03) Community of Practice (CoP) and Lifelong Learning in Health Science Education

สารบัญ
Go Back

03

Community of Practice (CoP) and Lifelong Learning in Health Science Education

รศ. ดร.ทัศนียา รัตนฤาทัย นพรัตน์แจ่มจำรัส
อาจารย์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Image
แนวคิดชุมชนแห่งการปฏิบัติ (Community of Practice: CoP)

ชุมชนแห่งการปฏิบัติ หรือที่หลายแห่งนำไปเรียกว่าชุมชนนักปฏิบัติ มีที่มาจากคำว่า Community of Practice สามารถเรียกคำย่อได้ว่า CoP [1] เป็นแนวคิดที่ถูกพัฒนาขึ้นจากฝั่งภาคอุตสาหกรรม เพื่ออธิบายการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการที่กลุ่มบุคคลที่มีความสนใจในประเด็นปัญหา หรือหัวข้อที่น่าสนใจบางอย่างร่วมกัน ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ร่วมกัน โดยใช้ความรู้ความสามารถที่แต่ละคนมีมาแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่างขึ้น ดังนั้น ชุมชนแห่งการปฏิบัตินี้ จึงเกิดขึ้นได้ในหลากหลายกรณีและไม่จำกัดด้วยสถานที่ แนวคิดนี้ได้รับการนำไปใช้ในหลากหลายสาขา ทั้งภาคอุตสาหกรรม การศึกษา การแพทย์ การพยาบาล และการพัฒนาวิชาชีพอื่น ๆ
ชุมชนแห่งการปฏิบัติ สามารถนำไปใช้ได้ในหลายวัตถุประสงค์ อาทิ สร้างพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม สนับสนุนการทำงานร่วมกันและการแก้ปัญหาเชิงระบบ เสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายวิชาชีพและความร่วมมือระหว่างสถาบัน หรือนำไปใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง
รูปแบบของกิจกรรมในแต่ละชุมชนแห่งการปฏิบัติ จึงมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับกลุ่มคน หรือในที่นี้อาจเรียกว่า นักปฏิบัติ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับหัวข้อหรือสิ่งที่นักปฏิบัติสนใจ และขึ้นอยู่กับตัวการปฏิบัติ หรือ practice นั่นเอง ตัวอย่างของรูปแบบกิจกรรมที่พบได้มาก ได้แก่

  • การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshops)
  • การสัมมนาและการประชุมวิชาการ
  • การแลกเปลี่ยนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
ดังที่จะเห็นได้จากการที่เครือข่ายสังคมวิชาชีพ จะมีการจัดสัมมนา หรือการประชุมวิชาการ หรือการประชุมเชิงปฏิบัติการประจำปีหรือทุก 2 ปี เพื่อให้คนที่สนใจในเรื่องเดียวกันมาพบกันอย่างสม่ำเสมอเท่าที่โอกาสจะอำนวย โดยมีรูปแบบที่อาจเป็นการพบปะกันในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง หรืออย่างน้อยเป็นการพบปะแบบออนไลน์
ความสัมพันธ์ระหว่าง CoP กับ Lifelong Learning

CoP เป็นกลไกที่หลายหน่วยงานพยายามนำมาใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) โดยสมาชิกในชุมชนจะได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ผ่านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในแต่ละช่วงของเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง เนื่องจากการเรียนรู้ใน CoP ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนหรือช่วงเวลาการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในบริบทการทำงานจริงและการปฏิบัติในชุมชนวิชาชีพของตนเองได้อีกด้วย
การที่เส้นทางการเรียนรู้ของแต่ละคนในแต่ละเรื่องมีความแตกต่างกันนั้น ขออธิบายโดยใช้แนวคิด Legitimate Peripheral Participation [2] เป็นกรอบการอธิบายที่ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้กับการเข้าไปมีส่วนร่วมในชุมชนของการทำงานจริง โดยในช่วงแรกผู้เรียนอาจเริ่มจากการเป็นสมาชิกใหม่ชองชุมชน สังเกตหรือรับผิดชอบงานเล็ก ๆ ที่เหมาะสมกับระดับประสบการณ์ ซึ่งบทบาทเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานจริงและได้รับการยอมรับจากสมาชิกในชุมชน เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น ผู้เรียนจะค่อย ๆ ได้รับโอกาสให้ทำงานที่ซับซ้อนและรับผิดชอบมากขึ้น ได้พัฒนาทั้งความรู้ ทักษะ และความเข้าใจในวิถีปฏิบัติของชุมชน จนค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การเป็นสมาชิกที่มีส่วนร่วมในชุมชนนั้นมากขึ้น จากผู้มาใหม่ อาจมาเป็นผู้เข้าร่วมเป็นครั้งคราว จนกระทั่งมาเข้าร่วมเป็นประจำจนนับได้ว่าเป็นสมาชิกเต็มตัวของชุมชน เป็นสมาชิกระยะยาวของชุมชน จนเริ่มเป็นที่รู้จักของชุมชนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และในระดับสูงสุดเมื่อจัดได้ว่าเป็นผู้มีประสบการณ์มากพอที่จะไปร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้หรือร่วมปฏิบัติกิจกรรมกับชุมชนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ 
This image for Image Layouts addon

Figure 1: การประยุกต์ใช้ CoP ในการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต

การประยุกต์ใช้ CoP ในการพัฒนา Lifelong Learning ทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ

  1. การจัดการศึกษาในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพนั้น ควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมใน ประเด็น และ กิจกรรม ที่หลากหลาย ตัวอย่างประเด็นที่สามารถนำมาเป็นขอบเขตในการสร้างชุมชนนักปฏิบัติ ได้แก่ เทคนิคการสอน เทคนิคการประเมินผล หรือการพัฒนาหลักสูตร ส่วนตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถจัดได้ เช่น การประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา และการแลกเปลี่ยนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้และเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในเส้นทางการเรียนรู้ที่เขาเลือกเองว่าอยากจะพัฒนาตนเองเพื่อเข้าเป็นสมาชิกชุมชนนักปฏิบัติในประเด็นใด และในระดับใด
  2. สนับสนุนให้ผู้เรียนมีบทบาทที่หลากหลายใน CoP เช่น การเป็นผู้เรียน ผู้ช่วยสอน หรือผู้ร่วมพัฒนา จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการช่วยเสริมสร้างความเป็น lifelong learner ของผู้เรียนได้
  3. การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ใน CoP จะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะและความรู้ที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต จากความสำเร็จของ CoP ที่ผ่านมา ควรมีผู้ที่รู้จริงในระดับผู้เชี่ยวชาญอยู่ในแต่ละ CoP ในหลายด้าน เพื่อให้มีประเด็นที่มาจากผู้เชี่ยวชาญจริง ซึ่งจะสามารถส่งผลต่อการนำผลลัพธ์ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปใช้พัฒนาหรือแก้ปัญหาจริงได้ และยังส่งผลต่อความยั่งยืนของ CoP นั้น ๆ ในลักษณะการต่อยอดองค์ความรู้ไปเรื่อย ๆ อีกด้วย
  4. ส่งเสริมการสะท้อนคิดและการประเมินตนเองใน CoP เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปรับปรุงและพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการรับฟังความคิดเห็นที่อาจแตกต่างจากของตนเอง แต่อาจมีประโยชน์ต่อภาพรวมของชุมชน
  5. สนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งระหว่างสมาชิกใน CoP และข้ามชุมชน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้การมีแนวร่วมในหลายชุมชนนักปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหรือประเด็นที่สนใจ อาจนำมาซึ่งแนวทางการพัฒนาในหลายด้านโดยไม่ต้องอาศัยการพึ่งพิงจากงบประมาณประจำปีของหน่วยงานมากนัก โดยอาจใช้ทรัพยากรบางอย่างร่วมกัน
ทั้งนี้ขอยกตัวอย่างงานตีพิมพ์ของ Kirtchuk และ Markless [3] ที่เชื่อว่าบทบาทของ CoP (Community of Practice) มีความสำคัญในการสนับสนุนการเรียนรู้ของนักศึกษาแพทย์ และการสร้างอัตลักษณ์ทางวิชาชีพ โดยได้ทำการวิจัยที่สหราชอาณาจักร และพบว่าถ้านักศึกษาได้รับการส่งเสริมจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ การมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย โดยมีสภาพแวดล้อมทางคลินิกที่เป็นมิตรและเปิดกว้าง และการจัดการและประสานกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพของอาจารย์แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปผู้ดูแลในระดับการฝึกปฏิบัติ ปัจจัยเหล่านี้นับได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษา การหล่อหลอมตัวตน และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของวิชาชีพ การจัดองค์ประกอบเหล่านี้น่าจะช่วยให้นักศึกษาแพทย์สามารถเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในชุมชนวิชาชีพทางการแพทย์ได้

กล่าวโดยสรุปได้ว่า การใช้ CoP เป็นกลไกที่สามารถใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยอาจทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้ได้

  • การพัฒนาความรู้และทักษะของสมาชิกอย่างต่อเนื่อง
  • การสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาและการวิจัย
  • การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการบริการทางสุขภาพ
  • การสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่ยั่งยืน
This image for Image Layouts addon

Figure 2: กลไกของ CoP ที่สามารถใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

References
1. Wenger E. Communities of practice: learning, meaning, and identity. Cambridge: Cambridge University Press; 1998.
2. Lave J, Wenger E. Situated learning: legitimate peripheral participation. Cambridge: Cambridge University Press; 1991.
3. Kirtchuk L, Markless S. Communities of practice: a theoretical framework for undergraduate longitudinal placements. Clin Teach. 2024;21(2):e13692.

รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนียา รัตนฤาทัย นพรัตน์แจ่มจำรัส
อาจารย์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

ทัศนียา นพรัตน์แจ่มจำรัส. Community of Practice (CoP) and Lifelong Learning in Health Science Education. SHEE J. 2026;7(3): e260303
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/en/journals-en/issue3-2026/03-03-2026




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates