmented Reality, Virtual Reality, Simulation ปัญหาสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิตในปัจจุบันน่าจะไม่ใช่การไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล แต่เป็นปัญหาว่ามีข้อมูลปริมาณมากแต่ไม่รู้จะเชื่อถือข้อมูลแหล่งใด ไปค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ ดึงข้อมูลมาได้แต่ประยุกต์ใช้ไม่เหมาะสม ต้องยอมรับว่าทักษะที่สำคัญมากสำหรับผู้เรียนในยุคปัจจุบันคือ information literacy ซึ่งไม่ใช่ทักษะที่ทุกคนมีโดยธรรมชาติ

ความเข้าใจผิดของอาจารย์จำนวนมากคือ การที่เปิดให้นักศึกษาเข้าถึงฐานข้อมูลทางการแพทย์ มี internet ให้นักศึกษาค้นข้อมูลได้ มีการเข้าถึงฐานข้อมูลห้องสมุด เป็นการเพียงพอแล้วที่จะสนับสนุนให้นักเรียนสามารถศึกษาด้วยตนเองได้ การที่นักศึกษาเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้เป็นเพียงการที่นักศึกษามีเครื่องมือเท่านั้น แต่หน้าที่สำคัญของครูคือต้องสอนให้ผู้เรียนรู้จักวิธีใช้เครื่องมือนั้นด้วย ครูแพทย์ไม่สอนการผ่าตัดโดยยื่นมีดผ่าตัดให้นักเรียนแล้วบอกให้นักเรียนไปผ่าคนไข้เองฉันใด ครูก็ไม่ควรบอกว่ามีแหล่งข้อมูลให้เข้าถึงแล้ว นักเรียนไปค้นหาเองฉันนั้น บทบาทของครูต้องครอบคลุมไปถึงการสอนให้นักศึกษาใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสมด้วย ควรมีบทเรียนที่ครูจัดสอนแนวทางการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้อย่างเหมาะสม สอนวิธีค้นข้อมูลที่เหมาะสม สอนแนวทางการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล และต้องมีการฝึกปฏิบัติด้วยกัน เช่น เมื่อพานักศึกษาไปตรวจคนไข้ในการ round แล้วมีประเด็นปัญหาบางอย่างที่ต้องค้นหาข้อมูลทางการแพทย์มาเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาคนไข้ อาจารย์พึงพานักศึกษาออกมาจากบริเวณข้างเตียง มายังบริเวณที่ไม่รบกวนผู้ป่วย แล้วให้นักศึกษาแสดงแนวทางการค้นหาข้อมูลและเลือกแหล่งข้อมูลมาประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหาผู้ป่วย เมื่ออาจารย์สังเกตเห็นแนวทางการค้นข้อมูลและใช้ข้อมูลของนักศึกษาแล้ว อาจารย์สามารถชี้แนะว่าแนวทางที่ครูแนะนำว่าน่าจะทำได้มีประสิทธิภาพกว่าเป็นอย่างไร แสดงให้ดู และชี้ให้เห็นว่าแนวทางนี้ดีกว่าแนวทางที่นักเรียนทำอย่างไร

5. อาจารย์ทำตัวเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่นักศึกษาในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพอาจเข้าใจผิดได้คือ อาจารย์มีความรู้ มีความสามารถต่าง ๆ โดยที่อาจารย์เก่งอยู่แล้ว เนื่องจากนักเรียนไม่เคยได้เห็น หรือรับรู้ว่าอาจารย์เองก็ต้องมีการพัฒนาตนเอง ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องด้วย นอกจากอาจารย์จะทำตัวเป็น role model ในเรื่องพฤติกรรมการปฏิบัติต่อผู้ป่วย และเพื่อนร่วมงานแล้ว บทบาทสำคัญยิ่งของอาจารย์คือ แสดงภาพ role model ของผู้ที่ศึกษาหาความรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องด้วย อาจารย์ทำตัวเป็น visible lifelong learner ให้นักเรียนเห็นด้วย เช่น แสดงให้นักเรียนเห็นตารางเวลาการใช้ชีวิตของอาจารย์ว่ามีการแบ่งเวลาในการมาดูคนไข้ เข้าห้องผ่าตัด แล้วยังมีเวลาที่จัดแบ่งไว้อ่านวารสารวิชาการ มีตารางเวลาไปร่วมประชุมวิชาการ มีการเข้ากิจกรรม faculty development ที่สถาบันจัดให้อย่างสม่ำเสมอ เวลาให้บริการผู้ป่วยที่มีความซับซ้อน อาจารย์สามารถแสดงให้ผู้เรียนเห็นได้ว่า เรื่องบางเรื่องครูเองก็ไม่รู้เหมือนกัน และเดินออกมาจากพื้นที่ให้บริการผู้ป่วยแล้วมาแสดงวิธีการค้นหาข้อมูลและเรียนรู้ไปพร้อมกันกับนักเรียน หากนักเรียนได้เห็นว่าส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่ในวิชาชีพคือการวางแผน continuous professional development และพัฒนาตนตามแผนอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นต้นแบบให้นักเรียนปฏิบัติตามครูในการพัฒนาตัวเขาเองได้
This image for Image Layouts addon

Figure 1: แนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในประเทศไทย

แนวทางทั้งห้าประการที่ผู้เขียนได้เสนอแนะมาในบทความนี้ เป็นแนวทางที่อาจารย์ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพในประเทศไทยสามารถปรับใช้ในการเรียนการสอนได้ไม่ยากนัก ไม่ต้องอาศัยทรัพยากร หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักสูตรใด ๆ ผมอยากเชิญชวนให้ทุกท่านช่วยกันปรับใช้กับบทเรียนที่อาจารย์เกี่ยวข้องอยู่ การจะสร้างผู้เรียนในโรงเรียนของเราให้เป็น lifelong learner จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่ได้รับความร่วมมือจากอาจารย์ส่วนใหญ่ในโรงเรียน หากมีอาจารย์เพียงไม่กี่ท่านพยายามชวนให้นักศึกษาทำ self-directed learning ทำ reflection แต่อาจารย์ส่วนใหญ่ยังสอนโดยการทำ passive lecture ยังไม่ค่อยทำ reflection ยังไม่สร้าง psychological safety ในห้องเรียน สิ่งที่นักเรียนจะได้ไปก็คือทัศนคติว่าการทำ lifelong learning เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น มีคนทำบ้าง แต่เป็นพวกแกะดำ สิ่งที่นักเรียนส่วนใหญ่จะปฏิบัติก็คือเลือกเรียนรู้แบบง่าย ๆ ที่คนส่วนใหญ่เขาทำกัน ก็จะทำให้ผู้เรียนไม่สร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตต่อไป ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าหากอาจารย์ส่วนใหญ่ในโรงเรียนปรับแนวทางการสอนตามข้อแนะนำข้างต้นนี้ เราจะได้เห็นภาพของนักเรียนที่เป็น adult learner มากขึ้น มีทักษะในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง มีความกล้าที่จะออกนอก comfort zone ไปสู่การพัฒนาตนเองใน learning zone มากขึ้น และเราย่อมได้บัณฑิตที่สามารถพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต

รศ. ดร. นพ.เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์
ผู้อำนวยการ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE) 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์. Education Movement: Practical Tips for Promoting Lifelong Learning in Health Science Schools. SHEE J. 2026;7(3): e260310
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/en/journals-en/issue3-2026/10-3-2026




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates