09) สับ สรรพ ศัพท์ : Conscientiousness, Infantilization, Attrition, Proactivity

สารบัญ
Go Back

09

สับ สรรพ ศัพท์ : Conscientiousness, Infantilization, Attrition, Proactivity

นพ.ชญานนท์ ลือชาพุฒิพร 
แพทย์ใช้ทุน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

Image
สับ สรรพ ศัพท์ ในฉบับนี้ เราจะมาทำความเข้าใจคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่วิชาชีพแพทย์ต้องการมากที่สุดในยุคที่ความรู้เปลี่ยนเร็ว ประกอบไปด้วย Conscientiousness, Infantilization, Attrition และ Proactivity

หากมองภาพรวม จะเห็นว่าศัพท์ทั้งสี่คำนี้ทำหน้าที่แตกต่างกันในการมุมมองของ lifelong learning สองคำเป็น “แรงขับ” ที่ทำให้ผู้เรียนเดินต่อไปได้ด้วยตนเอง ได้แก่ conscientiousness และ proactivity ส่วนอีกสองคำเป็น “แรงฉุด” ที่ทำให้เส้นทางนั้นสะดุดหรือขาดตอน ได้แก่ infantilization และ attrition ผู้เขียนจึงขอเชิญชวนทุกท่านมาดูความหมาย ตัวอย่างที่พบได้จริง และแนวทางการนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนต่อไป

This image for Image Layouts addon

Figure 1: ความสัมพันธ์ของ Lifelong Learning ในผู้เรียนกับ Conscientiousness, Infantilization, Attrition, และ Proactivity


1. Conscientiousness

Conscientiousness (ความสำนึกรับผิดชอบ) คือแนวโน้มของบุคคลที่จะมีระเบียบวินัย รอบคอบ พึ่งพาได้ วางแผนล่วงหน้า และทำสิ่งที่รับผิดชอบให้สำเร็จตามกำหนดเวลา ส่วนผู้ที่มีคุณลักษณะนี้ต่ำ มักผัดวันประกันพรุ่งและทำงานตามแรงกระตุ้นเฉพาะหน้า

ในทางการศึกษา คุณลักษณะนี้เป็นฐานของการกำกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง (self-regulated learning) ซึ่งหมายถึงความสามารถของผู้เรียนในการตั้งเป้าหมาย วางแผน ติดตามความก้าวหน้า และปรับวิธีการเรียนของตนเอง จุดที่ทำให้สำคัญต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตคือ กระบวนการนี้ยังทำงานต่อได้แม้ไม่มีตารางสอนหรือการสอบคอยกำหนดจังหวะ จึงเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้เรียนจะยังพัฒนาตนเองต่อไปหรือไม่เมื่อพ้นจากระบบการศึกษาไปแล้ว

สถานการณ์ตัวอย่าง: นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 สองคนปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยเดียวกัน คนแรกมีคะแนนสอบข้อเขียนอยู่ในกลุ่มสูงสุดของชั้น แต่มักส่งบันทึกเวชระเบียนช้ากว่ากำหนด และไม่ได้ติดตามการรักษาของผู้ป่วยที่ตนดูแลบนวอร์ด ส่วนคนที่สองมีคะแนนสอบระดับกลาง แต่มา round ตรงเวลาทุกครั้ง ส่งงานครบ และติดตามผลการรักษาของผู้ป่วยบนวอร์ดสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะถูกมอบหมายให้ทำหรือจับตาดูหรือไม่ก็ตาม ในกรณีนี้ ถึงแม้คะแนนสอบของนักศึกษาแพทย์คนที่สอง จะต่ำกว่าแต่ถือว่ามีความสำนึกรับผิดชอบ หรือ conscientiousness มากกว่าคนแรก

การประยุกต์ใช้:

  • ชี้ให้ผู้เรียนเห็นว่าพฤติกรรมเล็ก ๆ อย่างการส่งงานตรงเวลาและการติดตามผลการรักษา ไม่ใช่เรื่องยิบย่อย แต่เป็นการฝึกคุณลักษณะเดียวกับที่วิชาชีพต้องการเมื่อต้องดูแลผู้ป่วยจริง
  • ฝึกการกำกับตนเองผ่านการให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ของตนเองก่อนเริ่ม rotation แล้วทบทวนร่วมกับอาจารย์เมื่อจบ
  • เมื่อพบผู้เรียนที่พฤติกรรมเปลี่ยนไปในทางลบ ให้เข้าไปพูดคุยเพื่อค้นหาสาเหตุก่อนตัดสิน เพราะบ่อยครั้งเป็นปัญหาสุขภาพจิตหรือปัญหาส่วนตัว มากกว่าการขาดความรับผิดชอบ
2. Infantilization

Infantilization (การทำให้เป็นเด็ก) คือ การปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ราวกับว่าเขาเป็นเด็ก ในบริบทการศึกษาหมายถึงการที่สถาบันกำกับ ควบคุม และตัดสินใจแทนผู้เรียนในแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่กำหนดว่าต้องอ่านอะไร เมื่อใด ไปจนถึงการตรวจสอบการเข้า-ออกอย่างละเอียด จนผู้เรียนแทบไม่มีโอกาสได้ฝึกกำกับตนเอง

การทำให้นักศึกษาแพทย์เป็นเด็กส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการศึกษาระดับอุดมศึกษา และจำเป็นต้องมีกลยุทธ์เพื่อพัฒนาควาความเป็นอิสระในการเรียนรู้ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการทำงานร่วมกัน เมื่อมองผ่านมุมของจิตวิทยาการศึกษา ปัญหาอยู่ตรงที่แรงจูงใจของผู้เรียนจะเปลี่ยนจากแรงจูงใจภายใน (intrinsic motivation) ไปเป็นแรงจูงใจภายนอก (extrinsic motivation) กล่าวคือเรียนเพื่อให้ผ่านการตรวจสอบ มากกว่าเรียนเพื่อพัฒนาตนเอง ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ดับลงทันทีเมื่อการตรวจสอบหายไป

สถานการณ์ตัวอย่าง: ภาควิชาแห่งหนึ่งพบว่านักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 มาสายและออกจากหอผู้ป่วยก่อนเวลา จึงออกมาตรการให้ลงชื่อเข้า-ออกทุกกิจกรรม กำหนดหัวข้ออ่านรายวัน และกำหนดให้ต้องขออนุญาตอาจารย์ก่อนสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการทุกรายการแม้เป็นรายการพื้นฐาน หนึ่งปีต่อมาตัวเลขการเข้าร่วมกิจกรรมดีขึ้นชัดเจน แต่เมื่อนักศึกษากลุ่มนี้ขึ้นปฏิบัติงานเป็นแพทย์เพิ่มพูนทักษะ อาจารย์ผู้ควบคุมกลับพบว่าพวกเขาลังเลที่จะตัดสินใจในเรื่องที่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของตนเอง จัดตารางการทำงานเองและไม่คุ้นเคยกับการระบุว่าตนเองยังขาดความรู้เรื่องใดเนื่องจากระหว่างเรียนมีการทำให้เป็นเด็กหรือ infantilization ทำให้ผู้เรียนไม่คุ้นชินกับการจัดการการเรียนรู้หรือการทำงานด้วยตัวเอง

การประยุกต์ใช้:

  • ทบทวนกฎระเบียบที่มีอยู่ โดยสามารถผ่อนคลายบางข้อที่อาจจำกัดการฝึกตัดสินใจด้วยตัวเองของนักศึกษาแพทย์โดยตั้งอยู่บนความปลอดภัยของผู้ป่วย
  • ขยายขอบเขตความรับผิดชอบให้ผู้เรียนแบบค่อยเป็นค่อยไปตามชั้นปี โดยระบุให้ชัดว่าเรื่องใดตัดสินใจเองได้ เรื่องใดต้องมีผู้ควบคุม และเรื่องใดยังทำไม่ได้
  • เมื่อผู้เรียนถามคำถาม ให้ตอบด้วยการชวนคิดก่อนให้คำตอบ เพื่อฝึกกระบวนการตัดสินใจ ไม่ใช่ฝึกการรอคำสั่ง
This image for Image Layouts addon

Figure 2: ผลกระทบของการ Infantilization ในผู้เรียน

3. Attrition

Attrition (การออกกลางคัน) คือ การที่ผู้เรียนออกจากหลักสูตรก่อนสำเร็จการศึกษา ไม่ว่าโดยสมัครใจ เช่น ลาออกหรือเปลี่ยนสาขา หรือโดยไม่สมัครใจ เช่น พ้นสภาพจากผลการเรียน คำนี้ยังใช้ในความหมายทางระเบียบวิธีวิจัยด้วย โดยหมายถึงการสูญหายของผู้เข้าร่วมวิจัยระหว่างการติดตาม ซึ่งทำให้ผลการศึกษาคลาดเคลื่อนได้หากผู้ที่หายไปมีลักษณะต่างจากผู้ที่อยู่จนครบ

สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ การออกกลางคันแทบไม่เคยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลัน แต่เป็นปลายทางของกระบวนการที่ส่งสัญญาณเตือนมาก่อนเป็นเวลานาน เช่น การขาดเรียนที่ถี่ขึ้น การส่งงานช้าลง การถอนตัวจากกิจกรรมกลุ่ม และการแยกตัวจากเพื่อน ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่พบในผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงทั่วไป และมักสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่ได้รับการดูแล

สถานการณ์ตัวอย่าง: นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 คนหนึ่งเริ่มขาดกิจกรรมกลุ่มย่อยเป็นครั้งคราวตั้งแต่ต้นภาคการศึกษา ส่งรายงานช้าในสองรายวิชา และไม่ตอบข้อความในกลุ่มของชั้นปี อาจารย์ประจำแต่ละรายวิชาต่างเห็นเพียงเหตุการณ์เดียวในรายวิชาของตน จึงประเมินว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย จนกระทั่งปลายภาคการศึกษาที่สอง นักศึกษายื่นใบลาออกโดยระบุเหตุผลว่าไม่เหมาะกับวิชาชีพนี้ ภายหลังจึงทราบว่านักศึกษาเผชิญภาวะซึมเศร้ามาตั้งแต่ต้นปี และไม่เคยเข้ารับบริการสวัสดิการนักศึกษาเลย เพราะกลัวว่าจะถูกบันทึกในประวัติ

การประยุกต์ใช้:

  • เชื่อมโยงข้อมูลข้ามรายวิชา เพราะสัญญาณจากรายวิชาเดียวมักเบาเกินกว่าจะสังเกตเห็น แต่เมื่อรวมทั้งชั้นปีจะเห็นรูปแบบชัดเจน
  • ใช้สัญญาณเตือน เช่น การขาดเรียน การไม่ส่งงาน และการถอนตัวจากกิจกรรมกลุ่ม เป็นตัวกระตุ้นให้อาจารย์ที่ปรึกษาเข้าไปพูดคุย ไม่ใช่เพียงบันทึกไว้เป็นคะแนน
  • สื่อสารให้ชัดว่าการเข้ารับบริการด้านสุขภาพจิตไม่ส่งผลต่อการประเมินผลการศึกษา เพราะผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดมักไม่กล้ามาขอ
  • จัดให้มีการสัมภาษณ์เมื่อผู้เรียนออกจากหลักสูตร แล้วนำข้อมูลกลับมาใช้พัฒนาหลักสูตร
4. Proactivity

Proactivity (พฤติกรรมเชิงรุก) คือ การลงมือกระทำที่ริเริ่มด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอคำสั่ง (self-starting) มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์หรือในตนเอง (change-oriented) และมองไปข้างหน้าโดยคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าแล้วลงมือก่อน (future-focused)

จุดที่ต้องแยกให้ชัดคือความแตกต่างจากการปรับตัว (adaptivity) ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว ขณะที่พฤติกรรมเชิงรุกคือการริเริ่มการเปลี่ยนแปลงนั้นเอง ในการเรียนการสอน รูปแบบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการที่ผู้เรียนเป็นฝ่ายขอ feedback เอง แทนที่จะรอรับจากอาจารย์ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ทำนายการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ดีกว่าการทำตามคำสั่งได้ครบถ้วน

สถานการณ์ตัวอย่าง: นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 สองคนขึ้นปฏิบัติงานที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมพร้อมกัน คนแรกทบทวนแล้วพบว่าตนเองยังอ่อนเรื่องการประเมินผู้ป่วยปวดท้องเฉียบพลัน จึงเข้าไปแจ้งอาจารย์ตั้งแต่วันแรกว่าอยากได้ feedback เฉพาะเรื่องนี้ และขอให้ช่วยชี้จุดที่ควรแก้ทุกครั้งหลัง round ส่วนคนที่สองปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายครบถ้วนและตรงเวลาทุกอย่าง แต่ไม่เคยเปิดบทสนทนาเรื่อง feedback เลย และได้รับ feedback ครั้งแรกในวันสุดท้ายของ rotation ซึ่งสายเกินกว่าจะนำไปปรับปรุงได้ทัน กรณีของคนที่สองคือการปรับตัว ไม่ใช่พฤติกรรมเชิงรุก

การประยุกต์ใช้:

  • สร้างบรรยากาศที่การถามและการขอ feedback ไม่ถูกตีความว่าเป็นความอ่อนแอ เพราะหากผู้เรียนกลัวว่าจะถูกตัดสิน พฤติกรรมเชิงรุกจะไม่เกิดขึ้นไม่ว่าจะกระตุ้นอย่างไร
  • เปลี่ยนบทบาทในการให้ feedback ให้ผู้เรียนเป็นผู้เปิดบทสนทนา เช่น เริ่มจากการถามว่าอยากได้ feedback เรื่องใดก่อน แทนที่อาจารย์จะเป็นฝ่ายบอกทั้งหมด
  • ให้ผู้เรียนจัดทำแผนการเรียนรู้ของตนเองก่อนเริ่ม rotation แล้วใช้แผนนั้นเป็นวาระในการพบอาจารย์ที่ปรึกษา
  • อาจารย์เป็นแบบอย่างด้วยการขอ feedback จากผู้เรียนอย่างเปิดเผย เพราะการเป็นแบบอย่างเป็นกลไกส่งผ่านพฤติกรรมที่ทรงพลังที่สุดในสิ่งแวดล้อมทางคลินิก
This image for Image Layouts addon

Figure 3: เปรียบเทียบระหว่าง Proactivity และ Adaptivity

บทส่งท้าย

ศัพท์ทั้งสี่คำนี้อธิบายเส้นทางเดียวกันคนละช่วง ความสำนึกรับผิดชอบเป็นวินัยพื้นฐานที่ทำให้ผู้เรียนเริ่มต้นได้ พฤติกรรมเชิงรุกเป็นแรงขับที่ทำให้ก้าวต่อไปเองได้ ขณะที่การทำให้เป็นเด็กบั่นทอนแรงขับนั้นอย่างเงียบ ๆ และการออกกลางคันคือปลายทางเมื่อระบบไม่อาจประคองผู้เรียนไว้ได้ การสร้างผู้เรียนที่เรียนรู้ตลอดชีวิตจึงไม่ใช่การเพิ่มเนื้อหาหรือเพิ่มการควบคุม แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้ปัจจัยส่งเสริมเติบโต และลดปัจจัยที่ฉุดผู้เรียนให้ลดลงครับ

References

1. Slavin RE. Educational psychology: theory and practice. 12th ed. New York: Pearson; 2018.

2. Feldman RS. Understanding psychology. 12th ed. New York: McGraw-Hill Education; 2015.

3. Martínez-Fernández AE, Canul-Medina G. Infantilization in medical students: a challenge for higher education. Investig Educ Med. 2025 Sep;14(55):131-2.

4. Parker SK, Bindl UK, Strauss K. Making things happen: a model of proactive motivation. J Manage. 2010 Jul;36(4):827-56.

นพ.ชญานนท์ ลือชาพุฒิพร
แพทย์ใช้ทุน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

ชญานนท์ ลือชาพุฒิพร. สับ สรรพ ศัพท์ : Conscientiousness, Infantilization, Attrition, Proactivity. SHEE J. 2026;7(3): e260309
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/journals-th/issue3-2026/09-03-2026




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates