04) Grit and Resilience in Health Science Education ความมุมานะพยายามและความยืดหยุ่นในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ

สารบัญ
Go Back

04

Grit and Resilience in Health Science Education
ความมุมานะพยายามและความยืดหยุ่นในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ

รศ. ดร. นพ.เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์
ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Image
การเรียนทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ เป็นกระบวนการผลิตบุคลากรที่มีความกดดันสูงมาก ทั้งจากปริมาณเนื้อหาวิชาการที่มหาศาล ความคาดหวังจากสังคม ความรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้ป่วย การจะส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) ตามที่เราต้องการนั้น เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก และจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยหากผู้เรียนไม่มีความมุมานะพยายาม (grit) และ ความยืดหยุ่น (resilience) เพราะเป็นที่แน่นอนว่าในการเดินทางอันยาวนานตลอดวิชาชีพนั้น ผู้เรียนต้องเผชิญกับบทเรียนที่ง่ายบ้าง ยากบ้าง มีความล้มเหลวจากการเรียน และการทำงานบ้าง การที่ผู้เรียนมีแค่ไหวพริบปฏิภาณที่ดีโดยไม่มี grit และ resilience อยู่ อาจมีผู้เรียนบางคนถอดใจ เลิกล้มการเรียน เปลี่ยนใจไปทำงานอื่น ไม่อยากเรียนรู้และพัฒนาทักษะทางการแพทย์และการบริการทางสุขภาพต่อไปก็ได้
ข้อมูลจากการศึกษาของ Professor Angela Duckworth แสดงให้เห็นว่า ความรู้ ความสามารถ หรือความฉลาดไม่ใช่ตัวพยากรณ์ความสำเร็จในชีวิตที่ดีนัก มีคนจำนวนไม่น้อยที่ IQ (Intelligence Quotient) สูงมากแต่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่กลับพบว่าคนที่มี Grit ดีนั้น มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า ตัวอย่างการศึกษาของ Angela Duckworth ในโรงเรียนทหาร West Point ที่มีการคัดเลือกที่เข้มข้นมาก จากคนสมัครปีละ 14,000 คน มีเพียง 1,200 คนที่ได้เข้าเรียน ซึ่งคนเหล่านี้มีระดับ IQ สูง มีสมรรถภาพทางกายเป็นเลิศ แต่พบว่ามีอัตราการ drop out ถึง 20% ซึ่งปัจจัยที่พยากรณ์ได้ว่าใครจะเรียนจบคือ Grit ซึ่งหากเรานำผลการศึกษานี้มามองในบริบทโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ หากเราต้องเห็นการคงอยู่ในระบบการศึกษาของนักเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ ไปจนทำงานดูแลสุขภาพประชาชน และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต อาจารย์ต้องให้ความสนใจกับเรื่อง Grit ด้วย
ความยืดหยุ่น (Resilience) หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการตอบสนองต่อความเครียด ความยากลำบาก หรือภาวะกดดันที่ทำให้เขารู้สึกล้มเหลว โดยใช้กลไกที่เหมาะสมในการปรับตัว เรียนรู้แล้วกลับมาสู้กับภาวะกดดันนั้นใหม่ การที่ผู้เรียนจะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เราคงต้องคาดหวังว่าเขาต้องเจอปัญหาอย่างแน่นอน การมี resilience จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เชื่อมั่นว่า หากวันไหนเขาล้มลง เขาจะลุกขึ้นมาพัฒนาตนเองต่อ ข้อมูลจากการศึกษาของ Sanderson B และคณะ แสดงให้เห็นว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อ Resilience มีหลายอย่างด้วยกัน ได้แก่ Flexibility, motivation, self—efficacy, spirituality และ social support หากวิเคราะห์กันอย่างลึกซึ้ง จะพบว่า Resilience ก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Grit ด้วย เนื่องจากการที่เราจะมุมานะ ทำอะไรให้สำเร็จในระยะยาวนั้น ต้องมีวันที่ต้องล้มแล้วลุกขึ้นใหม่บ้าง จึงเป็นเหตุให้ในบทความนี้เราจะพูดถึงการพัฒนา Grit และ Resilience ไปด้วยกัน

จิตวิทยาพื้นฐานของความมุมานะพยายาม (Grit)

Angela Duckworth นิยามความหมายของ ความมุมานะพยายามนี้ เป็น ลักษณะส่วนบุคคลหรือ personality trait ที่แสดงถึงความตั้งอกตั้งใจทำอะไรบางอย่างด้วยใจรักเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในระยะยาว ซึ่งทำให้ grit มีองค์ประกอบย่อยสองส่วนด้วยกันได้แก่

  1. ความมีใจรัก (Passion) เป็นความสนใจในเป้าหมายบางอย่าง โดยเน้นว่าต้องเป็นเป้าหมายระยะยาว เป็นสิ่งที่เป็นพลังผลักดันให้เราอยากทำ เป็นตัวกำหนดเป้าหมาย ซึ่งหากเป้าหมายที่เรากำหนดไม่ใช่สิ่งที่ใจเรารักแล้ว เราคงไม่บากบั่นพยายามมากนัก การที่เราจะมี passion ได้นั้น มีส่วนประกอบสำคัญสองประการได้แก่ ความสนใจ (interest) และ การมีเป้าหมาย (purpose) ที่เป็นการสร้างประโยชน์เพื่อผู้อื่น
  2. ความเพียรพยายาม (Perseverance) เป็นส่วนประกอบที่สำคัญไม่แพ้ ความมีใจรัก คนจำนวนไม่น้อยมีความสนใจ มีใจรักในบางเรื่อง แต่พอทำไปแล้วเจอปัญหา เจออุปสรรค นิดหน่อย ก็รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ไม่ทนแล้ว ล้มเลิกความตั้งใจดีกว่า อย่างนี้ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ ความเพียรพยายามเป็นองค์ประกอบที่เกิดขึ้นจากการผสานกันของ การฝึกฝน (practice) กับ ความหวัง (hope) ที่มองโลกในแง่บวกว่าหากตั้งใจฝึกอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดตนก็จะประสบความสำเร็จได้

จิตวิทยาพื้นฐานของความยืดหยุ่น (Resilience)

ในมุมมองของ American Psychological Association ความยืดหยุ่นเป็นกระบวนการปรับตัวของมนุษย์เมื่อเจออุปสรรค ภัยคุกคาม หรือความเครียด การสร้างความยืดหยุ่นในตัวบุคคลต้องเกิดจากสี่องค์ประกอบย่อยได้แก่

  1. ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น (Relationships) เวลาเจอปัญหาหนักที่รู้สึกว่าตนเองทำไม่ได้ การมีผู้อื่นที่ปรารถนาดีกับเรา เข้าใจเรา คอยช่วยเหลือเราจะเป็นกลไกสำคัญมากที่ช่วยให้ตัวเราผ่านความยากลำบากนั้นๆได้
  2. การมีสุขภาพกายใจที่ดี (Wellness) การมีสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่ดี เป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งที่บุคคลจะปรับตัวในภาวะที่กดดันสูงได้ กระบวนการที่เกี่ยวข้องในการสร้างพื้นฐานนี้ได้แก่ การกินอาหารที่เหมาะสม การพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  3. การมีความคิดที่ดี (Healthy thinking) การมองปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ไม่ติดอยู่กับความคิดในแง่ลบ ทำให้สมองยอมรับการเปลี่ยนแปลง และหาแนวทางในการแก้ปัญหาได้ดีกว่า การวนเวียนคิดแต่เรื่องความล้มเหลวของตนเอง
  4. การมีเป้าหมายที่ดี (Purpose) หากล้มลงแล้ว มองไม่เห็นว่าจะลุกไปเพื่ออะไร ไม่รู้ว่าเป้าหมายอยู่ตรงไหน คนผู้นั้นก็ไม่รู้ว่าจะลุกขึ้นไปทำไม การมีเป้าหมายส่วนตัวที่ชัดและเป็นประโยชน์จึงเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้เกิด resilience ได้
This image for Image Layouts addon

Figure 1: องค์ประกอบของ Grit และ Resilience

การประเมิน Grit

เครื่องมือที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการวัด Grit พัฒนาขึ้นโดย Angela Duckworth เรียกว่า Grit scale ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่ผู้ได้รับการประเมินตอบคำถามด้วยตนเองว่าข้อความที่แสดงในแต่ละข้อนั้น เป็นลักษณะที่เหมือนตัวเองมากน้อยเพียงใดบน scale 1 – 5 ใน version แรก (Original Grit scale: Grit-O) มีจำนวนข้อคำถาม 12 ข้อ และต่อมาก็มีการพัฒนาให้ทำได้ง่ายขึ้น ใช้เวลาน้อยลง เป็น Grit-S (Short Grit scale) ซึ่งมีจำนวนข้อคำถามเพียง 8 ข้อ และยังคงความสามารถในการประเมินได้ดี ผลการวัดได้ระดับความเที่ยงในช่วงประมาณ 0.73 – 0.84 จึงเป็นเหตุให้ปัจจุบันนิยมใช้ Grit-S ในการวัด grit กันอย่างแพร่หลาย

ข้อควรระวังสำคัญของการใช้ Grit-S scale คือ การใช้ที่ถูกต้องพึงเป็นการวัดเพื่อรับรู้ลักษณะส่วนบุคคลเท่านั้น ไม่สามารถใช้เพื่อวัดเพื่อตัดสินผล หรือคัดเลือกคนได้ เนืองจาก Grit-S ถูกออกแบบมาให้วัดวิธีคิดของตนเอง และข้อความที่ใช้ก็พอคาดเดาได้ไม่ยากว่าคำตอบที่สังคมต้องการควรเป็นอย่างไร ดังนั้นหากผลการประเมินจะส่งผลต่อการสอบผ่าน หรือไม่ผ่าน นักศึกษาผู้ตอบแบบประเมินย่อมปรับคำตอบของตนเองให้ได้คะแนนสูงได้ ดังนั้นอาจารย์ไม่ควรใช้ grit scale ในการตัดสินผลใดๆ แต่ใช้เพื่อสะท้อนคิดกับนักศึกษาเพื่อให้เห็นโอกาสพัฒนาตนเอง

การประเมิน Resilience

เครื่องมือที่นักวิจัยนิยมใช้มากที่สุดในการประเมิน resilience คือ Conner Davidson Resilience scale (CD-RISC-10) เป็นแบบสอบถามจำนวน 10 ข้อ (ได้รับการปรับลดจำนวนลงจากฉบับดั้งเดิมซึ่งมี 25 ข้อ) แต่ละข้อผู้รับการประเมินให้คะแนนมีค่า 0 – 4 โดยคะแนนที่สูงแสดงถึงความยืดหยุ่นที่สูง คะแนนมีระดับความเที่ยงราว 0.85 – 0.93 ข้อควรระวังในการใช้ Resilience scale จะเหมือนกับการใช้ Grit scale คือสามารถใช้ได้ในบริบทการประเมินเพื่อหาโอกาสพัฒนาผู้เรียนได้ แต่ไม่สามารถใช้ประเมินเพื่อตัดสินได้

การพัฒนา Grit และ Resilience ในผู้เรียน

ทั้ง Grit และ Resilience เป็นคุณลักษณะที่ไม่ได้ติดตัวแต่กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝน และพัฒนาได้ หากคณาจารย์ทุกท่านเห็นความสำคัญ อาจารย์สามารถช่วยกันส่งเสริมการพัฒนา grit และ resilience ในผู้เรียนได้ผ่านหลายกลไก ดังนี้

  1. การมีเป้าหมาย (purpose) เป็นสิ่งสำคัญที่เป็นพื้นฐานทั้งของ grit และ resilience หากผู้เรียนไม่มีเป้าหมายแล้ว ผู้เรียนก็ไม่รู้จะพยายามไปทำไม เจออุปสรรค ได้รับผลที่ไม่น่าพอใจ ก็หมดกำลังใจ และไม่อยากไปต่อ การทำให้เป้าหมายมีความชัดเจน และเขารู้ว่าทำไมถึงต้องไปสู่เป้าหมายนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก จุดเน้นสำคัญของการตั้งเป้าหมายคือ ต้องเป็นเป้าหมายใหญ่ ในระยะยาว ไม่ใช่สิ่งที่ไปถึงเป้านั้นๆได้ในสองสัปดาห์ การตั้งเป้านี้ควรเป็นเป้าที่เป็น เป้าของชีวิต ที่ต้องทุ่มเท ใช้เวลา อดทน เพื่อผลในระยะยาว จึงจะเป็นเป้าที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ สิ่งที่สำคัญมากในการตั้งเป้าพึงเป็นเป้าหมายที่จะทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น ให้กับสังคม ไม่ใช่เป้าเพียงเพื่อความพอใจหรือความสุขส่วนตัว หากการตั้งเป้าเป็นเพียงเพื่อตัวเองจะได้คำชื่นชม ได้รับการยกย่อง หรือมีทรัพย์สินมาก จะเป็นเป้าที่ไม่ค่อยสร้างแรงผลักดัน เนื่องจากหากไม่บรรลุเป้า ก็ไม่เห็นมีใครเดือดร้อน ดังนั้นไม่ต้องพยายามก็ได้ แต่หากเป็นเป้าเพื่อคนอื่น เช่น เพื่อองค์กรที่ตนผูกพัน เพื่อคนในครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อค่านิยมทางสังคมบางอย่าง การที่เราไม่พยายามจนบรรลุเป้า จะทำให้องค์กรที่รัก วิชาชีพที่รัก หรือคนที่ตนรักผิดหวัง หรือ ได้รับผลกระทบทางลบ เราย่อมพยายามอย่างเต็มที่ การมีเป้าหมายเป็นสิ่งที่อาจารย์ไปกำหนดให้ผู้เรียนไม่ได้ ทุกคนต้องหา purpose ของตนเอง แต่อาจารย์มีหน้าที่ช่วย facilitate ให้นักเรียนค้นหาตัวตนของเขาให้เจอ และเขาจะกำหนดเป้าหมายของตนเองได้ในที่สุด สิ่งที่อาจารย์จะช่วยได้คือ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสพบเจอประสบการณ์ที่หลากหลาย พบคนที่หลากหลาย และชวนให้ผู้เรียนได้สะท้อนคิด (reflection) บ่อยๆ ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับวิชาการบ้าง แต่ต้องชวนคิดไปในมิติทางสังคม ทางจิตใจ บ้าง
  2. การฝึกฝนพัฒนาทักษะตามแนวทาง deliberate practice เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริม grit เนื่องจากการบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาว ต้องการทักษะที่ยาก กว่าจะได้ทักษะเหล่านั้นต้องทุ่มเทศึกษาอย่างลึกซึ้ง ต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง แต่การฝึกแบบไม่มีรูปแบบ หรือไม่มีโค้ชช่วย จะมีโอกาสไปถึงเป้าได้ช้า จากงานวิจัยในหลายบริบทชี้ให้เห็นว่า แนวทางการฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ การทำ deliberate practice โดยการฝึกในรูปแบบที่เหมาะสม (แบ่งทักษะที่จะฝึกออกเป็นทักษะย่อย แล้วฝึกทีละทักษะย่อย ฝึกช้าๆ ฝึกซ้ำในระดับความยากที่มากขึ้นเรื่อยๆ และมีการประเมินอย่างเป็นรูปธรรม) ร่วมกับการมีครูช่วยทำหน้าที่สังเกตและให้ feedback อย่างต่อเนื่อง ในส่วนนี้ครูมีบทบาทอย่างมากในการช่วยออกแบบการฝึกทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในวิชาชีพอย่างเหมาะสม (พิจารณานำ simulation มาใช้ตามสมควร) และทำหน้าที่เป็น coach ที่ดีในการสังเกตและให้ feedback แก่นักเรียน
  3. การสร้าง Growth mindset เป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างทั้ง grit และ resilience โดย growth mindset ช่วยส่งเสริม Hope ที่เป็นองค์ประกอบของ grit ในขณะเดียวกันกับที่ส่งเสริม Healthy thinking ที่เป็นองค์ประกอบของ resilience จากงานวิจัยของ Carol Dweck แบ่งแนวคิดของผู้เรียนออกเป็น fixed กับ growth mindset เพื่อแสดงความเชื่อที่ว่าความสามารถของตัวเองเป็นสิ่งคงที่ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ กับ ความเชื่อว่าความสามารถของตัวเองเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ได้ เราพบว่า ผู้ที่มี growth mindset จะสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ดีกว่า หากผู้เรียนมี fixed mindset แล้วเกิดความล้มเหลวเพียงครั้งเดียว เขาจะประเมินว่าตนองไม่มีศักยภาพ และนำไปสู่ burnout ได้ง่าย แต่หากครูสามารถพัฒนาให้ผู้เรียนมี growth mindset ผู้เรียนก็จะพร้อมลุกขึ้นพยายามใหม่ แนวทางการสร้าง growth mindset สามารถทำได้ในการสอนนักศึกษา โดยให้ครูเน้นการชื่นชมที่พฤติกรรมที่แสดงออกมา มากกว่าที่จะไปเน้นที่ผลลัพธ์ เช่นแทนที่จะไปชื่นชมว่านักศึกษาเก่งมากที่วินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง ก็เปลี่ยนไปชื่นชมนักศึกษาว่า ครูชื่นชมที่นักศึกษาพยายามใช้เหตุผลในการตัดการวินิจฉัยโรคออกไปอย่างเป็นระบบจนได้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง
  4. การสร้าง psychological safety ในห้องเรียน เนื่องจากผู้เรียนที่ถูกจ้องจับผิดอย่างต่อเนื่อง ตอบอะไรก็ไม่ถูกใจ ถูกต่อว่า ถูกเสียดสีเป็นระยะๆ จะเป็นการยากมากที่ผู้เรียนจะลุกขึ้นมาพยายามใหม่ ครูต้องทำให้ผู้เรียนเชื่อว่า ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เมื่อนักเรียนแสดงความผิดพลาดให้ครูเห็น ครูจะช่วยเหลือแก้ความเข้าใจผิดนั้นๆ ประเด็นที่มักเข้าใจผิดกันมากในเรื่องการสร้าง psychological safety ให้ผู้เรียนคือ ครูต้องเป็นคนใจดี เอาใจนักเรียน จัดห้องเรียนให้ไม่มีการทำผิดพลาดเลย ไม่ให้ negative feedback ใดๆ จึงมักลงเอยโดยการสร้างบทเรียนที่ทำการสอนโดยการบอก จนหมดเวลาโดยไม่มี active learning ใดๆเลย ความเชื่อดังกล่าว เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมนัก เพราะผู้เรียนจะไม่พัฒนาเท่าที่ควร การสร้าง psychological safety สำหรับการเรียนจึงมิใช่เพียงแค่ทำให้ครูเป็นคนใจดี แต่ต้องสร้างครูให้มีลักษณะ demanding but supportive กล่าวคือครูพร้อมช่วยเหลือ แต่ครูต้องตั้งมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ท้าทาย และหากผู้เรียนยังทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ก็ต้องให้ negative feedback อย่างเหมาะสม ช่วยเหลือ แนะนำจนผู้เรียนสามารถทำได้ตามเป้า ตัวอย่างเช่น หากจัดบทเรียนเรื่องการเย็บแผลให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 หากครูแค่เป็นคนใจดี เมื่อครูสอนแล้ว ให้นักเรียนเย็บแล้วมีนักเรียนบางคนเย็บแผลไม่สวย หรือผูกปมไม่แน่น การ approach แบบครูใจดีที่บอกว่า ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวครูทำให้ดู เดี๋ยวครูผูกให้แล้ววันหลังนักเรียนไปลองฝึกต่อเองนะ ไม่จัดว่าเป็น psychological safety แต่เป็น overprotective teacher ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการสร้าง grit สิ่งที่ครูพึงทำให้เกิด psychological safety ควรเป็นการ set มาตรฐานว่าสิ้นสุดคาบนักเรียนทุกคนต้องเย็บแผลได้ และหากคนไหนทำไม่ได้ ครูก็ต้องไปช่วยชี้แนะ ว่าต้องจับเครื่องมือแบบนี้ ช่วยแนะว่าจะทำให้ปมแน่นได้อย่างไร แต่ต้องกำหนดว่านักศึกษาต้องทำเองจนได้จึงจะผ่านบทเรียนนี้
  5. การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลองตรวจสอบระดับของ Grit และ Resilience ของตนเองเป็นครั้งคราว โดยหลักการทำงานแล้วหากเราเชื่อว่าสิ่งใดเป็นสิ่งสำคัญ เราพึงต้องวัด เพื่อนำผลการวัดนั้นมา feedback ว่าสิ่งที่สำคัญนั้นๆ เราทำได้ดีแล้วหรือยัง ในเรื่อง grit และ resilience ก็เช่นกัน หากรู้แต่ว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญนะ แต่นักเรียนแต่ละคนก็ไม่รู้ว่าระดับของ grit และ resilience ที่ตัวฉันมีอยู่นั้นเหมาะสมแล้วหรือยัง นักเรียนส่วนใหญ่ก็คงทำตัวเหมือนๆเดิม ไม่ได้กระตือรือร้นที่จะปรับเปลี่ยนแนวคิด หรือวิธีการเรียนใดๆ ดังได้แสดงไว้ในบทความนี้แล้วว่ามีแบบวัด Grit-S และ CD-RISC-10 ที่เป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่ใช้เวลาในการทำไม่นานที่สามารถวัดระดับ grit และ resilience ได้อย่างเที่ยงตรงพอควร (ตราบเท่าที่ไม่ได้มีการนำผลไปใช้เพื่อตัดสินผู้เรียนให้ผ่าน ตก) ผู้เขียนขอแนะนำให้ครูลองหาเวลาให้นักศึกษาได้ลองทำแบบทดสอบแล้วเทียบระดับคะแนนที่นักศึกษาได้ (ไม่ต้องบอกให้ครูรู้ผลก็ได้) กับระดับคะแนนที่มีการรายงานในกลุ่มประชากรไว้ นักศึกษาจะรับรู้ได้ว่าตอนนี้เขามีระดับ Grit และ Resilience อยู่ในระดับใดเมื่อเทียบกับประชาชนคนอื่นในสังคม หากค่าที่ได้อยู่ใน percentile ที่ต่ำ ก็จะเป็นตัวสร้างความตระหนักรู้ว่าคงต้องหาทางปรับเปลี่ยนตัวเอง ให้ดีขึ้น
This image for Image Layouts addon

Figure 2: แนวทางการพัฒนา Grit และ Resilience ในผู้เรียน

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านผู้อ่านที่อ่านมาถึงจุดนี้น่าจะตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริม grit และ resilience ในผู้เรียนในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ มาตรการส่งเสริม grit และ resilience ตามที่ผู้เขียนเสนอไปห้าประการข้างต้น เป็นมาตรการที่อาจารย์สามารถประยุกต์ไปใช้ในการสอนนักศึกษาได้ไม่ยาก อยากเชิญชวนทุกท่านมาช่วยกันปรับเปลี่ยนการดูแลนักศึกษากันเพื่อสร้างผู้เรียนที่มีคุณลักษณะที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะเป็นหนทางนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคตครับ

Suggested readings
1. Duckworth A. Grit: the power of passion and perseverance. New York: Scribner; 2016.
2. Dweck CS. Mindset: the new psychology of success. New York: Random House; 2006.
3. Epstein RM, Krasner MS. Physician resilience: what it means, why it matters, and how to promote it. Acad Med. 2013;88(3):301-3.
4. American Psychological Association. Building your resilience [Internet]. Washington (DC): American Psychological Association; [cited 2026 Sep 15]. Available from: https://www.apa.org/topics/resilience/building-your-resilience

รศ. ดร. นพ.เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์
ผู้อำนวยการ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. 

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์. Grit and Resilience in Health Science Education  ความมุมานะพยายามและความยืดหยุ่นในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ. SHEE J. 2026;7(3): e260304
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/journals-th/issue3-2026/04-03-2026




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates