11) SHEE Sharing: Medical Students’ Orientation Toward Lifelong Learning in an Outcome-Based Curriculum and the Lessons Learnt

สารบัญ
Go Back

11

SHEE Sharing: Medical Students’ Orientation Toward Lifelong Learning in an Outcome-Based Curriculum and the Lessons Learnt

นพ.ธฤต ปัญจวัฒนคุณ 
แพทย์ใช้ทุน
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Image
ความรู้ทางการแพทย์และแนวทางการดูแลผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ความรู้ที่เคยได้เรียนรู้มาก่อนหน้าจึงอาจไม่เพียงพอต่อการทำงานของแพทย์ได้ตลอดชีพ แพทย์จึงจำเป็นต้องเล็งเห็นช่องว่างในความรู้ของตน ขวนขวาย ติดตาม หาความรู้ใหม่ ค้นหาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และนำสิ่งที่เรียนรู้มาปรับใช้กับผู้ป่วยจริงอยู่ตลอดเวลา เพราะเหตุนี้ lifelong learning จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่คุณลักษณะที่แพทย์พึงมี แต่เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบของแพทย์ที่มีต่อวิชาชีพแพทย์เองอีกด้วย การที่ผู้เรียนเห็นความสำคัญของ lifelong learning นั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนจะมีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างครบถ้วน มุมมองและแรงจูงใจเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของ lifelong learning เท่านั้น ผู้เรียนยังต้องฝึกทักษะต่าง ๆ เช่น การตั้งคำถาม การค้นหาและประเมินข้อมูล ฝึกประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริง ตลอดจนสะท้อนคิดและประเมินความก้าวหน้าของตนเองได้เป็น ผู้สอนในโรงเรียนแพทย์จึงควรตั้งคำถามว่า หลักสูตรที่มีนั้น สามารถช่วยให้นักศึกษาเปลี่ยนความตั้งใจในการเรียนรู้ที่มี ให้เป็นพฤติกรรมการเรียนรู้แบบ lifelong learning ได้อย่างไร

ในโอกาสนี้ ผู้เขียนขอนำเสนองานวิจัย “Medical students’ orientation toward lifelong learning in an outcome-based curriculum and the lessons learnt” โดย Ramamurthy และคณะ ที่ได้ตีพิมพ์ในปี 2021 เป็นงานวิจัยที่ศึกษาแนวโน้มการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษาแพทย์ภายใต้หลักสูตรที่เป็น outcome-based curriculum ซึ่งคือหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดว่าผู้เรียนจะทำได้จริงหลังเรียนจบเป็นเป้าหมาย และสำรวจถึงแง่มุมของกิจกรรมการเรียนรู้ self-directed learning ที่นักศึกษาเห็นว่าสามารถช่วยส่งเสริมทักษะดังกล่าวได้

วิธีวิจัย

หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตของประเทศมาเลเซีย มีระยะเวลาเรียนทั้งหมด 5 ปี โดยชั้นปีที่ 1–2 จะจัดเป็นชั้น pre-clinic และชั้นปีที่ 3–5 จะจัดเป็นชั้น clinic โดยตัวหลักสูตร ได้มีการกำหนดให้มีการเรียนรู้แบบ self-directed lifelong learning เป็นหนึ่งในผลลัพธ์การเรียนรู้ที่สำคัญ และมีการใช้ประยุกต์กิจกรรมอื่น ๆ เช่น problem-based learning (PBL), flipped classroom, guided reading, portfolio, community service, clinical posting, elective และ research project มาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในหลักสูตรด้วย

งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบ cross-sectional study ที่ได้ทำการศึกษากลุ่มนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1–5 ของ International Medical University ในประเทศมาเลเซีย ในงานวิจัยนี้ มีผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 329 คน แบ่งเป็นนักศึกษาระดับชั้น pre-clinic 132 คน และชั้น clinic 197 คน ในการเก็บข้อมูล ผู้วิจัยใช้แบบสอบถาม Jefferson Scale of Physician Lifelong Learning for Medical Students (JeffSPLL-MS) ซึ่งเป็นแบบสอบถามที่มีคำถามทั้งหมด 14 ข้อ โดยคำตอบจะเป็นการประมาณค่า 4 ระดับ ยิ่งคะแนนสูงหมายถึงยิ่งมีความสัมพันธ์กับ lifelong learning มาก อีกทั้งผู้วิจัยได้ จำแนกความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ ต่อ lifelong learning ออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) ความเชื่อและแรงจูงใจในการเรียนรู้ (learning beliefs and motivation) 2) ทักษะการสืบค้นข้อมูล (skills in seeking information) และ 3) ความใส่ใจต่อโอกาสในการเรียนรู้ (attention to learning opportunities) โดยผู้วิจัยเปรียบเทียบคะแนนระหว่างชั้น pre-clinic และ ชั้น clinic พร้อมทั้งคำนวนขนาดอิทธิพล (effect size) และให้นักศึกษาระบุกิจกรรม SDL ในหลักสูตร ที่ตนมองว่าช่วยส่งเสริม lifelong learning ได้อีกด้วย

This image for Image Layouts addon

Figure 1: แสดงกระบวนการเข้าร่วมและวิธีการวิจัย

ผลการศึกษา

อัตราการตอบกลับแบบสอบถามของชั้น pre-clinic เท่ากับ 38.7% และ ชั้น clinic เท่ากับ 69.4% โดยนักศึกษาชั้น pre-clinic มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 41.95 คะแนน ซึ่งต่ำกว่านักศึกษาชั้น clinic ที่มีคะแนนรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 43.16 คะแนน โดยเป็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ effect size ของความแตกต่างอยู่ในระดับเล็ก จึงตีความได้ว่านักศึกษาสองช่วงชั้นปีมีคะแนนแตกต่างกันจริง แต่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเมื่อพิจารณาในส่วนประกอบแต่ละด้าน จะเห็นได้ว่านักศึกษาชั้น clinic มีคะแนนทักษะการสืบค้นข้อมูลสูงกว่า โดยมี effect size อยู่ในระดับปานกลาง และมีคะแนนความใส่ใจต่อโอกาสในการเรียนรู้สูงกว่า โดยมี effect size อยู่ในระดับปานกลาง เช่นเดียวกัน แต่คะแนนด้านความเชื่อและแรงจูงใจของทั้งสองช่วงชั้นปี ไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้วิจัยได้อธิบายไว้ว่า นักศึกษาแพทย์อาจเห็นความสำคัญของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและมีแรงจูงใจสูงอยู่แล้วตั้งแต่เข้าสู่โรงเรียนแพทย์ ทำให้สิ่งที่แตกต่างจึงอาจเป็นความสามารถในการค้นหาข้อมูลและการมองเห็นโอกาสการเรียนรู้มากกว่า

สำหรับด้านกิจกรรมในหลักสูตร นักศึกษาชั้น pre-clinic มองว่ากิจกรรมอื่น ๆ เช่น PBL, flipped classroom, guided reading มีส่วนช่วยส่งเสริม lifelong learning ผ่านการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ และรับผิดชอบงานของตนเองภายใต้โจทย์และโครงสร้างที่ผู้สอนช่วยกำกับ ส่วนในชั้น clinic นักศึกษามองว่ากิจกรรมจำพวก clinical posting, elective, และ portfolio มีประโยชน์ต่อผู้เรียนมากกว่า เพราะผู้เรียนได้ฝึกเผชิญกับปัญหาจริงหรือมีความใกล้เคียงสถานการณ์จริง ผู้เรียนต้องเลือกว่าจะเรียนรู้อะไร และฝึกเชื่อมโยงความรู้ให้เข้ากับการปฏิบัติงานภายใต้ความรับผิดชอบของตน

ในด้านการออกแบบหลักสูตร หลักสูตรที่ผู้วิจัยได้ศึกษานั้น มีกิจกรรมที่ชื่อว่า IMU Cares ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ไปสัมผัสการบริการชุมชน แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นกิจกรรมเชิงสร้างประสบการณ์และเป็นกิจกรรมบังคับ ผู้เรียนกลับมักมองว่ากิจกรรมนี้ไม่สามารถพัฒนา lifelong learning ได้ดี เนื่องจากมีความไม่ชัดเจนของข้อกำหนดการเรียนรู้และมีภาระงานที่มากเกินไป

This image for Image Layouts addon

Figure 2: แสดงผลการศึกษาและการวิเคราะห์คะแนน

การประยุกต์ใช้ในบริบทแพทยศาสตรศึกษา

การออกแบบหลักสูตรในโรงเรียนแพทย์ ควรที่จะต้องเริ่มจากมุมมองที่ว่า lifelong learning เป็นความสามารถที่ผู้สอนต้องสนับสนุนให้ผู้เรียนค่อย ๆ พัฒนา ไม่ใช่มอบหมายให้ผู้เรียน “ไปเรียนรู้ด้วยตนเอง” โดยไม่มีการเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียน สำหรับในชั้น pre-clinic ผู้เรียนยังต้องการโครงสร้างที่ชัดเจน ผู้สอนสามารถใช้ PBL, flipped classroom, guided reading หรือ project เพื่อฝึกให้ผู้เรียนแปลงความสงสัยเป็นคำถามการเรียนรู้ ฝึกทักษะในการเลือกแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ฝึกอธิบายเหตุผลในการเลือกข้อมูล และสรุปว่าสิ่งที่ค้นหามาสามารถตอบคำถามที่ตั้งไว้ได้มากน้อยเพียงใด ผู้สอนควรกำหนดเป้าหมาย เกณฑ์คุณภาพ และขั้นตอนการทำงานควรถูกสื่อสารอย่างชัดเจน พร้อมตัวอย่างและ feedback ที่ช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นกระบวนการคิดของตนเอง และเมื่อเข้าสู่ชั้น clinic การสนับสนุนควรเปลี่ยนจากการกำหนดทุกขั้นตอนไปสู่การเพิ่มความรับผิดชอบและความเป็นอิสระ ผู้สอนอาจให้นักศึกษาระบุ learning need จากผู้ป่วยที่ตนดูแล วางแผนค้นคว้า นำหลักฐานกลับมาอภิปรายกับทีม และบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ใน portfolio การทำ elective และ clinical posting ควรมีจุดตรวจสอบระหว่างทาง เช่น coaching, formative feedback และ reflection เพื่อให้ประสบการณ์ในหอผู้ป่วยไม่กลายเป็นเพียงการทำงานตามกิจวัตร แต่เป็นวงจรของการสังเกตปัญหา เรียนรู้ ทดลองใช้ และประเมินผล

สิ่งที่อาจเข้าใจผิดได้ คือ การจัดการสอนดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า ผู้เรียนชั้น pre-clinic ไม่มีอิสระ หรือผู้เรียนชั้น clinic ไม่ต้องการโครงสร้าง ระดับการสนับสนุนควรปรับตามความพร้อมและความซับซ้อนของงาน ผู้เรียนใหม่อาจเลือกหัวข้อได้ภายในกรอบที่กำหนด ขณะที่ผู้เรียนที่มีประสบการณ์มากขึ้นอาจกำหนดเป้าหมายและหลักฐานแสดงความก้าวหน้าด้วยตนเอง หากผู้เรียนติดขัด ผู้สอนสามารถเพิ่มคำแนะนำชั่วคราว แล้วค่อยลดการช่วยเหลือลงเมื่อผู้เรียนจัดการกระบวนการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

เมื่อมองในระดับรายวิชา อาจารย์ควรตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างผลลัพธ์ กิจกรรม และการประเมิน หากหลักสูตรระบุว่า lifelong learning เป็นผลลัพธ์ แต่การประเมินให้ความสำคัญเฉพาะการจำเนื้อหา ผู้เรียนย่อมมีแรงจูงใจน้อยที่จะฝึกตั้งเป้าหมาย ค้นหาหลักฐานมาสนันบสนุนความคิด หรือทำการสะท้อนคิด ไม่ได้สนใจการพัฒนาคุณภาพของ learning plan, search strategy, การเลือกและวิเคราะห์แหล่งข้อมูล การทำ reflection การตอบสนองต่อ feedback หรือการนำความรู้กลับไปใช้กับปัญหาทางคลินิกเลย หวังพึ่งจะทำคะแนนสอบให้ดีจากการจำเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุดนี้ การจัดให้มีการเรียนแบบ student-centered, experiential หรือ community-based ไม่ได้รับประกันว่าจะเกิด lifelong learning เสมอไป คุณภาพของการออกแบบยังคงมีสำคัญอย่างมาก ดังตัวอย่างกิจกรรม IMU Cares ที่ให้ผู้เรียนออกไปทำกิจกรรมที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งอาจไม่ได้ทำให้เกิด lifelong learning โดยอัตโนมัติ หากต้องการให้เกิด lifelong learning ผู้เรียนและผู้สอนต้องเข้าใจเป้าหมายการเรียนรู้กันทั้งสองฝ่าย ต้องมีการวางโครงสร้างกิจกรรมที่เหมาะสม มีคำแนะนำจากผู้สอน มีเวลาที่เพียงพอ และสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้สะท้อนคิดประสบการณ์การเรียนรู้อีกด้วย เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ชัดเจน กิจกรรมในแต่ละช่วงของหลักสูตรจึงจะเชื่อมต่อกัน จากเส้นทางพัฒนาการเรียนรู้แบบมีผู้ชี้นำ ไปสู่การเรียนรู้ที่ผู้เรียนกำกับและรับผิดชอบได้เองมากขึ้น และเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีความเป็น lifelong learner ในที่สุด

References

1. Ramamurthy S, Er HM, Nadarajah VD, Radhakrishnan AK. Medical students' orientation toward lifelong learning in an outcome-based curriculum and the lessons learnt. Med Teach. 2021;43(Suppl 1):S6-11. doi:10.1080/0142159X.2019.1646894

นพ.ธฤต ปัญจวัฒนคุณ
แพทย์ใช้ทุน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE) 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

ธฤต ปัญจวัฒนคุณ. SHEE Sharing: Medical Students’ Orientation Toward Lifelong Learning in an Outcome-Based Curriculum and the Lessons Learnt. SHEE J. 2026;7(3): e260311
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/journals-th/issue3-2026/11-03-2026




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates