สารบัญ
- 01) Executive Talk: Promoting Lifelong Learning in Health Science Schools (10 views)
- 02) How to Promote Growth Mindset in Learners of Health Science Schools การส่งเสริมแนวคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ในผู้เรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ (9 views)
- 03) Community of Practice (CoP) and Lifelong Learning in Health Science Education (5 views)
- 04) Grit and Resilience in Health Science Education ความมุมานะพยายามและความยืดหยุ่นในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ (6 views)
- 05) Continuing Professional Development (CPD) as Lifelong Learning in Health Science Education (10 views)
- 06) Message from Deputy Dean (8 views)
- 07) Students' Voice: Students’ View on Lifelong Learning (26 views)
- 08) เชิด-ชู: ผู้ได้รับรางวัล ครูแพทย์แห่งชาติ ประจำปี 2568 จากกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (5 views)
- 09) สับ สรรพ ศัพท์ : Conscientiousness, Infantilization, Attrition, Proactivity (8 views)
- 10) Education Movement: Practical Tips for Promoting Lifelong Learning in Health Science Schools (7 views)
- 11) SHEE Sharing: Medical Students’ Orientation Toward Lifelong Learning in an Outcome-Based Curriculum and the Lessons Learnt (7 views)
- 12) SHEE Research: Reflective Diaries as Data Collection Instruments in Health Science Education Research (5 views)
- 13) Click&Go with Technology: Using Gemini to Reflect Lifelong Learning Processes (8 views)
02
How to Promote Growth Mindset in Learners of Health Science Schools
การส่งเสริมแนวคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ในผู้เรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ
พ.อ.หญิง ผ.ศ. ดร.จิตรวีณา มหาคีตะ
ภาควิชาสรีรวิทยา
วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
ภาควิชาสรีรวิทยา
วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า

ทำไมการส่งเสริม growth mindset จึงสำคัญต่อผู้เรียนด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
ปัจจุบันการจัดการการเรียนการสอนด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก จากทั้งความรู้และเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว โครงสร้างหลักสูตรที่อัดแน่น และสภาพแวดล้อมที่กดดันสูง ผู้เรียนจึงได้รับความคาดหวังทั้งจากตนเองและสังคม ซึ่งผู้เรียนกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพมักถูกจัดเป็นกลุ่ม High-Achievers ที่ประสบความสำเร็จทางการเรียนมาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา เมื่อเข้ามาอยู่ในหลักสูตรที่ท้าทายกับเพื่อนร่วมชั้นที่มีความสามารถเช่นกัน จึงอาจเกิดความกลัวที่จะถูกมองว่า "ไม่เก่ง" หรือ "ไม่ดีพอ" ส่งผลให้อาจหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ท้าทายได้ เช่น การตอบคำถามในชั้นเรียน การทำหัตถการใหม่ๆ และการเก็บความไม่รู้ของตนเองไว้คนเดียว และเมื่อผู้เขียนได้ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับธรรมชาติของผู้เรียนกลุ่ม Gen Z จึงเข้าใจว่ามีการเติบโตมาพร้อมกับความไม่แน่นอน ข่าวในสังคมจากเหตุการณ์ระดับโลก และ Social Media ที่เกิดการเปรียบเทียบกันได้ง่าย เช่น จากยอด like จึงเพิ่มโอกาสให้เกิดความเปราะบางทางอารมณ์ได้ดังนั้นการบ่มเพาะทักษะการคิดแบบ Growth Mindset ความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilience) จะช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับตัวให้กล้าเรียนรู้สิ่งใหม่ ควบคู่กับการเรียนรู้ผ่านข้อผิดพลาด ซึ่งเปรียบเสมือนรากฐานในการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learner) ทั้งด้านการศึกษาและการใช้ชีวิต
Growth Mindset และ Fixed Mindset คืออะไร (ตามกรอบความคิดของ Carol Dweck)
Carol Dweck ศาสตราจารย์และนักวิจัยด้านจิตวิทยาชาวอเมริกัน แห่งมหาวิทยาลัย Stanford ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับทัศนคติของมนุษย์ โดยแบ่งกรอบแนวคิดในการมองสิ่งต่างๆ ของมนุษย์เป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1) Fixed Mindset (Entity theory) หรือกรอบแนวคิดแบบยึดติด ที่เชื่อว่าสติปัญญาและความสามารถเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วตั้งแต่เกิดและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ 2) Growth Mindset (Incremental Theory) หรือกรอบแนวคิดแบบเติบโต ที่เชื่อว่าสติปัญญาและความสามารถ พัฒนาให้เพิ่มขึ้นได้ผ่านการฝึกฝนเรียนรู้ด้วยวิธีที่ถูกต้อง
ในบริบทการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เมื่อนำกรอบแนวคิดทั้ง 2 แบบมาเปรียบเทียบ จะพบมุมมองและพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังตารางที่ 1 อย่างไรก็ตาม Carol Dweck กล่าวว่า ทุกคนมีกรอบแนวคิดทั้ง 2 ด้านอยู่ในตนเอง ซึ่งบางสถานการณ์ก็อาจใช้กรอบแนวคิดด้านใดด้านหนึ่งมากกว่า สิ่งสำคัญ คือ การตระหนักรู้ การเท่าทัน เพื่อฝึกฝนตนเอง
การส่งเสริม Growth Mindset ในบริบทต่างๆ ของผู้เรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ
1. บริบทการจัดการเรียนรู้เรื่อง growth mindset
จากการจัดการเรียนการสอนเรื่อง growth mindset และ resilience ในหลักสูตร ผู้เขียนได้เรียนรู้ว่า สิ่งสำคัญอย่างยิ่งก่อนเริ่มต้น คือ การช่วยให้ผู้เรียนเห็น ความสำคัญ (Know WHY) และการตระหนักรู้ตนเองถึงกรอบแนวคิดที่ใช้บ่อยในปัจจุบัน (Know NOW) จะช่วยให้ผู้เรียนเปิดใจ มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ growth mindset (Know HOW) มากขึ้น
1.1 Know WHY การชวนให้เห็นความสำคัญของการมีกรอบแนวคิด growth mindset เช่น การหยิบยกสถานการณ์สมมุติให้ผู้เรียนลองคิดว่า เมื่อเลือกใช้กรอบแนวคิดแต่ละด้านจะส่งผลให้เกิดมุมมอง การตัดสินใจ การตอบสนองด้วยพฤติกรรมแบบไหน และเมื่อเกิดขึ้นซ้ำจนเป็นนิสัย จะส่งผลให้อนาคตของผู้ที่ใช้กรอบแนวคิดแต่ละแบบบ่อยๆ ได้รับผลอย่างไรทั้งผลระยะสั้น (เช่น ความเครียด การตำหนิตนเอง/ผู้อื่น) และผลระยะยาว (เช่น ทักษะในวิชาชีพไม่ก้าวหน้า ประสิทธิภาพในการรักษา ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและผู้ป่วย) เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเปรียบเทียบผลดี ผลเสียที่เชื่อมโยงกับตนเองได้ เห็นความสำคัญในการฝึกมากขึ้น
1.2 Know NOW เมื่อเห็นความสำคัญแล้ว หากผู้เรียนได้ตระหนักรู้ถึงกรอบแนวคิดที่ตนเองใช้บ่อย ก็จะช่วยให้เห็นว่าปัจจุบันนี้ตนเป็นแบบไหน มีโอกาสนำไปสู่ผลอย่างไร เช่น การลองทำแบบทดสอบเพื่อให้เข้าใจตนเองว่าเมื่อเจออุปสรรค มักใช้ fixed หรือ growth mindset มากกว่า โดยไม่ต้องประกาศว่าใครมีลักษณะแบบใดเพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัย ซึ่งผู้เขียนมักได้รับ reflection จากผู้เรียนว่า พึ่งรู้ว่าตนมีลักษณะแบบ fixed mindset ทำให้เครียดง่าย จึงสนใจจะฝึกฝนมากขึ้น ในขั้นตอนนี้อาจชี้ให้ผู้เรียนเห็นความจริงที่ Carol Dweck กล่าวว่า ทุกคนมีทั้ง growth และ fixed Mindset ไม่มีใครมี growth mindset กับทุกเรื่อง ตลอดเวลา สิ่งสำคัญ คือ การตระหนักรู้ การเท่าทัน และฝึกฝนต่อเนื่อง ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้ และลองยกตัวอย่างบุคคลสำคัญที่เรียนรู้ผ่านความผิดพลาด ฝึกฝนซ้ำๆ จนประสบความสำเร็จ เพื่อส่งเสริมผู้เรียนเห็นตัวอย่างของผู้ที่เปลี่ยนแปลงตนเองได้ จนอาจเกิดแรงบันดาลใจในการฝึกฝน
1.3 Know HOW ขั้นตอนในการฝึกเปลี่ยนกรอบแนวคิดสู่ growth mindset เริ่มจากการตระหนักรู้เมื่อเกิด fixed mindset ขึ้น ซึ่ง self-awareness เป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยขั้นตอนนี้เพื่อรู้ทัน ยอมรับ เข้าใจธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้ และทุกคนฝึกฝนได้ จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับมุมมองไปสู่ growth mindset ก่อนตัดสินใจและลงมือทำ เมื่อทำได้สำเร็จการชื่นชมตนเองก็สามารถช่วยให้มั่นใจในการพัฒนาต่อไป
2. บริบทการเป็น mentor, coach, facilitator ทั้งระดับชั้นปรีคลินิกและชั้นคลินิก
นอกจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญและฝึกฝนแล้ว อาจารย์ผู้สอนก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญมากในการทำให้ผู้เรียนพัฒนา growth mindset ได้อย่างต่อเนื่องผ่านบทบาทดังนี้
2.1 การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ เช่น การมีกรอบแนวคิดว่าผู้เรียนพัฒนาได้ การออกแบบเคสหรือสถานการณ์จำลองที่อนุญาตให้พลาดได้ โดยนำความผิดพลาดนั้นมาเรียนรู้และเติบโต การประเมินเพื่อการเรียนรู้ที่มีวัตถุประสงค์และแนวทางการพัฒนาชัดเจนแบบให้โอกาสแก้ไขและทดสอบซ้ำได้ โดยประเมินพัฒนาการความก้าวหน้ามากกว่าการตัดสินด้วยคะแนนเพียงครั้งเดียว ซึ่งผู้เขียนสังเกตว่าการใช้อวจนภาษาของอาจารย์ เช่น น้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง ที่สอดคล้องกัน มีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัย จนทำให้กิจกรรมการเรียนรู้แบบเดียวกัน มีบรรยากาศที่แตกต่างกันได้ ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนา growth mindset กล้าคิด ทำสิ่งใหม่ มีส่วนร่วม และเห็นความสามารถของตนพัฒนาได้ผ่านการฝึกฝน
2.2 การใช้คำถามช่วยสะท้อนการเรียนรู้ (Reflective Questioning) เช่น การทำ reflection หรือ debrief เพื่อเรียนรู้ร่วมกันหลังจบกิจกรรม การเปลี่ยนวัฒนธรรมการตำหนิต่อว่าเมื่อผิดพลาด เป็นการทำความเข้าใจสาเหตุของความผิดพลาด (เช่น ช่วยอธิบายให้อาจารย์เข้าใจเพิ่มขึ้นว่าเลือกคำตอบข้อนี้เพราะอะไร?) และการถอดบทเรียนผ่านความผิดพลาดเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น (เช่น "เคสนี้ให้บทเรียนอะไรกับเราบ้าง?" "หากเจอเคสแบบนี้อีกในครั้งหน้า จะทำอะไรให้ดียิ่งขึ้น?") จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิด growth mindset โดยเห็นความผิดพลาดเป็นโอกาสแห่งการพัฒนา
2.3 การให้ positive feedback หากผู้เรียนทำสิ่งที่ดี อาจารย์สามารถเปลี่ยนรูปแบบจากการชมเชยภาพรวม (เช่น "เก่งมาก") เป็นการชมเชยถึงพฤติกรรมและคุณสมบัติที่ดีของแต่ละคนที่มีแตกต่างกัน (เช่น เก่งมาก คุณมีความละเอียดในการซักประวัติได้ครบทุกประเด็น และยังมีการรับฟังที่ดีจนคนไข้เปิดใจบอกข้อมูลที่ปิดไว้) เพื่อให้ผู้เรียนรู้จุดดีของตนและรักษาไว้ ส่งเสริมการเห็นคุณค่าตนเองและผู้อื่นที่มีแตกต่างกันได้
2.4 การให้ constructive feedback เมื่อผู้เรียนทำสิ่งที่ผิดพลาด อาจารย์สามารถให้ข้อมูลย้อนกลับ โดยยังคงชื่นชมส่วนที่ทำได้ดี บอก fact ที่สังเกตเห็นความผิดพลาด สอบถามเหตุผล และชวนให้มีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางการพัฒนาของตนเอง โดยอาจารย์ช่วยเสริมได้ในจุดที่ผู้เรียนยังไม่เห็น จะช่วยพัฒนา growth mindset ให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของ feedback เหมือนของขวัญมากกว่ากลัวจนหลีกหนี
2.5 การเป็นแบบอย่างในการฝึกฝนและแสดง growth mindset เช่น การพร้อมเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไปกับผู้เรียน การยอมรับหากยังไม่สามารถตอบคำถามทั้งหมดได้โดยไม่ยึดความสมบูรณ์แบบ หรือการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงความเห็นที่ต่างจากตนเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน
3. บริบทการจัดหลักสูตร ระดับสถาบัน
การจัดการเรียนการสอนด้านแพทยศาสตรศึกษาในปัจจุบันมีการพัฒนารอบด้าน ทั้งความรู้ ทักษะการปฏิบัติ และทักษะในการใช้ชีวิต ดังนั้นหากสถาบันให้ความสำคัญและสอดแทรกเรื่อง growth mindset และ resilience เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมต่างๆ หรือการบรรจุลงในหลักสูตร (เช่น สถาบันของผู้เขียนได้บรรจุลงในรายวิชาศาสตร์ระบบสุขภาพ) ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาไปพร้อมกันมากขึ้นทั้งผู้เรียน ผู้สอน และการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ นอกจากนี้หากมีการทำวิจัยเพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลง ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ก็จะช่วยประเมินผลเพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่องได้
ข้อควรระวังในการนำ Growth Mindset ไปใช้อย่างไม่เหมาะสม
แม้ growth mindset จะเป็นแนวคิดที่มีประโยชน์ แต่การนำไปประยุกต์ใช้ที่ไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
- การมุ่งชมเชยเฉพาะความพยายาม โดยไม่ช่วยให้ผู้เรียนเห็นจุดพัฒนาที่ชัดเจน จนเกิดการพยายามทำซ้ำในรูปแบบเดิม ไม่เห็นพัฒนาการ จนนำไปสู่ความท้อแท้ได้
- การนำ growth mindset ไปใช้ตัดสินผู้เรียนว่า "ไม่มี Growth Mindset" โดยที่อาจารย์และสถาบันไม่ได้ปรับเปลี่ยน ให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการเรียนรู้ และการเกิด growth mindset
- การเข้าใจว่าเมื่อมี growth mindset แล้วทุกคนต้องทำสำเร็จพร้อมกัน โดยลืมว่ามนุษย์ทุกคนมีต้นทุนต่างกัน แต่ทุกคนสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้เสมอ โดยอาจใช้เวลาในการฝึกฝนแต่ละเรื่องต่างกัน
บทสรุปสำหรับครูแพทย์
การส่งเสริม Growth Mindset ในการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ไม่ใช่เพียงการสอนทฤษฎี แต่คือการช่วยให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญ ตระหนักรู้ภายในตนเอง เกิดกำลังใจในการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการส่งเสริมรอบด้านจากอาจารย์และสถาบันในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย การตั้งคำถามและการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนความผิดพลาดให้กลายเป็นบทเรียน การให้ข้อมูลย้อนกลับที่ส่งเสริมการเติบโต และการเป็นแบบอย่างที่พร้อมพัฒนาไปกับผู้เรียน เป้าหมายจึงไม่ใช่การสร้างผู้เรียนที่สมบูรณ์แบบโดยไม่เคยทำผิด แต่คือการบ่มเพาะบุคลากรวิทยาศาสตร์สุขภาพที่พร้อมเรียนรู้และเติบโต สู่การดูแลทั้งตนเองและผู้อื่นได้อย่างยั่งยืน
References
1. Yeager DS, Dweck CS. Mindsets that promote resilience: When students believe that personal traits can be developed. Educ Psychol. 2012;47(4):302-314.
พ.อ.หญิง ผศ. ดร.จิตรวีณา มหาคีตะ
ภาควิชาสรีรวิทยา
วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
email :










