- 01) Executive Talk: Promoting Lifelong Learning in Health Science Schools (16 views)
- 02) How to Promote Growth Mindset in Learners of Health Science Schools การส่งเสริมแนวคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ในผู้เรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ (16 views)
- 03) Community of Practice (CoP) and Lifelong Learning in Health Science Education (9 views)
- 04) Grit and Resilience in Health Science Education ความมุมานะพยายามและความยืดหยุ่นในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ (9 views)
- 05) Continuing Professional Development (CPD) as Lifelong Learning in Health Science Education (18 views)
- 06) Message from Deputy Dean (11 views)
- 07) Students' Voice: Students’ View on Lifelong Learning (32 views)
- 08) เชิด-ชู: ผู้ได้รับรางวัล ครูแพทย์แห่งชาติ ประจำปี 2568 จากกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (7 views)
- 09) สับ สรรพ ศัพท์ : Conscientiousness, Infantilization, Attrition, Proactivity (13 views)
- 10) Education Movement: Practical Tips for Promoting Lifelong Learning in Health Science Schools (11 views)
- 11) SHEE Sharing: Medical Students’ Orientation Toward Lifelong Learning in an Outcome-Based Curriculum and the Lessons Learnt (8 views)
- 12) SHEE Research: Reflective Diaries as Data Collection Instruments in Health Science Education Research (9 views)
- 13) Click&Go with Technology: Using Gemini to Reflect Lifelong Learning Processes (12 views)
05
Continuing Professional Development (CPD) as Lifelong Learning in Health Science Education
กลุ่มงานสูตินรีเวชศาสตร์
โรงพยาบาลราชวิถี

- จุดตั้งต้นของการเรียนรู้ คือช่องว่างระหว่างการปฏิบัติจริง (practice gap) กับมาตรฐาน ใช้ข้อมูลจากงานจริง เช่น audit data, patient outcome, feedback เพื่อระบุสิ่งที่ควรพัฒนา
- ผู้เรียนเป็นผู้กำหนดเป้าหมายเอง (Self-directed) แต่ต้องสอบทานด้วยข้อมูลภายนอก เช่น การใช้ข้อมูลจากผลการปฏิบัติงานหรือข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) เพราะจากหลักฐานพบว่าการประเมินตนเองของแพทย์ไม่สอดคล้องกับสมรรถนะที่สังเกตได้
- การสะท้อนคิดอย่างเป็นระบบ (Reflection) เป็นกลไกที่เปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นการเรียนรู้ การย้อนพิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงเกิด และควรปรับการปฏิบัติในครั้งต่อไปอย่างไร
- การประเมินผลของ CPD ควรพิจารณาว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อ competence, performance คุณภาพการดูแลและผลลัพธ์ของผู้ป่วย ไม่ใช่ความพึงพอใจหรือจำนวนชั่วโมงเท่านั้น
กระบวนการ CPD ในระดับสากล
ระบบ | กลไกหลัก | จุดเด่นเชิงหลักการ |
|---|---|---|
สหราชอาณาจักร | Annual appraisal และ revalidation 5-year cycle | ผูก CPD กับ license to practice; เน้น reflection และ supporting information เช่น Quality Improvement, patient/colleague feedback, significant events |
แคนาดา | Maintenance of Certification: 250 credits_5-year cycle, และขั้นต่ำ 25 credits/ปี | ให้ credit ถ่วงน้ำหนักสูงกับกิจกรรมประเมินตนเองและรับ feedback มากกว่าการฟังบรรยาย |
ออสเตรเลีย | CPD home; 50 ชั่วโมง/ปี > 12.5 ชั่วโมง educational activities; อีก 25 ชั่วโมงเน้น reviewing performance & measuring outcomes | annual CPD plan |
สหรัฐอเมริกา | Continuing certification ผ่าน specialty boards; ข้อกำหนดแตกต่างตามสาขา | Professional standing, practice-relevant CME/self-assessment, longitudinal assessment และ quality/practice improvement |
CPD ในบริบทสังคมไทยและวงการแพทย์ไทย
- ระบบการศึกษาต่อเนื่องยังให้ความสำคัญกับจำนวนหน่วยกิตค่อนข้างมาก ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะหรือการปฏิบัติงานยังมีจำกัด
- การเชื่อมโยง CPD กับผลทางวิชาชีพหรือกลไกกำกับมาตรฐานยังไม่ชัดเจน ทำให้แรงจูงใจจากระบบมีข้อจำกัด
- ผู้ประกอบวิชาชีพมีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมแตกต่างกันตามภาระงาน เวลา ค่าใช้จ่าย และสถานที่ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในพื้นที่ห่างไกล
- กิจกรรมที่ใช้ข้อมูลจากงานจริง เช่น clinical audit และ structured feedback ยังไม่ได้เป็นองค์ประกอบหลักของระบบ
- การมีระบบหน่วยกิตที่แยกตามแต่ละวิชาชีพ เป็นอุปสรรคต่อ interprofessional CPD และการเรียนรู้ร่วมกันของทีมสุขภาพ
- จัดทำ personal development plan (PDP) และ e-portfolio ในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน โดยระบุ ประเด็นที่ต้องการพัฒนาจากข้อมูลการปฏิบัติงานจริง เป้าหมายการเรียนรู้ กิจกรรมที่เลือก พร้อมแสดงหลักฐานว่ามีการนำสิ่งที่เรียนไปใช้ ผลที่เกิดขึ้น และ reflection หลังการปฏิบัติ
- ควรส่งเสริม workplace-based learning ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตการทำงานตามปกติ เช่น case discussion, journal club, teleconsultation และ interprofessional learning ซึ่งยืดหยุ่นและเหมาะกับบริบทการทำงาน
- คณะแพทยศาสตร์และโรงพยาบาล ควรทำหน้าที่เป็น institutional CPD hub โดยช่วยวิเคราะห์ความต้องการของบุคลากร จัด protected time จัดระบบพี่เลี้ยงหรือผู้ให้คำปรึกษาในการวางแผนพัฒนา
- เชื่อม CPD กับตัวชี้วัดคุณภาพขององค์กร เน้นกิจกรรม audit and feedback และการเรียนรู้จากงานจริง ควรใช้ blended และ asynchronous learning เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านเวลาและพื้นที่ ทำให้ CPD กลายเป็นงานประจำที่ฝังอยู่ในระบบคุณภาพ
- ควรพิจารณาการให้คุณค่ากับกิจกรรม CPD โดยปรับน้ำหนักหน่วยกิตตามระดับผลลัพธ์ ได้แก่ participation, active application และ completed feedback-improvement cycle โดยให้คะแนนสูงขึ้นเมื่อมีหลักฐานการนำไปใช้และปิดวงจรพัฒนา
- ควรสร้างกลไกรับรองกิจกรรมที่สามารถใช้ร่วมกันระหว่างวิชาชีพ โดยเฉพาะหัวข้อที่ทุกวิชาชีพมีบทบาทร่วมกัน เช่น patient safety, communication และ teamwork เพื่อสนับสนุน interprofessional learning ได้มากขึ้น
- พัฒนาฐานข้อมูลและงานวิจัยระดับชาติ เพื่อศึกษาว่า CPD รูปแบบใดเหมาะกับบริบทของระบบสุขภาพไทย และสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานและผลลัพธ์ของผู้ป่วยได้จริง
เอกสารอ้างอิง
พญ. ศิริพร ฐิติสกุลวงษ์
กลุ่มงานสูตินรีเวชศาสตร์
โรงพยาบาลราชวิถี
email :









