สารบัญ
- 01) Executive Talk: How to motivate learners in health science schools (37 views)
- 02) การใช้รางวัลและการทำโทษ (Rewards and Punishment) ในการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ (48 views)
- 03) Psychological Needs for Building Intrinsic Motivation (42 views)
- 04) Building Self Confidence (41 views)
- 05) แรงจูงใจผ่านมุมมองของ Expectancy-Value Theory: จาก Pre-clinical สู่ Clinical Learning ในวิทยาศาสตร์สุขภาพ (345 views)
- 06) Message from Deputy Dean (21 views)
- 07) Students' Voice: Students' Motivation and Experience เสียงสะท้อนจากผู้เรียน: แรงจูงใจและประสบการณ์ในการเรียนวิชาชีพสุขภาพ (32 views)
- 09) สับ สรรพ ศัพท์: Curiosity, Engagement, Sense of Belonging, Task Utility (24 views)
- 10) Educational Movement: Practical tips for building motivation in health science students (26 views)
- 11) SHEE Sharing: Promoting students’ autonomous motivation for the ongoing curriculum using a ‘Societal Impact Project’ with basic psychological needs characteristics (27 views)
- 12) SHEE Research: Social Desirability Bias in Health Science Education Research (32 views)
- 13) Click&Go with Technology: YeolPumTa, An Application for Enhancing Learning Motivation in Health Science Education (31 views)
10
Educational Movement: Practical tips for building motivation in health science students
รศ. ดร. นพ.เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์
ผู้อำนวยการ
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ผู้อำนวยการ
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

จากเนื้อหาที่ท่านผู้อ่านได้เห็นจากในบทความฉบับนี้ จะเห็นได้ว่าการสร้างแรงจูงใจ (motivation) ให้กับผู้เรียนเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการจัดการศึกษาในหลักสูตรวิทยาศาสตร์สุขภาพ ครูทุกท่านพึงช่วยกันจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในโรงเรียนของพวกเราให้เอื้อต่อการสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาใฝ่รู้ รักที่จะช่วยเหลือผู้ป่วย กระตือรือร้นกับการปฏิบัติงานในระบบสุขภาพ ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงขอนำเสนอแนวทางที่โรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพในประเทศไทยสามารถใช้วางแผนเพื่อสร้างระบบการศึกษาที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. พยายามสนับสนุนการเปลี่ยนกลไกการปรับพฤติกรรมจากการทำโทษ เป็นการให้รางวัล
การสอนในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพจำนวนหนึ่งยังมีระบบผลักดันให้นักศึกษามีพฤติกรรมที่เหมาะสมผ่านกลไกการทำโทษ (ต่อว่า หรือดุ หรือ ทำให้อับอายต่อหน้าคนอื่น หรือขู่ว่าจะตัดคะแนน หรือเสียผลประโยชน์บางอย่าง) แต่จากข้อมูลทางจิตวิทยาที่แสดงให้เห็นว่าการทำเช่นนั้น อาจมีผลเสียได้ และบ่อยครั้งไม่ได้ผลในการกระตุ้นพฤติกรรมตามที่ต้องการได้ดีนัก ในปัจจุบันจึงแนะนำให้อาจารย์ปรับเปลี่ยนมาใช้กลไกเชิงบวก เช่น ปรบมือให้ ให้คำชม ให้รางวัล เมื่อนักศึกษามีพฤติกรรมที่เหมาะสม โดยนำปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการจูงใจด้วยรางวัล ทั้งสามประการมาวางแผนอย่างเป็นระบบ ได้แก่ ทำให้ได้รับรางวัลเร็วที่สุดเมื่อทำพฤติกรรม ทำให้รางวัลมีปริมาณที่เหมาะสม ไม่เยอะและไม่น้อยเกินไป และจัดระบบในการให้รางวัลแบบไม่สม่ำเสมอ ให้ผู้เรียนคาดเดาไม่ได้ว่าต้องทำพฤติกรรมที่ดีไปสักกี่ครั้งจึงจะได้รางวัล
2. ส่งเสริมการสร้างแรงจูงใจภายใน
การใช้เพียงแรงจูงใจภายนอก (extrinsic motivator) อย่างเดียวเป็นกลไกที่ไม่เพียงพอ เพราะเมื่อหยุดการให้รางวัล หรือมาตรการทำโทษเมื่อไร พฤติกรรมที่ต้องการส่งเสริมก็จะหายไป (extinction) การที่จะสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนใฝ่รู้ มีพฤติกรรมการทำงานที่เหมาะสมในระยะยาว จึงต้องอาศัยแรงจูงใจภายใน ( intrinsic motivator) ซึ่งจากหลักการของ Self-determination theory พบว่า แรงจูงใจภายในจะเกิดเมื่อสามปัจจัยพื้นฐานได้รับการตอบสนอง ได้แก่ autonomy, competence, และ relatedness ดังนั้นครูต้องจัดประสบการณ์ให้นักเรียนให้มีโอกาสเลือกทำตามสิ่งที่ตนเองต้องการบ้าง ส่งเสริมให้นักศึกษาทำงานแล้วประสบความสำเร็จ และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การออกแบบบทเรียนที่มีรูปแบบ active learning ให้นักศึกษาได้มีส่วนในการตัดสินใจ แก้ปัญหา ในบริบทการทำงานเป็นทีม โดยมีครูช่วยสนับสนุนอย่างเหมาะสม จะมีส่วนอย่างมากในการปรับเปลี่ยนกรอบแนวคิดของนักศึกษาจาก การเรียนเพื่อคะแนน หรือ เรียนเพี่อรางวัล ไปเป็นการเรียนเพื่อรู้ เพื่อได้ความเข้าใจ เพื่อช่วยเพื่อนในทีมแก้ปัญหา เมื่อนักศึกษาประสบความสำเร็จจากกิจกรรมต่างๆที่เขามีส่วนร่วม และไม่ถูกบังคับให้ทำ แรงจูงใจภายในจะเริ่มมีบทบาทในการเรียนรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ

3. สร้างสภาวะแวดล้อมในโรงเรียนให้นักศึกษากล้าที่จะทำพลาดได้ ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย
จากแนวคิดเรื่อง self-efficacy สิ่งที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองได้ดีที่สุดคือ การที่ผู้เรียนได้มีโอกาสประสบความสำเร็จด้วยตนเอง (enactive mastery experience) แต่การจะจัดประสบการณ์ดังกล่าวให้กับนักศึกษาได้ ต้องเริ่มจากการที่ผู้เรียนต้องกล้าที่จะทำก่อน ในสถานการณ์จำนวนมากในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ ครูมุ่งเน้นไปที่การลงมือปฏิบัติกับผู้ป่วยจริง แต่ผู้เรียนจำนวนไม่น้อย ไม่กล้าที่จะลงมือทำด้วยเกรงว่าอาจเกิดความไม่ปลอดภัยกับผู้ป่วยได้ แนวทางการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ที่ทำได้ชัดเจนที่สุดคือ การจัดประสบการณ์เรียนรู้ในสถานการณ์สมมติ ผ่านการใช้ผู้ป่วยมาตรฐาน การใช้ virtual patients การใช้ part-task trainer, mannequin ซึ่งการฝึกในสถานการณ์ที่มีความปลอดภัยสูงเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนกล้าที่จะลงมือปฏิบัติและมีโอกาสพัฒนา self-efficacy ผ่าน enactive mastery experience มากขึ้น และเมื่อ self-efficacy ดีแล้ว เมื่อไปอยู่ในสถานการณ์จริงที่ผู้ป่วยจริงเปิดโอกาสให้ได้แสดงความรู้ หรือทักษะที่ผู้เรียนได้เคยฝึกมาแล้ว ผู้เรียนก็จะมีความกล้าที่จะลงมือปฏิบัติมากขึ้น
4. ปรับความคาดหวัง (Expectancy) และคุณค่า (Value) ของกิจกรรมการเรียนต่างๆอย่างเหมาะสม
จากแนวคิดของ Expectancy-value theory แรงจูงใจเกิดจากสองปัจจัยคือ Expectancy ( ความคาดหวังว่าตัวฉันจะทำสำเร็จหรือไม่) กับ Value (คุณค่า หรือประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการทำสิ่งนั้นๆ) นักศึกษาจำนวนไม่น้อยมองไม่เห็นว่าฉันจะพยายามเรียนรู้เรื่องนั้นๆ ไปทำไม มองไม่เห็นประโยชน์ของบทเรียนต่างๆที่เข้าใจได้ยาก แนวทางการแก้ปัญหาในด้านนี้ นอกเหนือจากการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองเพื่อยกระดับ Expectancy แล้ว ต้องเพิ่ม value ในการเรียนเรื่องนั้นๆด้วย การทำ early clinical exposure ซึ่งจะช่วยทำให้นักศึกษาเห็นได้ชัดเจนว่าความรู้ในเรื่องหนึ่งๆ มีที่ใช้งานในทางคลินิกอย่างไร มีความสำคัญในการทำงานทางการแพทย์อย่างไร รูปแบบการจัดกิจกรรมที่จะช่วยตอบโจทย์ early clinical exposure มีมากมาย อาทิ การทำ vertical integration ให้อาจารย์ระดับคลินิกมาสอนร่วมกับอาจารย์ปรีคลินิกมากขึ้น, การเรียนรู้ในสถานการณ์จำลอง (simulation) , การนำนักศึกษาชั้นปรีคลินิก เข้าไปเห็นภาพการทำงานของอาจารย์แพทย์ในชั้นคลินิกตั้งแต่ยังอยู่ในชั้นปรีคลินิกบ้าง , การสอนโดยใช้ problem-based learning หรือ project-based learning เป็นต้น
5. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้นักเรียนได้เผชิญกับกิจกรรมที่มีระดับความยากเหมาะสม
ปัญหาที่ท้าทายมากในโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพก็คือ กิจกรรมจำนวนมากเป็นงานที่ยาก และจากเนื้อหาบทความต่างๆที่ทุกท่านได้ผ่านตามาในวารสารฉบับนี้จะพบว่า การเรียนรู้ในเรื่องที่ยากเกินไปมีแนวโน้มจะลดทอนความเชื่อมั่นในตนเองได้ และ ลด motivation ตามมา ในการวางแผนการสอน อาจารย์ควรประเมินระดับความสามารถของผู้เรียนอย่างดี และจัดหา case ที่มีระดับความยากมากกว่าที่นักศึกษาเคยทำได้หน่อยนึง เพื่อให้เกิดความพยายาม แต่ไม่ควรยากเกินไปมากจนโอกาสที่จะทำสำเร็จด้วยตนเองมีต่ำมาก การจัดบทเรียนในสถานการณ์จำลอง (simulation) เป็นรูปแบบที่น่าจะง่ายต่อการปรับระดับความยากง่ายของสถานการณ์ที่จะให้นักศึกษาฝึกฝน เมื่อเทียบกับการมุ่งเน้นการเรียนรู้จากคนไข้จริง ซึ่ง ระดับความยากของแต่ละคนไข้ ไม่สามารถกำหนดตามความต้องการของครูได้เสมอไป
แนวทางทั้งห้าประการที่ผู้เขียนได้กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นแนวทางที่โรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพในประเทศไทยทุกแห่งน่าจะสามารถดำเนินการได้ไม่ยากนัก ไม่ต้องใช้ทรัพยากรเยอะ แต่ต้องอาศัยความร่วมไม้ร่วมมือจากคณาจารย์ในคณะฯ ที่จะต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการเรียนการสอนไปจากที่เคยทำมาบ้าง อย่างไรก็ตามผู้เขียนเชื่อมั่นในความสามารถ และสมรรถนะในการปรับตัวของครูในโรงเรียนวิทยาศาสตร์ทุกท่านอยู่แล้ว ผู้เขียนหวังว่าจะเห็นภาพของนักเรียนในโรงเรียนของพวกเรามีแววตาเป็นประกาย กระหายอยากเรียนรู้ มุมานะพยายามพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง ภายใต้สภาวะแวดล้อมต่างๆที่เอื้อต่อการสร้างแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ครับ
รศ. ดร. นพ.เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์
ผู้อำนวยการ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (SHEE)
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
email :









