12) SHEE Research: Social Desirability Bias in Health Science Education Research

สารบัญ
Go Back

12

SHEE Research: Social Desirability Bias in Health Science Education Research

ดร.พีรดา งามเสน่ห์
ผู้ช่วยอาจารย์
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Image
สวัสดีผู้อ่านและติดตาม SHEE Journal ในฉบับที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2569 ท่ามกลางช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความผันผวนและไม่แน่นอนสำหรับหลายภาคส่วนทั่วโลกค่ะ เชื่อว่าหลายท่านที่ได้เยี่ยมชมและอ่านบทความอื่น ๆ ใน SHEE Journal ฉบับนี้คงจะได้รับข่าวสารและความรู้ที่น่าสนใจว่าด้วยแรงจูงใจ (Motivation) ในนักเรียนหลากหลายสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงข้อเสนอแนะในการปลูกฝังและฟูมฟักผู้เรียนให้มีแรงจูงใจในการเรียนที่ดีสำหรับอาจารย์ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพกันไปพอสมควร สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะนำเสนอใน SHEE Research ประจำฉบับนี้ ก็เป็นประเด็นที่ผู้เขียนมองว่าเกี่ยวข้องและสามารถช่วยให้ผู้สนใจทำวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะผลงานวิจัยที่มุ่งศึกษา วัดวิเคราะห์คุณลักษณะหลายประการของผู้เรียนนอกเหนือจากความรู้ เช่น ทัศนคติ บุคลิกภาพ รวมถึงแรงจูงใจ แต่ประเด็นที่ว่านี้จะเป็นสิ่งใดกันแน่ ผู้เขียนก็ขอนำผู้อ่านเข้าสู่ตัวอย่างผลงานวิจัยชวนคิดกันก่อนค่ะ

บุคลากรทางการแพทย์และนักการศึกษากลุ่มหนึ่งตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสาร Medical Teacher เมื่อปี ค.ศ. 2021 ที่ผ่านมา ว่าด้วยการวิเคราะห์คุณลักษณะของผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนต่อในโรงเรียนแพทย์ 7 แห่งในประเทศไต้หวัน ว่าเป็นผู้จบการศึกษาจากโรงเรียนประเภทใด อาศัยอยู่ในภูมิภาคใดของประเทศ มาจากครอบครัวที่มีเศรษฐสถานะระดับใด และมีแรงจูงใจในการเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตจากอะไรบ้าง เพื่อนำข้อมูลวิจัยที่ได้ไปวิเคราะห์และพัฒนานโยบายด้านสาธารณสุข ให้โรงเรียนแพทย์สามารถผลิตบุคลากรเพื่อทำงานประจำโรงพยาบาลทั้งในเขตเมืองและชุมชนชนบทได้อย่างเพียงพอ และให้อาจารย์สามารถออกแบบระบบการศึกษาที่สามารถส่งเสริมให้นักเรียนที่มีแรงจูงใจในการเรียนแตกต่างกันสำเร็จการศึกษาออกไปเป็นแพทย์ที่มีคุณภาพไม่ต่างกันได้ คณะวิจัยเลือกศึกษาและแจกแบบสอบถามแก่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1 เพราะเชื่อว่ากลุ่มตัวอย่างดังกล่าวที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่โรงเรียนแพทย์แล้วจะตอบข้อคำถามด้วยความสัตย์จริงมากกว่าก่อนได้รับเลือก และผลการวิจัยในหัวข้อแรงจูงใจ พบว่าแรงจูงใจ 3 ประการแรกในการตัดสินใจเรียนแพทยศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ การมีความสนใจในวิชาแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว การได้รับคำแนะนำจากครูในโรงเรียนเก่าให้เลือกเรียนแพทยศาสตร์ และความต้องการประกอบอาชีพเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

จากตัวอย่างผลงานวิจัยข้างต้น (สามารถติดตามอ่านผลงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่บรรณานุกรมท้ายบทความ) ผู้อ่านอาจนึกถึงภัยคุกคามต่อความตรง (Threats to Validity) ความเสี่ยง อคติ (Bias) ใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลให้ผลการวิจัยข้างต้นไม่ตรงกับความเป็นจริงได้หลายประการ อาทิ อคติที่เกิดจากการเลือกกลุ่มตัวอย่าง วันเวลา สถานที่ เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างดำเนินการวิจัย คุณภาพของเครื่องมือวัดผล ตลอดไปถึงกระบวนการเก็บข้อมูลวิจัย อย่างไรก็ดี ปัญหาที่นักวิจัยพบบ่อยอีกประการก็คือ ความเสี่ยงที่จะได้รับข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากอคติจากความต้องการทางสังคม หรือ Social Desirability Bias นั่นเอง

This image for Image Layouts addon

Figure 1: ประเภทของ Social Desirability Bias

งานวิจัยใด ๆ ที่ใช้แบบสอบถามหรือสัมภาษณ์ ให้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บันทึกข้อมูลหรือประเมินตนเอง (Self-Report) มักมีความเสี่ยงพบอคติจากการตอบ (Response Bias) และ Social Desirability Bias ย่อมเป็น Response Bias ประเภทหนึ่ง เพราะความอยู่รอดของมนุษย์ผูกติดกับการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ความต้องการประพฤติตนให้เป็นไปตามแนวทางที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับจึงฝังลึกอยู่ในความคิดของพวกเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากแม้กระทั่งในบริบทของการวิจัย ผู้เข้าร่วมวิจัยจึงอาจจะให้คำตอบประเมินตนเองว่าดีหรือแย่กว่าความเป็นจริง ผู้ที่พยายามจำแนกประเภทของ Social Desirability Bias นำเสนอมุมมองว่า อาจพิจารณาจากเป้าหมายที่ได้รับข้อมูลเท็จ ได้แก่

  • Self Deception เป็น Social Desirability Bias ที่เกิดขึ้นเมื่อมีผู้ให้ข้อมูลเท็จ โดยที่นอกจากผู้รับข้อมูลจะไม่ทราบว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จแล้ว ผู้ให้ข้อมูลเองก็ยังเชื่อว่าสิ่งที่ตนให้เป็นความจริงอีกด้วย เช่น นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1 รายหนึ่งตอบแบบสอบถามว่า ตนอยากเป็นแพทย์เนื่องจากมีแรงจูงใจอยากประกอบอาชีพที่ได้ช่วยเหลือผู้คน และเชื่อว่าตนเองเป็นผู้มีนิสัยชอบช่วยเหลือผู้คน แต่เมื่อต้องทำงานกลุ่มกับเพื่อนร่วมชั้นปีแล้วกลับไม่ช่วยเพื่อนในกลุ่มทำงาน
  • Other Deception เกิดขึ้นเมื่อผู้ให้ข้อมูลเท็จรู้ว่าตนเองกำลังให้ข้อมูลเท็จ แต่ผู้รับข้อมูลคิดว่ากำลังได้รับข้อมูลที่เป็นความจริง เช่น นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1 อีกรายหนึ่งรู้ว่าตัวเองไม่ชอบช่วยเหลือคนและหลบหลีกการทำงานช่วยเพื่อนในงานกลุ่มเป็นประจำ แต่ตอบแบบสอบถามว่าตนอยากเป็นแพทย์เพราะมีแรงจูงใจอยากประกอบอาชีพที่ได้ช่วยเหลือผู้คน เพราะทราบว่าสังคมไม่ยอมรับแพทย์ที่มีอุปนิสัยเห็นแก่ตัว ไม่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ตนจึงไม่ต้องการให้ผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์หรือมองว่าตนเป็นผู้ไม่มีคุณลักษณะของแพทย์ที่ดี

ในบางกลุ่มก็เชื่อว่า Social Desirability Bias ยังสามารถจำแนกได้ตามบริบท ได้แก่

  • Egoistic Response Tendency (ERT) คือ Social Desirability Bias ที่มักเกิดในบริบททางสังคมที่เกี่ยวข้องกับความมีอำนาจในตนเอง (Agent-Related Context) เช่น นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1 รายหนึ่งให้สัมภาษณ์ผู้ทำวิจัยเชิงคุณภาพว่าตนเป็นคนที่มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองสูง มักจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในงานกลุ่ม เป็นตัวของตัวเอง มีแรงจูงใจอยากประกอบอาชีพแพทย์ด้วยความต้องการส่วนตัวมากกว่าความเป็นจริง เพราะคิดว่าสังคมต้องการแพทย์ที่มีความเป็นผู้นำ ริเริ่ม และมีแรงจูงใจในตนเองสูง และคำตอบสัมภาษณ์เช่นนี้จะทำให้ผู้สัมภาษณ์มองตนว่าเป็นนักศึกษาแพทย์ที่มีอำนาจในตนเองสูง
  • Moralistic Response Tendency (MRT) เกิดในบริบททางสังคมที่เกี่ยวข้องกับชุมชนและการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (Communion-Related Contexts) เช่น นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1 อีกรายให้สัมภาษณ์ผู้ทำวิจัยว่าตัวเองเป็นคนมีน้ำใจ เอาอกเอาใจและดูแลคนรอบตัวเก่งมากกว่าความเป็นจริง เพราะคิดว่าสังคมต้องการแพทย์ที่มีความโอบอ้อมอารี รับฟังและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี และคำตอบสัมภาษณ์เช่นนี้จะทำให้ผู้สัมภาษณ์มองว่าตนเป็นนักศึกษาแพทย์ที่มีคุณธรรมจริยธรรม
ผู้ทำวิจัยทางการแพทย์ทั่วไปมักจะคุ้นเคยกับสถานการณ์ที่ผู้เข้าร่วมวิจัยให้ข้อมูลทางสุขภาพต่าง ๆ อาทิ ปริมาณสุราที่ดื่ม จำนวนซองบุหรี่ที่สูบน้อยกว่าความเป็นจริง หรือการออกกำลังกายเป็นจำนวนวันมากกว่าความเป็นจริงอยู่เป็นประจำฉันใด ผู้ทำวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพอันอยู่ใต้ร่มแขนงงานวิจัยเชิงพฤติกรรมศาสตร์ย่อมมีความเสี่ยงพบ Social Desirability Bias จากการทำวิจัยเพื่อตอบประเด็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการเรียน บุคลิกภาพ หรือประเด็นที่มีความอ่อนไหวทางศีลธรรมในหมู่นักเรียน เช่น การโกงข้อสอบ มากไม่ต่างกันฉันนั้น เช่นเดียวกันกับในผลงานวิจัยของหลินและคณะ ที่ผู้เขียนยกมาเป็นกรณีศึกษาข้างต้นบทความนี้ แน่นอนว่าทางคณะวิจัยย่อมมีมาตรการรับรองความตรงเที่ยงและคุณภาพของผลการศึกษา จึงได้รับการตีพิมพ์ในวารสารเป็นที่เรียบร้อย แต่ผู้อ่านก็มีสิทธิตั้งคำถามได้เช่นกันว่า คณะวิจัยจะแน่ใจได้อย่างไร ว่านักศึกษาแพทย์ในกลุ่มตัวอย่างวิจัยของพวกเขาตอบแบบสอบถามตามความเป็นจริงแน่นอนหรือไม่ ? นักศึกษาแพทย์ตอบคำถามว่าตนมีแรงจูงใจอยากเรียนเป็นแพทย์เพราะชอบวิชาชีววิทยา และมีใจรักที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จริง มิใช่เพราะรู้สึกถึงแรงกดดันกับความคาดหวังจากสังคม โรงเรียนแพทย์ที่สังกัด และอาจารย์

ผู้อ่านอาจจะจินตนาการได้ว่า หากไม่คำนึงว่าการวิจัยจะมีความเสี่ยงประสบ Social Desirability Bias และไม่มีการออกแบบระเบียบวิธีวิจัยที่ดีเพื่อรับมือเลย ผลเสียที่เกิดขึ้นจากการได้รับข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงย่อมเป็นไปได้หลายประการ ได้แก่ มีการระบุตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กันในงานวิจัยได้ไม่ถูกต้อง (ผู้วิจัยอาจเข้าใจว่าแรงจูงใจอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นตัวแปรที่สัมพันธ์กับโอกาสการถูกคัดเลือกเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์มากที่สุด) ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กันจริงอาจไม่ถูกรายงานหรือปรากฎผลในการวิเคราะห์ เพราะถูกตัวแปรอื่นบดบัง (จริง ๆ แล้ว ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์มากที่สุดอาจเป็นกลุ่มนักศึกษาที่มีแรงจูงใจเพราะได้รับการกดดันจากครอบครัวให้ประกอบอาชีพแพทย์ หรือกลุ่มนักศึกษาที่มีแรงจูงใจอยากเป็นแพทย์เพราะเชื่อว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีความมั่นคงทางรายได้สูง) ผลกระทบต่อมาย่อมส่งไปถึงประโยชน์และการต่อยอดจากผลงานวิจัย หากโรงเรียนแพทย์ไม่สามารถระบุแรงจูงใจหลักในการเรียนแพทยศาสตรบัณฑิตของนักศึกษาได้ถูกต้อง ก็อาจจะสร้างนโยบายหรือระบบการศึกษาที่รองรับนักศึกษาที่มีแรงจูงใจแตกต่างกันได้ไม่ถูกจุด ในที่นี้ หากโรงเรียนแพทย์เข้าใจผิดว่านักศึกษาแพทย์ทุกคนมีแรงจูงใจอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มากอยู่แล้ว อาจารย์ก็อาจจะไม่จัดรูปแบบการเรียนการสอนที่มีเนื้อหาส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจ ทำให้นักศึกษาแพทย์ที่ไม่ได้มีความต้องการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นแรงจูงใจหลักในการเรียนศึกษาต่อในชั้นปีสูง ๆ ถัดไปไม่ได้ หรือจบการศึกษาไปเป็นแพทย์ที่ไม่ยินดีทำงานมากเท่าผู้อื่น เพราะตนอาจไม่มีความพร้อมที่จะเสียสละแรงกายและใจเพื่อผู้ป่วยมากเท่าที่ตอบแบบสอบถามวิจัยไป

This image for Image Layouts addon

Figure 2: แผนภาพสรุปแนวทางป้องกันและลด Social Desirability Bias

แนวทางป้องกันและลด Social Desirability Bias ให้เกิดน้อยที่สุดในวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ จึงมีดังนี้

1. เลือกใช้เครื่องมือ (แบบสอบถามหรือชุดคำถามสัมภาษณ์) ที่มีอยู่แล้ว เครื่องมือที่ผ่านการพัฒนาและรับรองว่าสามารถใช้วัดข้อมูลได้อย่างตรงประเด็นและเที่ยงตรง มักจะผ่านการปรับปรุงเพื่อให้เกิด Social Desirability Bias น้อยที่สุดแล้วเช่นกัน

2. ออกแบบเครื่องมือโดยคำนึงถึงการใช้คำและตัวเลือกที่อาจทำให้เกิด Social Desirability Bias ในกรณีที่ผู้วิจัยต้องออกแบบเครื่องมือใหม่ของตนเองเพื่อการวิจัย ควรคำนึงว่าการใช้คำและเรียบเรียงประโยคในคำถามหรือตัวเลือกในเครื่องมืออาจทำให้เกิด Demand Effect คือ ปรากฎการณ์ที่ผู้ตอบแบบสอบถามทราบความต้องการและความคาดหวังของผู้ออกแบบเครื่องมือได้จากคำถามและตัวเลือก เช่น ในแบบสอบถามที่ให้เลือกระดับความเห็นด้วยกับข้อคำถาม ตั้งแต่ “ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง” ไปจนถึง “เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง” นักศึกษาแพทย์อาจรู้สึกได้ว่าอาจารย์แพทย์คนหนึ่งผู้ออกแบบคำถาม “ฉันไม่รู้สึกลำบากใจที่จะต้องสละเวลาพักผ่อนเพื่ออยู่เวรประจำหอผู้ป่วยนานกว่ากำหนดการเดิมที่ได้รับทราบ” และอาจารย์แพทย์อีกคนผู้ออกแบบคำถาม “ฉันรู้สึกว่าการบริหารจัดการเวลาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉันมีทรัพยากรเวลาที่จำกัด ฉันจึงเจรจาจัดแบ่งเวลาอยู่เวรประจำหอผู้ป่วยกับเพื่อนนักศึกษาแพทย์ได้อย่างเหมาะสม” มีค่านิยมและมุมมองต่อการจัดการเวลาและความเสียสละของแพทย์ต่างกัน นอกจากนี้ ในกรณีที่ต้องออกแบบคำถามแบบปรนัย ผู้วิจัยอาจพิจารณากำหนดตัวเลือกมีความแตกต่างทางด้านการเป็นที่ยอมรับของสังคมเท่ากัน ทำให้ผู้ตอบคำถามไม่ต้องรู้สึกว่าตนต้องเลือกคำตอบที่เป็นที่ยอมรับของสังคมมากกว่าการตอบตามความเป็นจริง เช่น หากต้องการทราบว่านักศึกษาแพทย์ทำกิจกรรมใดในวันหยุด ผู้ออกแบบอาจเสนอตัวเลือก ได้แก่ ดูหนัง ฟังเพลง ท่องเที่ยว ใช้เวลาร่วมกับครอบครัว (และอาจเพิ่มตัวเลือก “อื่น ๆ โปรดระบุ” ให้ผู้ตอบตามใจและความเป็นจริงเพิ่มเติม หากผู้ตอบทำกิจกรรมอื่นที่ไม่อยู่ในตัวเลือก แต่มีระดับความเป็นที่ยอมรับจากสังคมที่แตกต่างออกไป เช่น การอ่านหนังสือทบทวนบทเรียน)

3. ควบคุมระเบียบวิธีดำเนินวิจัยและสิ่งแวดล้อมขณะดำเนินวิจัย ผู้เข้าร่วมวิจัยมักจะรู้สึกถึงแรงกดดันที่ต้องให้ข้อมูลวิจัยตามค่านิยมของสังคมน้อยลง หากได้รับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว (แบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์จัดแบบออนไลน์ สามารถทำได้ในสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัว ตัวตนของผู้ร่วมวิจัยที่ให้ข้อมูลจะถูกปิดเป็นความลับ) หรือผู้เข้าร่วมวิจัยมีความรู้สึกไว้วางใจ ปลอดภัย และเชื่อว่าข้อมูลที่ตนเองให้จะไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อตัวเอง (นอกเหนือจากมาตรการรักษาความลับ ผู้แจกแบบสอบถามหรือผู้สัมภาษณ์ควรเป็นบุคคลที่ไม่มี Conflict of Interest กับผู้เข้าร่วมวิจัย เช่น อาจารย์ผู้สอนไม่ควรแจกแบบสอบถามหรือสัมภาษณ์นักเรียนในความดูแลของตนเอง ควรมีการรับรองว่าการให้ข้อมูลของผู้เข้าร่วมวิจัยไม่ส่งผลต่อคะแนน ผลการเรียน หรือหน้าที่การงานของผู้เข้าร่วมวิจัยไม่ว่าจะตอบคำถามอย่างไร) นอกจากนี้ ผู้ใช้เครื่องมือวิจัยอาจแจ้งให้ผู้เข้าร่วมวิจัยทราบว่ามีมาตรการตรวจสอบความจริงเท็จของข้อมูล และขอความร่วมมือให้ผู้เข้าร่วมวิจัยให้ข้อมูลตามความเป็นจริงโดยตรงก็ได้

4. คัดกรองข้อมูลที่มีแนวโน้มเกิด Social Desirability Bias สูง ผู้วิจัยเชิงพฤติกรรมศาสตร์บางรายนิยมประเมิน Social Desirability Bias ควบคู่กับคุณลักษณะหรือข้อมูลหลักที่ตนเองต้องการเพื่อตอบคำถามวิจัยด้วย เช่น หากโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งต้องการประเมินระดับแรงจูงใจในการเรียนวิชาระบบประสาทของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 ก่อนและหลังสิ้นสุดรายวิชา นอกเหนือไปจากการแจกแบบสอบถามเพื่อประเมินแรงจูงใจแล้ว ผู้วิจัยอาจขอความร่วมมือให้นักศึกษาแพทย์ในกลุ่มตัวอย่างทำแบบประเมิน Social Desirability ด้วย (ปัจจุบันมีแบบสอบถามเพื่อประเมินลักษณะดังกล่าวที่เป็นที่นิยมใช้อยู่หลายแบบ เช่น Crowne-Marlow Scale (CMS)) และเมื่อถึงขั้นตอนวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยอาจพิจารณาคัดกรองข้อมูลตอบแบบสอบถามแรงจูงใจจากนักศึกษาที่ทำแบบสอบถามประเมิน Social Desirability สูงเกินระดับที่กำหนดแยกออกไปอยู่อีกกลุ่มการวิเคราะห์ เพราะนักศึกษาคนนั้นอาจให้ข้อมูลว่าตนเองมีระดับแรงจูงใจก่อนและหลังเรียนรายวิชาระบบประสาทสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงเนื่องจาก Social Desirability Bias

ธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมของมนุษย์เป็นเสมือนดาบสองคม ที่มีประโยชน์อันดีงามและข้อจำกัดควบคู่กันไป เช่น ความสวยงามและลึกซึ้งของสังคม วัฒนธรรมมนุษย์ที่ทำให้การตามหาความจริงผ่านการวิจัยไม่อาจถูกจำกัดอยู่เพียงในขอบเขตของตัวเลข แต่กว้างขวางไปถึงข้อมูลเชิงคุณภาพ ความนึกคิด ความรู้สึก และทัศนคติ กระทั่งในอาณาบริเวณของงานวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ คู่ไปกับความเสี่ยงบดบังความจริงจากความต้องการเป็นที่รักและยอมรับในสังคมของมนุษย์ อย่างไรก็ดี ผู้เขียนหวังว่าการชวนผู้อ่านทุกท่านรู้จักและพูดคุยเกี่ยวกับ Social Desirability Bias พร้อมวิธีรับมือที่จะช่วยให้ผู้วิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพทุกท่านตามหาความจริงสำหรับคำถามวิจัยของท่านกันต่อไปได้อย่างมีคุณภาพและรู้เท่าทันอคติกับภัยคุกคามความน่าเชื่อถือต่าง ๆ และหวังจะได้พบผู้อ่านทุกท่านอีกครั้งใน SHEE Research ฉบับหน้าค่ะ

References
1. Lin CH, Chen MH, Tsai TC, Huang WJ. Difference in demographics and motivation to study medicine with respect to medical students' channel of admission: a national study. Med Teach. 2021;43(9):1025-30. doi:10.1080/0142159X.2021.1902965.
2. Elrofaie A. Social desirability. In: Zeigler-Hill V, Shackelford TK, editors. The Wiley encyclopedia of personality and individual differences. Chichester: Wiley; 2020. p. 429-33. doi:10.1002/9781118970843.ch250.
3. King MF, Bruner GC. Social desirability bias: a neglected aspect of validity testing. Psychol Mark. 2000;17(2):79-103. doi:10.1002/(SICI)1520-6793(200002)17:2<79::AID-MAR2>3.0.CO;2-0.

ดร.พีรดา งามเสน่ห์
ผู้ช่วยอาจารย์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE) 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email : peerada.nga@mahidol.ac.th

แนะนำสำหรับคุณ

Citation

พีรดา งามเสน่ห์. SHEE Research: Social Desirability Bias in Health Science Education Research. SHEE J. 2026;7(2): e260212
URL: https://shee.si.mahidol.ac.th/knowledge/index.php/en/journals-en/issue2-2026/12-2-2026




ท่านสามารถเก็บคะแนน CPD / CME ได้จากระบบ SHEE Online Course โดยสามารถ Click ที่ปุ่มด้านล่างนี้เพื่อเข้าสู่ระบบ

 

Free Joomla! templates by Engine Templates