05) Continuing Professional Development (CPD) as Lifelong Learning in Health Science Education

สารบัญ
Go Back

05

Continuing Professional Development (CPD) as Lifelong Learning in Health Science Education

พญ. ศิริพร ฐิติสกุลวงษ์
กลุ่มงานสูตินรีเวชศาสตร์
โรงพยาบาลราชวิถี
Image
การสำเร็จการศึกษาหรือการฝึกอบรมเฉพาะทางไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเรียนรู้สำหรับบุคลากรสุขภาพ เพราะความรู้ เทคโนโลยี และความต้องการและความคาดหวังของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผู้ประกอบวิชาชีพจึงจำเป็นต้องพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความรู้ ทักษะ การตัดสินใจทางคลินิก การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และความเป็นวิชาชีพ เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยและสอดคล้องกับหลักฐานที่เป็นปัจจุบัน การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงไม่ใช่เพียงความสนใจส่วนบุคคล แต่เป็นความรับผิดชอบทางวิชาชีพที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากองค์กรและระบบสุขภาพ

ระบบสุขภาพในหลายประเทศใช้ continuing medical education (CME) และ continuing professional development (CPD) เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ดังกล่าว อย่างไรก็ตามการเข้าร่วมประชุมหรืออบรม ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ หรือเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยให้ดีขึ้น ดังนั้นการทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง CME และ CPD จึงมีความสำคัญต่อการออกแบบระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่มีความหมาย
This image for Image Layouts addon

Figure 1: เปรียบเทียบลักษณะของ CME และ CPD

CPD และ CME คืออะไร

การพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง (continuing professional development; CPD) เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้ประกอบวิชาชีพสามารถดำรงไว้ซึ่งความเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ทันสมัย มีทักษะความสามารถในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ มีการตัดสินใจที่ดี มีจริยธรรม ทำงานร่วมกับทีมเพื่อนร่วมวิชาชีพได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตการทำงานเพื่อไม่ให้ล้าหลังตกยุคทางวิชาชีพ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้นั้นอาจเกิดจากกิจกรรมทางการศึกษาที่มีโครงสร้าง (Continuing medical education (CME)) เช่น การประชุมวิชาการ การอบรม หรือบทเรียนออนไลน์ ตลอดจนการทบทวนเวชระเบียน clinical audit การอภิปรายผู้ป่วย หรือการได้รับข้อมูลป้อนกลับจากเพื่อนร่วมงานและผู้ป่วย

ดังนั้น CME จึงเป็น “กิจกรรมการเรียนรู้” ส่วน CPD เป็น “วงจรการพัฒนาวิชาชีพ” ซึ่งเริ่มจากการค้นหาช่องว่างระหว่างการปฏิบัติงานกับมาตรฐาน (Practical gap) กำหนดเป้าหมาย เลือกกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม นำสิ่งที่เรียนไปใช้ รับข้อมูลป้อนกลับ และประเมินผลอีกครั้ง คุณค่าของ CPD จึงอยู่ที่การทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการสะสมหน่วยกิตเพียงอย่างเดียว

CPD มีหลักการอย่างไร

จากการศึกษาพบว่าหลักการสำคัญที่พบใน CPD ประกอบด้วย

  1. จุดตั้งต้นของการเรียนรู้ คือช่องว่างระหว่างการปฏิบัติจริง (practice gap) กับมาตรฐาน ใช้ข้อมูลจากงานจริง เช่น audit data, patient outcome, feedback เพื่อระบุสิ่งที่ควรพัฒนา
  2. ผู้เรียนเป็นผู้กำหนดเป้าหมายเอง (Self-directed) แต่ต้องสอบทานด้วยข้อมูลภายนอก เช่น การใช้ข้อมูลจากผลการปฏิบัติงานหรือข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) เพราะจากหลักฐานพบว่าการประเมินตนเองของแพทย์ไม่สอดคล้องกับสมรรถนะที่สังเกตได้
  3. การสะท้อนคิดอย่างเป็นระบบ (Reflection) เป็นกลไกที่เปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นการเรียนรู้ การย้อนพิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงเกิด และควรปรับการปฏิบัติในครั้งต่อไปอย่างไร
  4. การประเมินผลของ CPD ควรพิจารณาว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อ competence, performance คุณภาพการดูแลและผลลัพธ์ของผู้ป่วย ไม่ใช่ความพึงพอใจหรือจำนวนชั่วโมงเท่านั้น

กระบวนการ CPD ในระดับสากล

ระบบ CPD ทั่วโลกมีความแตกต่างกันตามบริบทและวัฒนธรรม ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าระบบใดเหมาะสมที่สุดสำหรับทุกบริบท อย่างไรก็ตามพบว่าระบบ CPD ที่พัฒนาแล้วมีลักษณะร่วมกันสามประการ คือ 1.) ผูก CPD เข้ากับการคงสถานะทางวิชาชีพ 2.) การให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่สะท้อนการปฏิบัติงานจริง มากกว่าการนับชั่วโมงบรรยาย 3.) กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีแผนพัฒนาตนเองที่ได้รับการทบทวนเป็นระยะ

ระบบ
กลไกหลัก
จุดเด่นเชิงหลักการ

สหราชอาณาจักร

Annual appraisal และ revalidation 5-year cycle

ผูก CPD กับ license to practice; เน้น reflection และ supporting information เช่น Quality Improvement, patient/colleague feedback, significant events

แคนาดา

Maintenance of Certification: 250 credits_5-year cycle, และขั้นต่ำ 25 credits/ปี
ให้ credit ถ่วงน้ำหนักสูงกับกิจกรรมประเมินตนเองและรับ feedback มากกว่าการฟังบรรยาย
ออสเตรเลีย

CPD home; 50 ชั่วโมง/ปี > 12.5 ชั่วโมง educational activities; อีก 25 ชั่วโมงเน้น reviewing performance & measuring outcomes

annual CPD plan

สหรัฐอเมริกา

Continuing certification ผ่าน specialty boards; ข้อกำหนดแตกต่างตามสาขา

Professional standing, practice-relevant CME/self-assessment, longitudinal assessment และ quality/practice improvement

ตารางที่ 1: ตัวอย่างระบบ CPD/ continuing certification ในต่างประเทศ


CPD ในบริบทสังคมไทยและวงการแพทย์ไทย

แพทยสภาจัดตั้งศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ (ศ.น.พ./ Center for Continuing Medical Education: CCME) เพื่อส่งเสริมความรู้ ทักษะ และเจตคติทางวิชาชีพ รวมทั้งกำหนดมาตรฐานและรับรองกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่อง ทั้งนี้ข้อบังคับแพทยสภา พ.ศ. 2550 กำหนดโครงสร้างและหน้าที่ของระบบ แต่ไม่ได้กำหนดจำนวนหน่วยกิตหรือผูกการสะสมหน่วยกิตกับการต่ออายุใบอนุญาตโดยตรง

ระบบ CME ของไทยมีจุดแข็งด้านเครือข่ายสถาบันและกิจกรรมทางวิชาการที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ยังขาดข้อมูลสาธารณะที่แสดงความเชื่อมโยงระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมกับ practice gap การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการปฏิบัติงาน และผลลัพธ์ของผู้ป่วยยังมีจำกัด ประเด็นที่ควรพัฒนาต่อจึงอยู่ที่การติดตามว่ากิจกรรม CME/CPD ที่ดำเนินการอยู่ สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานและการดูแลผู้ป่วยได้มากน้อยเพียงใด

เมื่อพิจารณาข้ามวิชาชีพ พบว่าระบบการศึกษาต่อเนื่องของวิชาชีพสุขภาพในประเทศไทยยังดำเนินการแยกกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ละสภาวิชาชีพมีระบบและหน่วยนับของตน เช่น CNEU วิชาชีพพยาบาล CCPE เภสัชกรรม CDEC ทันตแพทย์ CMTE เทคนิคการแพทย์ และ CPTE กายภาพบำบัด รวมถึงมีความแตกต่างกันในด้านข้อกำหนดทางกฎหมาย เช่น พยาบาลต้องใช้หน่วย CNEU ประกอบการต่ออายุใบอนุญาต ขณะที่วิชาชีพแพทย์ยังไม่มีระบบ revalidation ในรูปแบบเดียวกัน จากโครงสร้างดังกล่าว มีประเด็นที่ควรพิจารณาในการพัฒนาระบบ CPD ของประเทศไทย ได้แก่

  1. ระบบการศึกษาต่อเนื่องยังให้ความสำคัญกับจำนวนหน่วยกิตค่อนข้างมาก ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะหรือการปฏิบัติงานยังมีจำกัด
  2. การเชื่อมโยง CPD กับผลทางวิชาชีพหรือกลไกกำกับมาตรฐานยังไม่ชัดเจน ทำให้แรงจูงใจจากระบบมีข้อจำกัด
  3. ผู้ประกอบวิชาชีพมีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมแตกต่างกันตามภาระงาน เวลา ค่าใช้จ่าย และสถานที่ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในพื้นที่ห่างไกล
  4. กิจกรรมที่ใช้ข้อมูลจากงานจริง เช่น clinical audit และ structured feedback ยังไม่ได้เป็นองค์ประกอบหลักของระบบ
  5. การมีระบบหน่วยกิตที่แยกตามแต่ละวิชาชีพ เป็นอุปสรรคต่อ interprofessional CPD และการเรียนรู้ร่วมกันของทีมสุขภาพ
ข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริม lifelong learning ผ่านกลไก CPD

การพัฒนาระบบ CPD ของประเทศไทย สามารถใช้หน่วยกิตเป็นหลักฐานขั้นพื้นฐานของการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ได้ แต่ควรเพิ่มองค์ประกอบที่สะท้อนการนำความรู้ไปใช้และผลของการพัฒนาให้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบวิชาชีพอาจดำเนิน “วงจรการพัฒนาของตนเอง” อย่างน้อยปีละหนึ่งเรื่อง โดยเริ่มจากการระบุ practice gap วางแผนการเรียนรู้ นำไปใช้ รับ feedback และทบทวนผลที่เกิดขึ้น

การสนับสนุนกระบวนการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ในสามระดับ

1. ระดับผู้ประกอบวิชาชีพและทีมสุขภาพ

  • จัดทำ personal development plan (PDP) และ e-portfolio ในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน โดยระบุ ประเด็นที่ต้องการพัฒนาจากข้อมูลการปฏิบัติงานจริง เป้าหมายการเรียนรู้ กิจกรรมที่เลือก พร้อมแสดงหลักฐานว่ามีการนำสิ่งที่เรียนไปใช้ ผลที่เกิดขึ้น และ reflection หลังการปฏิบัติ
  • ควรส่งเสริม workplace-based learning ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตการทำงานตามปกติ เช่น case discussion, journal club, teleconsultation และ interprofessional learning ซึ่งยืดหยุ่นและเหมาะกับบริบทการทำงาน
2. ระดับองค์กรและสถานพยาบาล

  • คณะแพทยศาสตร์และโรงพยาบาล ควรทำหน้าที่เป็น institutional CPD hub โดยช่วยวิเคราะห์ความต้องการของบุคลากร จัด protected time จัดระบบพี่เลี้ยงหรือผู้ให้คำปรึกษาในการวางแผนพัฒนา
  • เชื่อม CPD กับตัวชี้วัดคุณภาพขององค์กร เน้นกิจกรรม audit and feedback และการเรียนรู้จากงานจริง ควรใช้ blended และ asynchronous learning เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านเวลาและพื้นที่ ทำให้ CPD กลายเป็นงานประจำที่ฝังอยู่ในระบบคุณภาพ
3. ระดับสภาวิชาชีพและประเทศ

  • ควรพิจารณาการให้คุณค่ากับกิจกรรม CPD โดยปรับน้ำหนักหน่วยกิตตามระดับผลลัพธ์ ได้แก่ participation, active application และ completed feedback-improvement cycle โดยให้คะแนนสูงขึ้นเมื่อมีหลักฐานการนำไปใช้และปิดวงจรพัฒนา
  • ควรสร้างกลไกรับรองกิจกรรมที่สามารถใช้ร่วมกันระหว่างวิชาชีพ โดยเฉพาะหัวข้อที่ทุกวิชาชีพมีบทบาทร่วมกัน เช่น patient safety, communication และ teamwork เพื่อสนับสนุน interprofessional learning ได้มากขึ้น
  • พัฒนาฐานข้อมูลและงานวิจัยระดับชาติ เพื่อศึกษาว่า CPD รูปแบบใดเหมาะกับบริบทของระบบสุขภาพไทย และสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานและผลลัพธ์ของผู้ป่วยได้จริง
บทสรุป

ประเทศไทยเรามี ศ.น.พ. และระบบ CME เป็นต้นทุนที่สำคัญ การพัฒนาระบบในระยะต่อไปจึงควรให้ความสำคัญกับการเชื่อมกิจกรรมการเรียนรู้เข้ากับปัญหาที่พบในการปฏิบัติงาน และติดตามว่าการเรียนรู้นั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไร

CPD คือกลไกเชิงสถาบันที่ทำให้ lifelong learning เกิดขึ้นได้จริงและตรวจสอบได้ โดยทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพและทีมสุขภาพรู้ว่าควรพัฒนาเรื่องใด เลือกวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสม นำสิ่งที่เรียนไปใช้และพิสูจน์ได้ว่าการเปลี่ยนนั้นมีคุณค่าต่อผู้ป่วยและสังคม ให้ feedback ที่สร้างสรรค์, มีระบบพี่เลี้ยง, มีแผนพัฒนาตนเอง และการประเมินผลลัพธ์พร้อมกำกับอย่างได้สัดส่วนและเป็นธรรม

หากระบบ CPD สามารถขยับจากการบันทึกว่า “ได้เข้าร่วมกิจกรรมอะไร” ไปสู่การมองว่า “เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรหลังจากการเรียนรู้” การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องจะไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมที่ต้องทำเพิ่มเติมจากงานประจำ แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยและระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง
1. Sherman L, Aboulsoud S, Leon-Borquez R, Ming K, Yang DD, Chappell K. An overview of global CME/CPD systems. Med Teach. 2024 Nov;46(11):1428-1440. doi:10.1080/0142159X.2024.2373879.
2. Ali S, Sethi A, Soltani A, Nazar Z. Impact of continuing professional development (CPD) on patient outcomes: a systematic scoping review. BMC Med Educ. 2025 Oct 2;25(1):1284. doi:10.1186/s12909-025-07883-4.
3. Ivers N, Yogasingam S, Lacroix M, Brown KA, Antony J, Soobiah C, et al. Audit and feedback: effects on professional practice. Cochrane Database Syst Rev. 2026 Jun 22;6(6):CD000259. doi:10.1002/14651858.CD000259.pub5.
4. General Medical Council. Revalidation requirements for doctors [Internet]. London: GMC; [cited 2026 Aug 18]. Available from: https://www.gmc-uk.org/registration-and-licensing/managing-your-registration/revalidation/guidance-for-doctors-requirements-for-revalidation/revalidation-requirements-for-doctors
5. Royal College of Physicians and Surgeons of Canada. Maintenance of Certification Program and MOC framework [Internet]. Ottawa: Royal College; [cited 2026 Aug 18]. Available from: https://www.royalcollege.ca/en/cpd/moc-framework.html
6. Medical Board of Australia. What do I need to do? Continuing professional development [Internet]. Melbourne: Medical Board of Australia; [cited 2026 Aug 18]. Available from: https://www.medicalboard.gov.au
7. American Board of Medical Specialties. Standards for Continuing Certification [Internet]. Chicago: ABMS; 2025 [cited 2026 Aug 18]. Available from: https://www.abms.org/board-certification/board-certification-standards/standards-for-continuing-certification/
8. แพทยสภา. ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการศึกษาต่อเนื่องสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2550 [อินเทอร์เน็ต]. [สืบค้นเมื่อ 18 ส.ค. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://www.tmc.or.th/pdf/file-02-21092020.pdf
9. ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ แพทยสภา. หน้าที่ของศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ [อินเทอร์เน็ต]. [สืบค้นเมื่อ 18 ส.ค. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://ccme.or.th/

พญ. ศิริพร ฐิติสกุลวงษ์
กลุ่มงานสูตินรีเวชศาสตร์
โรงพยาบาลราชวิถี
email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

ศิริพร ฐิติสกุลวงษ์. Continuing Professional Development (CPD) as Lifelong Learning  in Health Science Education. SHEE J. 2026;7(3): e260305
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/en/journals-en/issue3-2026/05-03-2026




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates