สารบัญ
- 01) Executive Talk: Promoting Lifelong Learning in Health Science Schools (15 views)
- 02) How to Promote Growth Mindset in Learners of Health Science Schools การส่งเสริมแนวคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ในผู้เรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ (16 views)
- 03) Community of Practice (CoP) and Lifelong Learning in Health Science Education (8 views)
- 04) Grit and Resilience in Health Science Education ความมุมานะพยายามและความยืดหยุ่นในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ (8 views)
- 05) Continuing Professional Development (CPD) as Lifelong Learning in Health Science Education (17 views)
- 06) Message from Deputy Dean (11 views)
- 07) Students' Voice: Students’ View on Lifelong Learning (32 views)
- 08) เชิด-ชู: ผู้ได้รับรางวัล ครูแพทย์แห่งชาติ ประจำปี 2568 จากกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (7 views)
- 09) สับ สรรพ ศัพท์ : Conscientiousness, Infantilization, Attrition, Proactivity (13 views)
- 10) Education Movement: Practical Tips for Promoting Lifelong Learning in Health Science Schools (11 views)
- 11) SHEE Sharing: Medical Students’ Orientation Toward Lifelong Learning in an Outcome-Based Curriculum and the Lessons Learnt (8 views)
- 12) SHEE Research: Reflective Diaries as Data Collection Instruments in Health Science Education Research (9 views)
- 13) Click&Go with Technology: Using Gemini to Reflect Lifelong Learning Processes (12 views)
09
สับ สรรพ ศัพท์ : Conscientiousness, Infantilization, Attrition, Proactivity
นพ.ชญานนท์ ลือชาพุฒิพร
แพทย์ใช้ทุน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
แพทย์ใช้ทุน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

สับ สรรพ ศัพท์ ในฉบับนี้ เราจะมาทำความเข้าใจคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่วิชาชีพแพทย์ต้องการมากที่สุดในยุคที่ความรู้เปลี่ยนเร็ว ประกอบไปด้วย Conscientiousness, Infantilization, Attrition และ Proactivity
หากมองภาพรวม จะเห็นว่าศัพท์ทั้งสี่คำนี้ทำหน้าที่แตกต่างกันในการมุมมองของ lifelong learning สองคำเป็น “แรงขับ” ที่ทำให้ผู้เรียนเดินต่อไปได้ด้วยตนเอง ได้แก่ conscientiousness และ proactivity ส่วนอีกสองคำเป็น “แรงฉุด” ที่ทำให้เส้นทางนั้นสะดุดหรือขาดตอน ได้แก่ infantilization และ attrition ผู้เขียนจึงขอเชิญชวนทุกท่านมาดูความหมาย ตัวอย่างที่พบได้จริง และแนวทางการนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนต่อไป
1. Conscientiousness
Conscientiousness (ความสำนึกรับผิดชอบ) คือแนวโน้มของบุคคลที่จะมีระเบียบวินัย รอบคอบ พึ่งพาได้ วางแผนล่วงหน้า และทำสิ่งที่รับผิดชอบให้สำเร็จตามกำหนดเวลา ส่วนผู้ที่มีคุณลักษณะนี้ต่ำ มักผัดวันประกันพรุ่งและทำงานตามแรงกระตุ้นเฉพาะหน้า
ในทางการศึกษา คุณลักษณะนี้เป็นฐานของการกำกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง (self-regulated learning) ซึ่งหมายถึงความสามารถของผู้เรียนในการตั้งเป้าหมาย วางแผน ติดตามความก้าวหน้า และปรับวิธีการเรียนของตนเอง จุดที่ทำให้สำคัญต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตคือ กระบวนการนี้ยังทำงานต่อได้แม้ไม่มีตารางสอนหรือการสอบคอยกำหนดจังหวะ จึงเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้เรียนจะยังพัฒนาตนเองต่อไปหรือไม่เมื่อพ้นจากระบบการศึกษาไปแล้ว
สถานการณ์ตัวอย่าง: นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 สองคนปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยเดียวกัน คนแรกมีคะแนนสอบข้อเขียนอยู่ในกลุ่มสูงสุดของชั้น แต่มักส่งบันทึกเวชระเบียนช้ากว่ากำหนด และไม่ได้ติดตามการรักษาของผู้ป่วยที่ตนดูแลบนวอร์ด ส่วนคนที่สองมีคะแนนสอบระดับกลาง แต่มา round ตรงเวลาทุกครั้ง ส่งงานครบ และติดตามผลการรักษาของผู้ป่วยบนวอร์ดสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะถูกมอบหมายให้ทำหรือจับตาดูหรือไม่ก็ตาม ในกรณีนี้ ถึงแม้คะแนนสอบของนักศึกษาแพทย์คนที่สอง จะต่ำกว่าแต่ถือว่ามีความสำนึกรับผิดชอบ หรือ conscientiousness มากกว่าคนแรก
การประยุกต์ใช้:
- ชี้ให้ผู้เรียนเห็นว่าพฤติกรรมเล็ก ๆ อย่างการส่งงานตรงเวลาและการติดตามผลการรักษา ไม่ใช่เรื่องยิบย่อย แต่เป็นการฝึกคุณลักษณะเดียวกับที่วิชาชีพต้องการเมื่อต้องดูแลผู้ป่วยจริง
- ฝึกการกำกับตนเองผ่านการให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ของตนเองก่อนเริ่ม rotation แล้วทบทวนร่วมกับอาจารย์เมื่อจบ
- เมื่อพบผู้เรียนที่พฤติกรรมเปลี่ยนไปในทางลบ ให้เข้าไปพูดคุยเพื่อค้นหาสาเหตุก่อนตัดสิน เพราะบ่อยครั้งเป็นปัญหาสุขภาพจิตหรือปัญหาส่วนตัว มากกว่าการขาดความรับผิดชอบ
2. Infantilization
Infantilization (การทำให้เป็นเด็ก) คือ การปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ราวกับว่าเขาเป็นเด็ก ในบริบทการศึกษาหมายถึงการที่สถาบันกำกับ ควบคุม และตัดสินใจแทนผู้เรียนในแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่กำหนดว่าต้องอ่านอะไร เมื่อใด ไปจนถึงการตรวจสอบการเข้า-ออกอย่างละเอียด จนผู้เรียนแทบไม่มีโอกาสได้ฝึกกำกับตนเอง
การทำให้นักศึกษาแพทย์เป็นเด็กส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการศึกษาระดับอุดมศึกษา และจำเป็นต้องมีกลยุทธ์เพื่อพัฒนาความเป็นอิสระในการเรียนรู้ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการทำงานร่วมกัน เมื่อมองผ่านมุมของจิตวิทยาการศึกษา ปัญหาอยู่ตรงที่แรงจูงใจของผู้เรียนจะเปลี่ยนจากแรงจูงใจภายใน (intrinsic motivation) ไปเป็นแรงจูงใจภายนอก (extrinsic motivation) กล่าวคือเรียนเพื่อให้ผ่านการตรวจสอบ มากกว่าเรียนเพื่อพัฒนาตนเอง ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ดับลงทันทีเมื่อการตรวจสอบหายไป
สถานการณ์ตัวอย่าง: ภาควิชาแห่งหนึ่งพบว่านักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 มาสายและออกจากหอผู้ป่วยก่อนเวลา จึงออกมาตรการให้ลงชื่อเข้า-ออกทุกกิจกรรม กำหนดหัวข้ออ่านรายวัน และกำหนดให้ต้องขออนุญาตอาจารย์ก่อนสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการทุกรายการแม้เป็นรายการพื้นฐาน หนึ่งปีต่อมาตัวเลขการเข้าร่วมกิจกรรมดีขึ้นชัดเจน แต่เมื่อนักศึกษากลุ่มนี้ขึ้นปฏิบัติงานเป็นแพทย์เพิ่มพูนทักษะ อาจารย์ผู้ควบคุมกลับพบว่าพวกเขาลังเลที่จะตัดสินใจในเรื่องที่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของตนเอง จัดตารางการทำงานเองและไม่คุ้นเคยกับการระบุว่าตนเองยังขาดความรู้เรื่องใดเนื่องจากระหว่างเรียนมีการทำให้เป็นเด็กหรือ infantilization ทำให้ผู้เรียนไม่คุ้นชินกับการจัดการการเรียนรู้หรือการทำงานด้วยตัวเอง
การประยุกต์ใช้:
- ทบทวนกฎระเบียบที่มีอยู่ โดยสามารถผ่อนคลายบางข้อที่อาจจำกัดการฝึกตัดสินใจด้วยตัวเองของนักศึกษาแพทย์โดยตั้งอยู่บนความปลอดภัยของผู้ป่วย
- ขยายขอบเขตความรับผิดชอบให้ผู้เรียนแบบค่อยเป็นค่อยไปตามชั้นปี โดยระบุให้ชัดว่าเรื่องใดตัดสินใจเองได้ เรื่องใดต้องมีผู้ควบคุม และเรื่องใดยังทำไม่ได้
- เมื่อผู้เรียนถามคำถาม ให้ตอบด้วยการชวนคิดก่อนให้คำตอบ เพื่อฝึกกระบวนการตัดสินใจ ไม่ใช่ฝึกการรอคำสั่ง
3. Attrition
Attrition (การออกกลางคัน) คือ การที่ผู้เรียนออกจากหลักสูตรก่อนสำเร็จการศึกษา ไม่ว่าโดยสมัครใจ เช่น ลาออกหรือเปลี่ยนสาขา หรือโดยไม่สมัครใจ เช่น พ้นสภาพจากผลการเรียน คำนี้ยังใช้ในความหมายทางระเบียบวิธีวิจัยด้วย โดยหมายถึงการสูญหายของผู้เข้าร่วมวิจัยระหว่างการติดตาม ซึ่งทำให้ผลการศึกษาคลาดเคลื่อนได้หากผู้ที่หายไปมีลักษณะต่างจากผู้ที่อยู่จนครบ
สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ การออกกลางคันแทบไม่เคยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลัน แต่เป็นปลายทางของกระบวนการที่ส่งสัญญาณเตือนมาก่อนเป็นเวลานาน เช่น การขาดเรียนที่ถี่ขึ้น การส่งงานช้าลง การถอนตัวจากกิจกรรมกลุ่ม และการแยกตัวจากเพื่อน ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่พบในผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงทั่วไป และมักสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่ได้รับการดูแล
สถานการณ์ตัวอย่าง: นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 คนหนึ่งเริ่มขาดกิจกรรมกลุ่มย่อยเป็นครั้งคราวตั้งแต่ต้นภาคการศึกษา ส่งรายงานช้าในสองรายวิชา และไม่ตอบข้อความในกลุ่มของชั้นปี อาจารย์ประจำแต่ละรายวิชาต่างเห็นเพียงเหตุการณ์เดียวในรายวิชาของตน จึงประเมินว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย จนกระทั่งปลายภาคการศึกษาที่สอง นักศึกษายื่นใบลาออกโดยระบุเหตุผลว่าไม่เหมาะกับวิชาชีพนี้ ภายหลังจึงทราบว่านักศึกษาเผชิญภาวะซึมเศร้ามาตั้งแต่ต้นปี และไม่เคยเข้ารับบริการสวัสดิการนักศึกษาเลย เพราะกลัวว่าจะถูกบันทึกในประวัติ
การประยุกต์ใช้:
- เชื่อมโยงข้อมูลข้ามรายวิชา เพราะสัญญาณจากรายวิชาเดียวมักเบาเกินกว่าจะสังเกตเห็น แต่เมื่อรวมทั้งชั้นปีจะเห็นรูปแบบชัดเจน
- ใช้สัญญาณเตือน เช่น การขาดเรียน การไม่ส่งงาน และการถอนตัวจากกิจกรรมกลุ่ม เป็นตัวกระตุ้นให้อาจารย์ที่ปรึกษาเข้าไปพูดคุย ไม่ใช่เพียงบันทึกไว้เป็นคะแนน
- สื่อสารให้ชัดว่าการเข้ารับบริการด้านสุขภาพจิตไม่ส่งผลต่อการประเมินผลการศึกษา เพราะผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดมักไม่กล้ามาขอ
- จัดให้มีการสัมภาษณ์เมื่อผู้เรียนออกจากหลักสูตร แล้วนำข้อมูลกลับมาใช้พัฒนาหลักสูตร
4. Proactivity
Proactivity (พฤติกรรมเชิงรุก) คือ การลงมือกระทำที่ริเริ่มด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอคำสั่ง (self-starting) มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์หรือในตนเอง (change-oriented) และมองไปข้างหน้าโดยคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าแล้วลงมือก่อน (future-focused)
จุดที่ต้องแยกให้ชัดคือความแตกต่างจากการปรับตัว (adaptivity) ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว ขณะที่พฤติกรรมเชิงรุกคือการริเริ่มการเปลี่ยนแปลงนั้นเอง ในการเรียนการสอน รูปแบบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการที่ผู้เรียนเป็นฝ่ายขอ feedback เอง แทนที่จะรอรับจากอาจารย์ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ทำนายการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ดีกว่าการทำตามคำสั่งได้ครบถ้วน
สถานการณ์ตัวอย่าง: นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 สองคนขึ้นปฏิบัติงานที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมพร้อมกัน คนแรกทบทวนแล้วพบว่าตนเองยังอ่อนเรื่องการประเมินผู้ป่วยปวดท้องเฉียบพลัน จึงเข้าไปแจ้งอาจารย์ตั้งแต่วันแรกว่าอยากได้ feedback เฉพาะเรื่องนี้ และขอให้ช่วยชี้จุดที่ควรแก้ทุกครั้งหลัง round ส่วนคนที่สองปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายครบถ้วนและตรงเวลาทุกอย่าง แต่ไม่เคยเปิดบทสนทนาเรื่อง feedback เลย และได้รับ feedback ครั้งแรกในวันสุดท้ายของ rotation ซึ่งสายเกินกว่าจะนำไปปรับปรุงได้ทัน กรณีของคนที่สองคือการปรับตัว ไม่ใช่พฤติกรรมเชิงรุก
การประยุกต์ใช้:
- สร้างบรรยากาศที่การถามและการขอ feedback ไม่ถูกตีความว่าเป็นความอ่อนแอ เพราะหากผู้เรียนกลัวว่าจะถูกตัดสิน พฤติกรรมเชิงรุกจะไม่เกิดขึ้นไม่ว่าจะกระตุ้นอย่างไร
- เปลี่ยนบทบาทในการให้ feedback ให้ผู้เรียนเป็นผู้เปิดบทสนทนา เช่น เริ่มจากการถามว่าอยากได้ feedback เรื่องใดก่อน แทนที่อาจารย์จะเป็นฝ่ายบอกทั้งหมด
- ให้ผู้เรียนจัดทำแผนการเรียนรู้ของตนเองก่อนเริ่ม rotation แล้วใช้แผนนั้นเป็นวาระในการพบอาจารย์ที่ปรึกษา
- อาจารย์เป็นแบบอย่างด้วยการขอ feedback จากผู้เรียนอย่างเปิดเผย เพราะการเป็นแบบอย่างเป็นกลไกส่งผ่านพฤติกรรมที่ทรงพลังที่สุดในสิ่งแวดล้อมทางคลินิก
บทส่งท้าย
ศัพท์ทั้งสี่คำนี้อธิบายเส้นทางเดียวกันคนละช่วง ความสำนึกรับผิดชอบเป็นวินัยพื้นฐานที่ทำให้ผู้เรียนเริ่มต้นได้ พฤติกรรมเชิงรุกเป็นแรงขับที่ทำให้ก้าวต่อไปเองได้ ขณะที่การทำให้เป็นเด็กบั่นทอนแรงขับนั้นอย่างเงียบ ๆ และการออกกลางคันคือปลายทางเมื่อระบบไม่อาจประคองผู้เรียนไว้ได้ การสร้างผู้เรียนที่เรียนรู้ตลอดชีวิตจึงไม่ใช่การเพิ่มเนื้อหาหรือเพิ่มการควบคุม แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้ปัจจัยส่งเสริมเติบโต และลดปัจจัยที่ฉุดผู้เรียนให้ลดลงครับ
References
1. Slavin RE. Educational psychology: theory and practice. 12th ed. New York: Pearson; 2018.
2. Feldman RS. Understanding psychology. 12th ed. New York: McGraw-Hill Education; 2015.
3. Martínez-Fernández AE, Canul-Medina G. Infantilization in medical students: a challenge for higher education. Investig Educ Med. 2025 Sep;14(55):131-2.
4. Parker SK, Bindl UK, Strauss K. Making things happen: a model of proactive motivation. J Manage. 2010 Jul;36(4):827-56.
นพ.ชญานนท์ ลือชาพุฒิพร
แพทย์ใช้ทุน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email :











